ข่าว
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกอะไร ต้อง 20 ไร่ขึ้นไป  (อ่าน 963 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tigermao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 10:19:29 AM »


     ตามศีกษาการทำเกษตร หลายอย่างๆ ใน Youtube หลายสวนหลายอย่าง เช่น

        ขนุน  ไผ่ตง  กล้วย  มะละกอ

    ได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า ต้องปลูกปริมาณมากๆ (ประมาณ 20 ไร่ขึ้นไป)  ถีงจะมีแม่ค้ามารับที่สวน

    ถ้าน้อยๆ ต้องหาขายเองในหมู่บ้าน

    เลยหันมาดู สวนของตัวเองนี้ จะปลูกทุกอย่างเลย หลายสิบชนิด มันจะรอดหรือเปล่านะ 

    แต่ถ้าปลูกเยอะๆ ตามที่ดูมา ดูเหมือนจะเป็นการปลูกเชิงเดี่ยว มากเกินไป 

    ขอความเห็น เพื่่อนๆ หน่อยครับ 


Liked By: Santiburi
บันทึกการเข้า

mr.krathok
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 262


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 08, 2017, 12:47:11 PM »

ไปดูมาจากไหนครับ20ไร่ขึ้นไป
บันทึกการเข้า
tigermao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 08, 2017, 03:20:26 PM »

  ขนุน   นาทีที่ 14 คับ  https://www.youtube.com/watch?v=LdIWVolVi7E
บันทึกการเข้า
tigermao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 08, 2017, 03:40:25 PM »

 https://www.youtube.com/watch?v=FEJO9pKzibI

 นาที 22 เขาบอกว่า ปลูกไม้ไผ่ 10 กอขายไม่ได้ ปลูก 10 ไร่ขายไม่ทัน ( อันไม่ถีง 20 นะครับ)

 แต่ ประมาณเดียวกันคือต้องทำมากๆ
บันทึกการเข้า
tigermao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 08, 2017, 03:50:21 PM »


 กล้วยก็ใช่ครับแต่จำไม่ได้ว่าอันใหน เหมือนสวนที่ปลูกปากช่อง 50 ก็บอกประมาณนี้ ครับ

 ประกอบกับแถวบ้าน (ศรีสะเกษ) มีคนมาลงทุนปลูกไผ่แล้วหาตลาดไม่ได้ ทิ้งส่วนกันมีเยอะเลย

 คับ


Liked By: Santiburi
บันทึกการเข้า
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 10452



« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 08, 2017, 04:20:19 PM »

แตงโม ไม่ถึง 10 ไร่ ก็มีพ่อค้ามารับถึงที่


Liked By: Santiburi
บันทึกการเข้า
treo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2297


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 08, 2017, 11:09:45 PM »

ปัญหาส่วนใหญ่ของคนที่คิดจะมาทำเกษตร คือตลาด
เมื่อไม่สามารถหาตลาดหรือสร้างตลาดเองได้ ก็ต้องไปจบที่ พ่อค้า แม่ค้าคนกลาง
ผลที่ติดตามมาคือ การถูกกดราคา หรือการไม่รับซื้อ ถ้ามีภาวะล้นตลาด
ส่งผลให้ ต้องออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐช่วย ในบางครั้ง หรือบ่อยครั้ง
มันเป็นวัฏจักรมาแบบนี้ เนิ่นนาน

ซึ่ง พระองค์ท่านก็ทรงทราบ และทรงพระราชทานปรัชญา เศรษกิจพอเพียง
ซึ่งเริ่มจากเล็กๆ เจริญเติบโตขึ้นอย่างแข็ง และมั่นคงในที่สุด

ไม่รู้ว่าจะช่วยจขกท.ได้บ้างหรือเปล่า


Liked By: udorn.pp, gogae
บันทึกการเข้า

ปลูกต้นไม้ ไม่ใช่แค่ เอาต้นไม้ไปฝังดิน
ปลูกต้นไม้ ใช่ว่าจะได้แต่ต้นไม้
ico
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 672


« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 06:40:59 AM »

ปัญหาของการทำเกษตรในประเทศไทยคือเรื่องตลาด พอเกษตรกรมีสินค้าปุ๊บราคาก็ตกทันที เพราะคนกลางก็รู้ว่ามันเก็บนานไม่ได้ไหนจะคุณภาพลดลง ไหนจะหนี้สิน ทำอย่างละนิดละหน่อยเป็นภาระในการดูแลและเอาไปขาย ทำครอบครัวเดียวไม่ไหว ค่าแรงก็ยิ่งแพงด้วย
บันทึกการเข้า
tigermao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 10:59:16 AM »

ปัญหาส่วนใหญ่ของคนที่คิดจะมาทำเกษตร คือตลาด
เมื่อไม่สามารถหาตลาดหรือสร้างตลาดเองได้ ก็ต้องไปจบที่ พ่อค้า แม่ค้าคนกลาง
ผลที่ติดตามมาคือ การถูกกดราคา หรือการไม่รับซื้อ ถ้ามีภาวะล้นตลาด
ส่งผลให้ ต้องออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐช่วย ในบางครั้ง หรือบ่อยครั้ง
มันเป็นวัฏจักรมาแบบนี้ เนิ่นนาน

ซึ่ง พระองค์ท่านก็ทรงทราบ และทรงพระราชทานปรัชญา เศรษกิจพอเพียง
ซึ่งเริ่มจากเล็กๆ เจริญเติบโตขึ้นอย่างแข็ง และมั่นคงในที่สุด

ไม่รู้ว่าจะช่วยจขกท.ได้บ้างหรือเปล่า



 ช่วยได้ครับ ผมก็พยาม หาปลูกหลายๆ อย่างที่พอดีกับการ ขายเองในพื้นที่ ในอำเภอเป็นหลัก ครับปลูกอย่างละ 3-4 ต้น ยกเว้นบ้างชนิดที่เราชอบ ไม่หวังผล มากเช่น ผมปลูกอินทผาลัมไปประมาณ 40 ต้นครับ


Liked By: Santiburi
บันทึกการเข้า
pajonec
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16


« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 03:01:52 PM »

ผมก็กำลังจะเริ่มทำเกษตรครับ ต้องบอกว่าเริ่มครับ เพราะพึ่งทำ จุดประสงค์แรกที่คิดจะทำ คือ ได้ยินได้ฟังประโยดหนึ่งที่จี้ใจเหลือเกิน แล้วเจ็บจี๊ดคือ

.. ปลูกข้าว ได้กินข้าวหักเม็ด แต่ทำสวนได้กินข้าวที่หนึ่ง หอมมะลิ .. พ่ะนะ

เลยเป็นแรงผลัก ให้ริคิด ริทำสวนครับ ปลูกทุกอย่างที่ผม และครอบครัวกิน เพื่อลดค่าใช้จ่าย เหลือแล้วค่อยแบ่ง/ขาย ขายได้ ก็หมุนมาลงทุนต่อ
เตรียมตัวก่อนเกษียณ นับถอยหลังอีก 10 ปี อยู่สวนครับ พึ่งพาสิ่งที่สร้างในวันนี้ ถึงวัยที่หมดไฟทำงาน หรือไม่อยากเดินทางแล้ว ก็ยังมีอะไรได้ทำต่อ

ส่วนตัว แนะนำ ว่า อย่าตามกระแสการทำเกษตร ให้ปลูกทุกอย่างที่เรากินเราใช้ประโยชน์ ขายไม่ได้ เราก็กินได้ เหลือก็แบ่ง "ปลาตัวเดียวทำอย่างไรให้มีกินตลอด"
บันทึกการเข้า

คิดก็แค่คิด ลงมือทำเลยดีกว่า
Chai-Ayuttaya
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 328


« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 03:59:54 PM »

ผมศึกษาเกี่ยวกับหลักเศรฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงแบบไม่ลึกซึ้งนัก ตีความว่าการทำไร่นาสวนผสมแบบหลักเศรฐกิจพอเพียงนั้นต้องเริ่มด้วยการลดรายจ่ายของเราลงให้ต่ำที่สุดปลูกทุกอย่างที่เราต้องกินชอบกินอยากกิน แล้วก็เริ่มที่มีกินไม่ต้องใช้เงินไปซื้อ ซึ่งเงินที่ไม่ต้องใช้ไปในการซื้อเหมือนตอนที่ไม่ได้เริ่มทำหลักเศรฐกิจพอเพียงหากถือเป็นรายได้ ก็มากโขอยู่ เมื่อมีกินแล้วเหลือก็แบ่งปัน เมื่อมีเหลือเยอะก็คิดถึงการขายเพื่อสร้างรายได้ ถ้าขายไม่ได้ก็คิดหาวิธีในการแปรรูป พัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าขึ้นเก็บได้นานขึ้น รวมกลุ่มกันเพื่อให้เกิดกำลังการต่อรอง แต่อย่ามุ่งหวังรายได้มากๆเป็นที่ตั้งมันจะผิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง วางแผนการปลูกการผลิตสินค้าทางการเกษตรให้มี พึชระยะสั้นที่ให้ผลเร็วเช่น ข้าว พืชผักสวนครัวต่างๆ พืชระยะกลางที่ให้ผลผลิตเป็นฤดูกาลเช่น ไผ่ กล้วย มะม่วง ผลไม้ต่างๆ และพืชระยะยาว เช่นไม้ป่าต่างๆ ประดู่ สัก ยางนาฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมีการวางแผนเป็นชั้นเป็นตอนและใช้เวลากว่าผลตอบแทนจะตอบแทนกลับมา แต่ผลตอบแทนที่เห็นผลอย่างรวดเร็วและทันทีคือ ความสุขในชีวิต และสุขภาพ ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ท่านสอนไว้สำหรับคนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในระดับที่ไม่สูงมากนักนั้นคุ้มแน่ๆ ส่วนกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางไปจนค่อนข้างสูงอยู่แล้วนั้น หากหวังว่าจะหันมาทำการเกษตรตามหลักเศรฐกิจพอเพียงแล้วตั้งโจทย์กำหนดในใจไว้ว่าน่าจะมีรายได้แบบนั้นแบบนี้ ไม่หวังมากแค่พออยู่ได้แต่จริงๆพออยู่ได้ของเขากลับมองที่ตัวเงินเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่มีกจะเปรียบเทียบกับรายได้เดิมของตัวเอง นั้นน่าจะประสพความสำเร็จค่อนข้างยาก เพราะคำว่าพออยู่ได้ในมุมมองที่ผมคืดคือไม่ต้องใช้เงินไปซื้อหา คือปลูกอะไรเลี้ยงอะไรก็กินอันนั้นก็อยู่ได้แล้ว เหลือก็แจกเพื่อผูกสัมพันธุ์สร้างสังคมของการแบ่งปัน เขามาแบ่งไปเรื่อยๆเกรงใจก็เปลี่ยนเป็นเอามาให้เราบ้างซื้อไปบ้าง ขณะเดียวกันเราก็ต้องพยายามแปรรูปสร้างผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสวนของเราแล้วก็ต่อยๆหาตลาดขายออกไปจากเล็กไปหาใหญ่ วันหนึ่งก็จะใหญ่ขึ้นมาได้ ซึ่งพระองค์ก็ตรัสอยู่ตลอดว่ามันไม่ง่าย แต่จากกระทู้ที่ตั้งมานี้วิธีการแม้จะพยายามปลูกและทำการเกษตรแบบผสมผสาน แต่ก็ยังไม่ใช่หลักแบบเศรฐกิจพอเพียง ยังคงพึ่งพาการมาเหมาซื้อของพ่อค้าคนกลางอยู่ ซึ่งก็ต้องแล้วแต่พื้นที่ที่ทำอยู่ เพราะบางพิ้นที่ปลูกพืชแบบนี้เป็นที่ต้องการสูงบางที่กลับไม่มีใครเอาเลย จึงเป็นเหตุที่ต้องพิจารณาสื่งที่ผลิตและปริมาณที่ผลิตได้ว่ามันคุ้มค่าที่พ่อค้าคนกลางจะยอมเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายมารับซื้อเพื่อเอาไปขายต่อเอากำไรได้หรือไม่ ดังนั้นจะปลูกอะไรและต้องแค่ไหนผมจึงคิดว่าขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่แต่ละเงื่อนไชไม่เหมือนกันไปทุกที่ครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นมุมมองส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับไม่ค่อยเกี่ยวกับที่ จขกท.ถามเท่าไหร่ แต่หวังว่าจะมีประโยชน์บ้าง ผืดถูกอย่างไรต้องขออภัยด้วยครับ
บันทึกการเข้า
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3352


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 11, 2017, 10:54:16 AM »

พืชบางอย่างจำเป็นต้องปลูกจำนวนมากๆหรือพืชเชิงเดี่ยว เช่นกัน
ไม่เช่นนั้นจุดคุ้มทุนจะไม่มี  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
Augkor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 73


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 11, 2017, 09:35:43 PM »


     ตามศีกษาการทำเกษตร หลายอย่างๆ ใน Youtube หลายสวนหลายอย่าง เช่น

        ขนุน  ไผ่ตง  กล้วย  มะละกอ

    ได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า ต้องปลูกปริมาณมากๆ (ประมาณ 20 ไร่ขึ้นไป)  ถีงจะมีแม่ค้ามารับที่สวน

    ถ้าน้อยๆ ต้องหาขายเองในหมู่บ้าน

    เลยหันมาดู สวนของตัวเองนี้ จะปลูกทุกอย่างเลย หลายสิบชนิด มันจะรอดหรือเปล่านะ 

    แต่ถ้าปลูกเยอะๆ ตามที่ดูมา ดูเหมือนจะเป็นการปลูกเชิงเดี่ยว มากเกินไป 

    ขอความเห็น เพื่่อนๆ หน่อยครับ 
ทำแบบพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เหมาะที่สุด
1. เกษตรทฤษฏีใหม่
2. เกษตรพอเพียง
3. ปลูกป่า 3 อย่างได้ 4 อย่าง
4. ทั้ง 3 ข้อด้านบน ต้องศึกษาและลงมือทำ
   พืชเชิงเดี่ยวในฤดูกาลต้องยอมรับปริมาณอาจจะล้นตลาดและราคาที่จะลดลง
   พืชเชิงเดี่ยวถ้าทำให้ได้ผลผลิตนอกฤดูกาลได้จะคุ้มค่ามาก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: