หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เกษตรทฤษฎีใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(เนื้อหาที่อบรมมาค่ะ)  (อ่าน 33616 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 02:17:11 PM »

(เนื้อหาจากการอบรมเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริค่ะ ขออนุญาตนำมาฝากกันค่ะคือ)


ทฤษฎีใหม่
              ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีต จนถึงปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขต ที่มีฝนค่อนข้างน้อยและส่วนมากเป็นนาข้าวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำการเพาะปลูก ได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมีความเสี่ยงกับความเสียหาย อันเนื่องมาจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศและฝนทิ้งช่วง แม้ว่าจะมีการขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำไว้ใช้บ้างแต่ก็มีขนาดเพียงพอ หรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นปัญหาให้มีน้ำใช้ไม่เพียงพอ รวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว
   ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงได้พระราชทานพระราชดำริ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากดังกล่าว   ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติ  โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำ ได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก  พระราชดำรินี้ ทรงเรียกว่า "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทฤษฎีใหม่ : ทำไมใหม่
1. มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็ก ออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
2. มีการคำนวณโดยหลักวิชาการ เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียง ต่อการเพาะปลูกได้ตลอดปี
3. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีถึง 3 ขั้นตอน
ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น
การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน
ให้แบ่งพื้นที่ ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง
-พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝนและ ใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่าง ๆ
-พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน สำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้
-พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย
-พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์และโรงเรือนอื่น ๆ


Liked By: Apinan Limsurat
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 03, 2010, 02:29:41 PM โดย มะเอ@รักควาย » บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 02:20:00 PM »

หลักการและแนวทางสำคัญ
1.เป็นระบบการผลิตแบบพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ชุมชนต้องมีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำนองเดียวกับการ "ลงแขก" แบบดั้งเดิม เพื่อลดค่าใช้จ่าย
2.เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัวหนึ่งทำนา 5 ไร่  จะทำให้มีข้าวพอกินตลอดปี  โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง   เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอิสรภาพ
3.ต้องมีน้ำเพื่อการเพาะปลูกสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง   หรือระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง  ดังนั้น   จึงจำเป็น ต้องกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระน้ำ   โดยมีหลักว่าต้องมีน้ำเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกได้ตลอด ปี ทั้งนี้ได้พระราชทานพระราชดำริเป็นแนวทางว่า ต้องมีน้ำ 1,000  ลูกบาศก์เมตร  ต่อการเพาะ ปลูก  1  ไร่ โดยประมาณ  ฉะนั้น  เมื่อทำนา  5  ไร่  ทำพืชไร่หรือไม้ผลอีก  5  ไร่  (รวมเป็น  10  ไร่)  จะต้องมีน้ำ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
        ดังนั้น หากมีพื้นที่ 15 ไร่ จึงมีสูตรคร่าว ๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วย
 - นา 5 ไร่
 - พืชไร่พืชสวน 5 ไร่
 - สระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร จุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็น ปริมาณน้ำที่เพียง  พอที่จะสำรองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง
 - ที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ 2 ไร่   รวมทั้งหมด 15 ไร่
4.การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและคำนึงจากอัตราถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัว เรือนละ 15 ไร่ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ ก็สามารถใช้อัตราส่วน 30:30:30:10 ไปเป็นเกณฑ์ปรับใช้ได้ กล่าวคือ
30% ส่วนแรก ขุดสระน้ำ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯลฯ ได้ด้วย)
30% ส่วนที่สอง ทำนา
30% ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น)
10% สุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ (ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)
   อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝนและสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุกกว่าภาคอื่น หรือหากพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำมาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาดของบ่อหรือสระน้ำให้เล็กลง เพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได้
   เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ฉะนั้น เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกิน เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่สอง และขั้นที่สาม ต่อไปตามลำดับ ดังนี้


Liked By: cycle, Apinan Limsurat
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 03, 2010, 02:00:26 PM โดย มะเอ@รักควาย » บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 02:23:09 PM »

ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
        เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ  ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการในด้าน
(๑) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
        - เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การหาน้ำ และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก
(๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
        - เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
 (๓) ความเป็นอยู่(กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
        - ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
 (๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
        - แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
 (๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
        - ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
(๖) สังคมและศาสนา
        - ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
        กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม
           เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชนมาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกันกล่าวคือ
1. เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง(ไม่ถูกกดราคา)
2. ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
3. เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง)
4. ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น)


Liked By: Apinan Limsurat
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 03, 2010, 02:05:26 PM โดย มะเอ@รักควาย » บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 02:28:19 PM »

ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่
   จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ นั้น พอจะสรุปถึงประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ได้ ดังนี้
1. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเองได้
2. ในหน้าแล้งมีน้ำน้อยก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระ มาปลูกพืชผักต่าง ๆ ได้ แม้แต่ข้าวก็ยังปลูกได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน
3. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้
4. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วยข้อสำคัญที่ควรพิจารณา
1)การดำเนินการตามทฤษฎีใหม่นั้น มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น ฉะนั้นเกษตรกรควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ด้วย
2)การขุดสระน้ำนั้น จะต้องสามารถเก็บกักน้ำได้  เพราะสภาพดินในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น ดินร่วน ดินทราย ซึ่งเป็นดินที่ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ หรือเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับพืชที่ปลูกได้ ฉะนั้น จะต้องพิจารณาให้ดีและควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดิน  หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน
3) ขนาดพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและคำนึงจากอัตราการถือครองที่ดิน   ถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ  15  ไร่   แต่ให้พึงเข้าใจว่าอัตราส่วนเฉลี่ยขนาดพื้นที่นี้มิใช่หลักตายตัว  หากพื้นที่การถือครองของเกษตรกรจะมีน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ ก็สามารถนำอัตราส่วน นี้ (30:30:30:10) ไปปรับใช้ได้
4)  การปลูกพืชหลายชนิด เช่น ข้าวซึ่งเป็นพืชหลัก ไม้ผล พืชผัก พืชไร่ และพืชสมุนไพร อีกทั้งยังมีการเลี้ยงปลา หรือสัตว์อื่น ๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำมาบริโภคได้ตลอดทั้งปี เป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของอาหารสำหรับครอบครัวได้ และส่วนที่เหลือสามารถจำหน่ายได้เป็นรายได้แก่ครอบครัวได้อีก
5)   ความร่วมมือร่วมใจของชุมชน จะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติตามหลักทฤษฎีใหม่ เช่น การลงแรงช่วยเหลือกัน หรือที่เรียกว่าการลงแขก นอกจากจะทำให้เกิดความรักความสามัคคีในชุมชนแล้ว ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานได้อีกด้วย
6)  ในระหว่างการขุดสระน้ำ จะมีดินที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หน้าดินซึ่งเป็นดินดีควรนำไปกองไว้ต่างหาก เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชต่าง ๆ ในภายหลัง โดยนำมาเกลี่ยคลุมดินชั้นล่างที่เป็นดินไม่ดีซึ่งอาจนำมาถมทำขอบสระน้ำหรือยกร่องสำหรับปลูกไม้ผล


Liked By: Apinan Limsurat
บันทึกการเข้า
ชัช มหาดไทย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 191


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 02:31:11 PM »

ขอบคุณหลานมะเอ มาก ๆ ครับ ที่นำความรู้ดี ๆ มาฝาก  อายจัง  อายจัง  อายจัง
บันทึกการเข้า

ที่อยู่ นายชัชวาล  บาลทิพย์
      สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
      59 หมู่ 11 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา
      จ.ปทุมธานี     12150
      T. 086-5107844
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 02:33:35 PM »

เงื่อนไขหรือปัญหาในการดำเนินงาน

   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538   ณ ศาลาดุสิดาลัย มีความตอนหนึ่ง ดังนี้ "...การทำทฤษฎีใหม่นี้มิใช่ของง่ายๆ แล้วแต่ที่ แล้วแต่โอกาส และแล้วแต่งบประมาณ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทราบถึงทฤษฎีใหม่นี้กว้างขวางและแต่ละคนก็อยากได้ ให้ทางราชการขุดสระแล้วช่วย แต่มันไม่ใช่สิ่งง่ายนัก บางแห่งขุดแล้วไม่มีน้ำ แม้จะมีฝนน้ำก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันรั่ว หรือบางทีก็เป็นที่ที่รับน้ำไม่ได้ ทฤษฎีใหม่นี้จึงต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมด้วย...ฉะนั้น การที่ปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่หรืออีกนัยหนึ่ง ปฏิบัติเพื่อหาน้ำให้แก่ราษฎร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่าย ต้องช่วยกันทำ..." พืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลี้ยง       
ไม้ผลและผักยืนต้น  :   มะม่วง มะพร้าว มะขาม ขนุน ละมุด ส้ม กล้วย น้อยหน่า มะละกอ กระท้อน แคบ้าน มะรุม สะเดา ขี้เหล็ก กระถิน เป็นต้น         
 ผักล้มลุกและดอกไม้  :   มันเทศ เผือก ถั่วฝักยาว มะเขือ มะลิ ดาวเรือง บานไม่รู้โรย กุหลาบ รัก และซ่อนกลิ่น เป็นต้น
เห็ด  :  เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดเป๋าฮื้อ เป็นต้น
สมุนไพรและเครื่องเทศ   :  หมาก พลู พริกไทย บุก บัวบก มะเกลือ ชุมเห็ด หญ้าแฝก และพืชผักบางชนิด เช่น กระเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก และตะไคร้ เป็นต้น
ไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิง  :  ไผ่ มะพร้าว ตาล มะขามเทศ สะแก ทองหลาง จามจุรี กระถิน ยูคาลิปตัส สะเดา ขี้เหล็ก ประดู่ ชิงชัน และยางนา เป็นต้น         
พืชไร่  :   ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย มัน สำปะหลัง ละหุ่ง นุ่น เป็นต้น พืชไร่หลายชนิดอาจเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตยังสดอยู่ และจำหน่ายเป็นพืชประเภทผักได้และมีราคาดีกว่าเก็บเมื่อแก่ พืชไร่เหล่านี้ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย และมันสำปะหลัง เป็นต้น  การที่จะทำให้ทฤษฎีใหม่สมบูรณ์ได้นั้นคือ สระเก็บกักน้ำจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มความสามารถ โดยต้องมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มเติมน้ำในสระเก็บกักน้ำให้เต็มอยู่เสมอ ดังเช่นในกรณีของการทดลองที่วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสนอวิธีการ   ดังนี้


Liked By: Apinan Limsurat
บันทึกการเข้า
joom
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 274


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 02:39:37 PM »

ขอบคุณคร๊าบบบบบบ
บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 03:01:55 PM »

ระบบทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์ อ่างใหญ่ เติมอ่างเล็ก อ่างเล็ก เติมสระน้ำ
          คือสระน้ำที่เกษตรกรขุดขึ้นตามทฤษฎีใหม่   เมื่อเกิดช่วงขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง   เกษตรกรสามารถสูบน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ และหากน้ำในสระน้ำไม่เพียงพอก็ขอรับน้ำจากอ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก)   ซึ่งได้ทำระบบส่งน้ำเชื่อมต่อลงมายังสระน้ำที่ได้ขุดไว้ในแต่ละแปลงซึ่งจะช่วยให้สามารถมีน้ำใช้ตลอดปี

         กรณีที่เกษตรกรใช้น้ำกันมาก อ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็อาจมีปริมาณน้ำไม่พอเพียง หากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักหรือมีโครงการใหญ่ที่สมบูรณ์แล้ว ก็ใช้วิธีการผันน้ำจากป่าสัก คืออ่างใหญ่ ต่อลงมายังอ่างเก็บน้ำห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็จะช่วยให้มีปริมาณน้ำใช้มากพอตลอดปีสำหรับสระของเกษตรกร

             เดี๋ยวเอจะวาดภาพมาประกอบค่ะเพื่อสะดวกในการทำความเข้าใจ
บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 03:13:32 PM »

การอนุรักษ์ดินและน้ำ
การอนุรักษ์ดินและน้ำ  คือ  การใช้น้ำหรือการจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยป้องกันการชะล้างการพังทลายของดิน  และการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สามารถทำการเกษตรได้ตลอดไป
การอนุรักษ์ดิน เพื่อรักษาความสามารถในการผลิตของดินให้ยืนนาน   และเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่ดิน
หลักการอนุรักษ์ดิน
1. ลดอัตราการกัดกร่อนของดิน
2. เพิ่มหรือรักษาระดับปริมาณของธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
3. ปรับปรุงโครงสร้างของดินให้อยู่สภาพที่เหมาะสม
4. ทำให้สามารถใช้น้ำอย่างประหยัด
การอนุรักษ์น้ำ   ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญเหมือนกับทรัพยากรดิน  ดังนั้นกิจกรรมการอนุรักษ์น้ำจึงต้องมีการดำเนินการควบคู่กันไป
หลักการอนุรักษ์น้ำ
1. ลดการป้องกันการสูญเสียน้ำโดยการระเหยของน้ำบนผิวดิน
2. เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นนานที่สุด
3. ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด
พื้นที่การอนุรักษ์ดินและน้ำ
   จากรายงานของกรมพัฒนาที่ดิน (2538)  ได้ระบุว่าในปี พ.ศ. 2524  มีพื้นที่ดินที่เกิดปัญหาการ     ชะล้างพังทลายในระดับความรุนแรงมาก   มีพื้นที่ 107.69 ล้านไร่  พื้นที่ดังกล่าวกระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆ  ของประเทศที่พบมากที่สุด  คือ  บริเวณที่มีความลาดชันทางภาคเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ     ภาคตะวันออก   ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ที่ถูกบุกรุกถากถาง  เพื่อขยายพื้นที่ทำการเพาะปลูกในปี พ.ศ. 2538  มีพื้นที่ดินที่เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายเพิ่มขึ้นเป็น 134.54 ล้านไร่   ซึ่งพื้นที่จำเป็นต้องมี  การจัดการโดยวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ
วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ  คือ  วิธีการที่นำมาใช้ในพื้นที่หนึ่งโดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อยับยั้งหรือชะลออัตราการชะล้างพังทลายของดิน  โดยอาศัยหลักการสำคัญ  คือ  เมื่อฝนตกลงมาในที่ใดที่หนึ่งจะพยายามให้มี  การเก็บกักน้ำไว้  ณ  ที่นั้น   เพื่อให้น้ำไหลซึมลงไปในดินเป็นประโยชน์แก่พืชที่ปลูก ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ
1. วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยใช้ระบบพืช
เป็นวิธีการจัดระบบพืชโดยการผสมผสานกันระหว่างมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำและการจัดการระบบพืชปลูก ได้แก่
1.   การปลูกพืชเป็นแถบ
2.   การปลูกพืชตามแนวระดับ
3.   การปลูกพืชคลุมดิน
4.   การปลูกพืชบำรุงดิน
5.   การปลูกพืชแซม
6.   การปลูกพืชเหลื่อมฤดู
7.   การปลูกพืชหมุนเวียน
8.   การปลูกแถบหญ้าตามแนวระดับ
9.   การปลูกพืชไม้พุ่มเป็นแถบตามแนวระดับ
10.   การทำคันเศษซากพืชตามแนวระดับ
วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยใช้ระบบพืช จะต้องปฏิบัติดังนี้
1.   ไม่เผาทำลายเศษซากพืช
2.   ไม่ทำไร่เลื่อนลอย
3.   ไถพรวนให้ถูกวิธี ไม่ไถพรวนขึ้นลงตามความลาดเทของพื้นที่แต่ไถพรวนขวางความลาดเทของพื้นที่และไม่ทำการไถพรวนบ่อยครั้ง
4.   ปลูกพืชให้ถูกวิธี ปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดินคลุมดินและปลูกตามแนวระดับ
5.   ปรับปรุงบำรุงดิน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด
6.   บนพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงเกิน 35 เปอร์เซ็นต์   ไม่ควรทำการเกษตร  แต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องทำคันดินเป็นขั้นบันไดขวางความลาดเทของพื้นที่   จัดทำร่องน้ำและแหล่งเก็บกักน้ำให้ไหลลงเฉพาะแห่ง และยกร่องปลูกพืชบนแนวคันดินระดับเดียวกัน


Liked By: Apinan Limsurat
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 02, 2010, 11:30:41 PM โดย มะเอ@รักควาย » บันทึกการเข้า
cat007
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1479


« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 03:19:55 PM »

ขอบคุณอย่างยิ่งเลยครับ
บันทึกการเข้า
ฟ้า
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 380



« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 05:06:44 PM »



         อายจัง           อายจัง            อายจัง              อายจัง              อายจัง            อายจัง
บันทึกการเข้า
banokcokna34
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 06:49:22 PM »

ดี จังครับพี่เอ

อ่านเสริมความรู้ครับ

บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 25, 2010, 06:56:25 PM »

สวัสดีค่ะน้องเจ เดี๋ยวมีอีกประมาณปึกใหญ่ๆเดี๋ยวพี่พิมพ์ก่อนค่ะ เนื้อหาดีมากๆค่ะ
บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 03, 2010, 11:32:37 AM »

. วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยใช้วิธีกล
   โดยมุ่งหนักไปในการก่อสร้างสิ่งกีดขวางความลาดชันของพื้นที่  เพื่อสกัดกั้นน้ำไหลบ่าและการพังทลายของดิน การอนุรักษ์ โดยการวิธีกลนี้เป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายได้ทันที  แต่เสียค่าใช้จ่ายสูง   และในระหว่างก่อสร้างต้องพิถีพิถันทำให้ดี   มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก  ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี คือ
1.การปลูกพืชตามแนวระดับ (Control cultivation) ได้แก่ การไถพรวน ปลูกและเก็บเกี่ยวพืชขนานไปตามแนวระดับ  ขวางความลาดชันของพื้นที่  เหมาะที่จะใช้ในพื้นที่ที่มีความลาดชัน 2-7 %
2.การสร้างคันดินกั้นน้ำ (Terracing)  เป็นการสร้างคันดินหรือร่องน้ำขวางความลาดชันของพื้นที่เพื่อลดความยาวของพื้นที่ที่รับน้ำฝนให้สั้นลง อย่างไรก็ตามการที่จะให้คันดินกั้นน้ำมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินนั้นจะต้องทำการปลูกพืชตามแนวระดับ และใช้มาตรการอื่น ๆ ผสมผสานไปด้วย ชนิดของคันดินแบ่งเป็น 2 แบบ คือ
ก  คันดินขั้นบันได ( Bench Terrace) ทำโดยการปรับพื้นที่ลาดชันให้เป็นขั้นบันไดซึ่งนอกจากจะลดความยาวของความลาดชันของพื้นที่แล้ว ยังเป็นลดการลาดชันของพื้นที่ลงอีกด้วย ขั้นบันไดดินนี้ส่วนใหญ่ใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่า 18 % ขึ้นไป และดินต้องเป็นดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร
ข  คันดินกั้นน้ำ ( Field Terrace)  เป็นการสร้างคันดินและร่องน้ำขวางความลาดชันของพื้นที่  เป็น  ช่วง ๆ   ซึ่งอาจจะเป็นคันดินแบบลดระดับ (Graded terrace)  เพื่อช่วยระบายน้ำ หรือเป็นแบบระดับ (Level) เพื่อเก็บกักเก็บน้ำไว้ก็ได้
3.การปรับพื้นที่เฉพาะหลุม (Individual basin)   เป็นการปรับพื้นที่เป็นช่วง ๆ เฉพาะบริเวณหลุมปลูกต้นไม้  เหมาะที่จะใช้กับไม้ผล  และไม้ยืนต้นต่าง ๆ  ขนาดของหลุมยิ่งกว้างมากก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการชะล้างของดินได้สูง
4.คูรับน้ำรอบเขา (Hillside ditch) เป็นคูรับน้ำที่จัดทำขึ้นขวางความลาดชันของพื้นที่เป็นช่วง ๆ โดยมีระดับของร่องน้ำลาดไปยังทางน้ำที่จัดทำขึ้นหรือบริเวณที่รับน้ำได้  เช่น  ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  หรือแปลงพืชคลุมหนา ๆ
5.คันดินเบนน้ำ (Diversion)เป็นคันดินขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อเบนน้ำเหนือพื้นที่ไม่ให้เข้าไปรบกวนในไร่นา ที่พักอาศัย ฯลฯ หรืออาจจะเบนน้ำไปลงอ่างเก็บน้ำก็ได้
6.เขื่อนกั้นร่องน้ำ (Check dam)  เป็นสิ่งก่อสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายแบบร่องลึก    โดยสร้างขวางทางน้ำเป็นช่วง ๆ ในร่องน้ำที่เกิดการกัดเซาะ  เพื่อชะลอความเร็วของน้ำ  ช่วยให้เกิดการตกตะกอนทับถมในร่องน้ำ  ทำให้ร่องน้ำตื้นเขิน  สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ต่อไป  เขื่อนกั้นร่องน้ำนี้อาจสร้างด้วยเศษไม้  ท่อนไม้  หิน  ดิน หรือคอนกรีตก็ได้
7.ทางระบายน้ำ (Waterway) สร้างขึ้นเพื่อรับน้ำจากคันดินกั้นน้ำ  คูรับน้ำรอบเขาหรือบริเวณระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำ  เพื่อควบคุมการไหลของน้ำไปยังที่กำหนดไว้  โดยไม่ให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการชะล้างพังทลายขึ้น   ทางระบายน้ำนี้อาจสร้างขึ้นใหม่   หรือปรับปรุงจากร่องน้ำธรรมชาติก็ได้
8.บ่อน้ำในไร่นา (Farm pond))  ช่วยในการเก็บกักน้ำที่ไหลบ่ามาตามหน้าดินรวมทั้งตะกอนที่ถูก    ชะล้างไว้เป็นช่วงๆไม่ให้เกิดผลเสียหายรุนแรงแก่พื้นที่เพาะปลูกตลอดจนแหล่งน้ำอื่นๆ นอกจากนั้นยังเป็นการเก็บกักน้ำไว้ในช่วงที่จำเป็นอีกด้วย


Liked By: Apinan Limsurat
บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 03, 2010, 11:42:13 AM »

การอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยหญ้าแฝก
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่า  การพังทลายของดินอันสืบเนื่องมาจากน้ำไหลบ่าตามผิวดิน  เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ  และส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรของประเทศต่ำกว่าที่ควรจะเป็น  จึงเป็นปัญหา  ที่สมควรได้รับการแก้ไขป้องกันโดยเร็ว  ด้วยการนำมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ  ที่เหมาะสมมาใช้  มาตรการหนึ่งที่ได้ทรงแนะนำ  ได้แก่ มาตรการ       หญ้าแฝกโดยได้พระราชทานพระราชดำริ   เป็นครั้งแรกแก่เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)  เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2534 และต่อมาก็ได้พระราชทานพระราชดำริแก่ผู้เกี่ยวข้อง ในวาระต่าง ๆ พระราชดำริดังกล่าวมีประเด็นสำคัญโดยสรุปดังนี้
   "…. หญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรง ๆ  เป็นแผงเหมือนกำแพง ช่วยกรองตะกอนดินและรักษาหน้าดินได้ดี   จึงควรนำมาศึกษาและทดลองปลูก ในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนา     อันเนื่องมาจากพระราชดำริและพื้นที่อื่น ๆ  ที่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง   โดยพิจารณาจากลักษณะของ      ภูมิประเทศ   คือ   บนพื้นที่ภูเขา   ให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวขวางของความลาดชันและในร่องน้ำของภูเขา  เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินและช่วยเก็บกักความชื้นของดินไว้ด้วย   บนพื้นราบให้ปลูกหญ้าแฝก  รอบแปลงหรือปลูกในแปลง ๆ ละ 1 หรือ 2 แถว   ส่วนแปลงพืชไร่นา   ให้ปลูกตามร่องสลับกับพืชไร่   เพื่อที่รากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้   ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน  และหญ้าแฝกจะเป็นตัวกักเก็บไนโตรเจนและกำจัดสิ่งเป็นพิษหรือ สารเคมีอื่น ๆ ไม่ให้ไหลลงไปในแม่น้ำลำคลอง   โดยกักให้ไหลลงไปใต้ดินแทน   การปลูกรอบพื้นที่เก็บกักน้ำ   เพื่อป้องกันดินพังทลาย   ลงไปในอ่างเก็บน้ำ   ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่ตื้นเขิน   ตลอดจนช่วยรักษาหน้าดินเหนืออ่าง   และช่วยให้ป่าไม้ในบริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว   ในบริเวณที่มีหญ้าคาระบาด   ควรทำการศึกษาดูว่าหญ้าแฝกจะสามารถควบคุมหญ้าคาได้หรือไม่  พื้นที่เหนือแหล่งน้ำ  ควรปลูกเพื่อเป็นแนวป้องกันตะกอนและดูดซับสารพิษต่าง ๆ   ไว้ในรากและลำต้นได้นาน  จนสารเคมีนั้นสลายตัวเป็นปุ๋ยสำหรับพืชต่อไป   ทั้งนี้ให้บันทึกภาพก่อนดำเนินการและหลังดำเนินการไว้เป็นหลักฐาน  ส่วนผลของการศึกษาทดลอง   ควรเก็บข้อมูลทั้งทางด้านการเจริญเติบโตของลำต้นและราก   ความสามารถในการอนุรักษ์และเพิ่มความสมบูรณ์ของดิน   การเก็บความชื้นของดิน และ ด้านพันธุ์ต่าง ๆ ของหญ้าแฝกด้วย …."
      หญ้าแฝกเป็นพืชในวงศ์หญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย  ทั้งใน ที่ลุ่ม  ที่ดอนและในดินเกือบทุกชนิด   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vetiveria Zizanioides  มีลักษณะการเติบโตเป็นกอที่ หนาแน่น  แตกกอรวดเร็ว  กอมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  30  เซนติเมตร  ลำต้นสูงประมาณ  50-150 เซนติเมตร  ใบแคบ  ค่อนข้างแข็ง  กว้างประมาณ  0.80  เซนติเมตร และยาวประมาณ 75  เซนติเมตร แนวพระราชดำริดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้หญ้าแฝกมีบทบาทสำคัญ ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ของประเทศได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่ธนาคารโลก เพื่อเป็นทุนสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าแฝกด้วยธนาคารโลก ได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจ เรื่องหญ้าแฝกในจดหมายข่าว หญ้าแฝก ( Vetiver Newsletter) ฉบับที่ 11 ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2537 และสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำนานาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติเป็นพระมหากษัตริย์นักอนุรักษ์ดิน และน้ำดีเด่นของโลกในปีเดียวกันนี้ด้วย
 


Liked By: Apinan Limsurat
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 03, 2010, 11:52:42 AM โดย มะเอ@รักควาย » บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3602


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 03, 2010, 11:53:41 AM »

   ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2535   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถวายเอกสาร  เรื่องหญ้าแฝก   แด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ณ  วังสระปทุม  ในขณะเสด็จฯ เข้าเฝ้าฯ พร้อมกับทรงอธิบายถึงคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของหญ้าแฝกในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ   จากผลการศึกษาทดลองในโครงการ    อันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงมีพระราชดำริ  ให้ดำเนินโครงการพัฒนาหญ้าแฝกในโครงการพัฒนาดอยตุง  เพื่อแก้ปัญหาการชะล้างและพังทลายของดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 และทรงพบว่าการทดลองปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดเอียงให้ผลน่าพอใจ   รากหญ้าแฝกยาวถึง 3 เมตรในเวลา       8 เดือน   และระบบรากแผ่กระจายในดินตลอดความลึก 3 เมตร  และความกว้าง 50 เซนติเมตร ภายใต้อีกตัวอย่างหนึ่งของพระราชดำริ  ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับหญ้าแฝกซึ่งได้พระราชทาน              แก่เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2536 มีใจความว่า    "... การปลูกหญ้าแฝก ถ้าปลูกกอเล็ก  ควรปลูกให้ใกล้และ ชิดกัน จะได้ผลเร็วกว่าและสิ้นเปลืองน้อยกว่าการปลูกกอใหญ่ และมีระยะห่างกัน และควรปลูกตามความห่างของแถวในแนวลาดเทประมาณเท่าความสูงของคน คือ  1.50  เมตร และทำแถวให้ขนานกับทางลาดเทด้วย …."    ในโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มตามแนวพระราชดำริที่อำเภอโพธาราม        จังหวัดราชบุรี   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝกไว้   ซึ่งมีใจความสรุปได้เป็น 2 ประการ คือ
( 1)  ควรปลูกหญ้าแฝกล้อมรอบไม้ผล  เพื่อป้องกันไม่ให้ดินรอบๆ ต้นไม้เป็นหลุม  ในขณะเดียวกันก็ใช้ใบหญ้าแฝกที่ตัดออกจากกอมาคลุมดินรอบๆ ต้นไม้  เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ต้นไม้  ได้อีกด้วย
 ( 2) การปลูกหญ้าแฝกในแปลงเพาะปลูกพืชสามารถทำได้หลายรูปแบบ  เช่น  ปลูกโดยรอบแปลงปลูก  ในแปลงๆ ละ 1 หรือ 2 แถว และปลูกตามร่องสลับกับพืชไร่  เป็นต้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริ  ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ  ทั้ง  6 แห่ง   ทดลองปลูกหญ้าแฝกสายพันธุ์ต่างๆ ด้วย  ซึ่งผลการทดลองดังกล่าวที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง   คือ  เมื่อปลูกหญ้าแฝกระหว่างแถวของข้าวโพดและถั่วลิสง   ในพื้นที่ที่มีความลาดเท  5%  มีการสูญเสียหน้าดินเพียง  0.92 - 2.27 ตันต่อไร่ต่อปี  ในขณะที่พื้นที่ลาดเทเท่ากัน      แต่ไม่มีการปลูกหญ้าแฝก   มีการสูญเสียหน้าดิน  5.27  ตันต่อไร่ต่อปี   นอกจากนี้  พื้นที่ที่ปลูกหญ้าแฝกยังรักษาความชุ่มชื้นของดินได้มากกว่าอีกด้วย  หญ้าแฝกที่เจริญเติบโตได้ดีในดินประเภทต่างๆ  ได้แก่  สายพันธุ์กำแพงเพชร 1 และ 6 , สงขลา 3 ,  นครสวรรค์ ,  ร้อยเอ็ด ,  และราชบุรี  สำหรับดินทราย  สายพันธุ์ศรีลังกา กำแพงเพชร 2 ,  สุราษฎร์ธานี ,  สงขลา 3 และเลย   สำหรับดินลูกรัง กับสายพันธุ์ สุราษฎร์ธานี , สงขลา 3 เลย  และนครสวรรค์    สำหรับดินร่วนและดินเหนียวการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรบนที่ดอนหรือที่สูง   จะใช้ในการเพาะปลูกพืชไร่และไม้ผล  เป็นหลัก แต่พื้นที่เหล่านี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีระบบการชลประทาน พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เกษตรกรใช้ในการเพาะปลูก    จึงเป็นพื้นที่การเกษตรที่อาศัยน้ำฝน    ปัจจุบันแม้ว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยที่ตกในแต่ละปีจะมีปริมาณเท่าๆ  หรือใกล้เคียงกัน


Liked By: Apinan Limsurat
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: