หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มาตื่นพร้อมๆกันนะครับ พี่น้องเกษตรกรทุกคน  (อ่าน 464 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
11AFarm
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 60


« เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2016, 02:27:33 PM »

เหตุผลที่ผมอยากมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิกวันนี้เพราะ

"ผมอ่านข่าว เห็นข่าว2-3ข่าว
1/เกษตรกร ฆ่าตัวตาย เพราะฝนแล้ง เพาะปลูกขาดทุน หมดตัว
หมดหนทางใช้หนี้ทั้งบ้าน รถ ทั้งในระบบ ทั้งนอกระบบ"

2/ฝนแล้งไม่กี่เดือน ทำให้พืชผลเสียหายอย่างหนัก ทั้งๆที่ในพื้นที่นั้นฝนตกเป็นปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยของพื้นที่อื่นๆในไทย

3/รัฐเยียวยาช่วยเหลือชาวสวนลำไย แล้วเกษตรกรส่วนอื่นๆที่รัฐไม่ช่วยเหลือ เขาจะทำอย่างไร"

อีกทั้งวันนี้เป็นวันที่ 30 พฤษภาคม ที่วันนี้ของทุกๆปี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านจะพาทำบุญเปิดโลกธาตุ ให้บุญเราแผ่ไปได้ทั้ง3โลกธาตุ ทั้งสวรรค์ โลกมนุษย์และนรก

ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ทำบุญด้วยการแบ่งปันองค์ความรู้ ความคิดเห็น เตือนสติ ชี้ทางสว่าง
ให้กับเพื่อนๆสมาชิก ทั้งเกษตรกรมืออาชีพ เกษตรกรสมัครเล่น และผู้คนที่สนใจในเกษตรกรรม ในสังคมเกษตรพอเพียงแห่งนี้

ด้วยบุญนี้ขอให้ท่านทั้งหลายที่กำลังหมดหนทาง ที่กำลังท้อแท้

จงหยุด อย่าอะไรลงไปโดยขาดสติ

และอย่าอะไรโดยไม่พิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้อื่น

รวมทั้งหากคุณคิดสั้น ไม่ต้องคิดว่าต่อไปคุณตายแล้วจะไปไหน
แต่ขอให้คิดว่าคุณทิ้งภาระที่คุณหนีไปไว้ให้กับใครบ้าง เขาเหล่านั้นต้องมาแบกรับภาระอะไรต่อจากคุณบ้าง

หากคุณคิดว่าหมดหนทาง มันก็เพราะว่าคุณยอมแพ้
แต่ชีวิตก็คือชีวิต มีชนะ มีแพ้ มีทุกข์ มีสุข สลับกันไป เป็นปกติของชีวิต

ขอให้มีสตินั้นเกิดขึ้นกับคุณ ในเวลาที่คุณต้องการมันที่สุด

ที่ผมมาพูดคุยวันนี้ไม่ใช่ว่าผมร่ำรวยมาจากไหน
ไม่ใช่แค่เพียงหนี้สินผมก็มีเหมือนกับหลายๆท่าน แต่ผมแน่ใจว่ามีมากกว่าคนส่วนใหญ่ในที่นี้
แต่ผมไม่เคยหยุด ไม่เคยท้อ ไม่เคยโทษ
คือไม่หยุดค้นคว้าหาความรู้ และหาหนทางเดินก้าวต่อไป
ไม่เคยท่อแม้ว่าทางจะลำบากแค่ไหน
ไม่เคยโทษโชคชะตาที่ลิขิตมาให้เราต้องฝ่าฟันทุกข์ยาก

เพราะผมรู้ว่าสุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านี้ทั้งสุขและทุกข์ มันก็ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
เหลือทิ้งไว้เป็นแค่ความรู้ และความทรงจำ
ที่ทำให้เราไม่ประมาท
คือหลงระเริงไปกับความสำเร็จในทุกๆก้าวที่จะเดินไป
และเตรียมพร้อมที่จะแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

มาตื่นแล้วก้าวเดินไปพร้อมๆกันนะครับ

ผมเห็นว่ามันถึงเวลาที่ประเทศไทยควรจะเปลี่ยนเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์
เปลี่ยนจากการเดินตามกระแสสังคมของโลก คือ วัตถุนิยม
เอาวัตถุเป็นตัวตั้ง เป็นตัวกำหนดสถานะทางสังคม

เราเปลี่ยนมาเป็นสังคมเกษตรกรรมที่สร้างมูลค่าสร้างราคาให้ตนเอง
ทำให้เกษตรกรของเราพึ่งตนเอง
ทำให้ผู้ซื้อต้องมาติดต่ออยากได้ผลผลิตเรา
ไม่ใช่ไปเร่ขายไม่ได้ราคา ถูกกดราคา ทำอะไรไม่ได้ก็มาประท้วงปิดถนน ให้รัฐช่วยเหลือ
พอเขาช่วยเหลือก็ยังไม่พอ ก็ต้องขาดทุน ไหนจะค่าใช้จ่าย ไหนจะหนี้ในระบบ ไม่นับนอกระบบ
นี่มันคือวงจรอุบาทว์ ที่จะต้องจบสิ้นกับเพียงแค่นี้

มันถึงเวลาแล้วเพราะ เทคโนโลยีเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิคมันครบหมดแล้ว
ทั้งการขอใบอนญาตส่งออก ขั้นตอนการปลูก การเก็บเกี่ยว สารสมุนไพรเชื้อราต่างๆกำจัดโรคกำจัดแมลงตามธรรมชาติ

ตลาดทั้งไทยและต่างประเทศก็กำลังขยายเติบโตขึ้นเรื่อย
ผมขอถามว่า คุณทำเกษตรอินทรีย์ขายราคาเท่าสินค้าใช้สารเคมี คุณจะกำไรหรือขาดทุนมากกว่ากัน
เกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ย ผลิตสารกำจัดแมลงเองเกินครึ่ง ซื้อก็แค่หัวเชื้อมาใช้ต่อได้ไม่รู้จบ

แต่ขณะที่เกษตรเคมีปุ๋ยยาต่างๆ ต้องซื้อตลอด ราคาก็เพิ่มตลอด
และสุดท้ายราคาผลผลิตที่ขายได้ก็ไม่สะท้อนตามต้นทุนที่เพิ่มตาม
 
หรือราคาพืชผลขึ้นสูงเหมือนที่เป็นอยู่ตั้งแต่เมษายนที่ผ่านมาถึงตอนนี้ แต่มีกี่คนครับที่มีผลผลิตขาย
และที่ขายๆกันได้ มีกี่คนครับที่ขายได้เงินเท่าเดิม เมื่อเทียบกับฤดูการผลิตก่อนหน้านี้

ยังไม่นับรวมมูลค่าความเสียหายที่ประเมินมิได้ การเจ็บป่วยคนปลูกคนฉีดยา ที่ป่วยเป็นโรคตายกันก่อนวัยอันควร
รวมไปถึงความเจ็บป่วยป่วยของผู้บริโภค

ทั้งที่จริงแล้วประเทศไทย ผมเดินทางไปที่ไหน คุยกับใครมีแต่คนอิจฉา ประเทศของคุณแค่เอาเมล็ดอะไรก็ได้โยนไปบนดิน ปล่อยไว้
มันก็งอกงาม ได้ผลิตผลตามธรรมชาติ ไม่เหมือนประเทศเขาต้องลำบากคิดหาวิธีการผลิตที่ต่อสู้ธรรมชาติที่โหดร้าย เวลาการเพาะปลูกก็ได้แค่ช่วงสั้นๆตามฤดูกาลจะอำนวย

ประเทศไทยเรามีเพียบพร้อมเกือบทุกอย่างทั้งองค์ความรู้การเกษตร บุคคลากร ผืนแผ่นดิน ธรรมชาติ
แต่เรากลับทำลายสิ่งต่างๆเหล่านี้เพราะเราขาดปัญญา ทำให้หลงทิศทาง ทำให้เกิดความเสียหาย

อย่างเช่นระบบปศุสัตว์ ฟาร์มไก่
พอมีระบบฟาร์มปิดมาทุ่มราคาตลาด ประจวบกับสังคมเปลี่ยนไป ทำให้เขาเลิกเลี้ยงกันแบบเดิมๆ
มุ่งหาแต่การเลี้ยงเพื่อทำกำไรสูงสุด หารู้ไม่ว่า การเลี้ยงแบบนั้นถ้าไม่นับว่ามันเป็นบาปมหันต์แค่ไหน
มันก็เป็นการเลี้ยงที่มีแต่ความเสียหายที่มนุษย์ก่อขึ้น ที่แลกมาเพราะเพียงแค่คำว่าเงิน
มันเริ่มตั้งแต่ตอนเขาเกิด เกิดมาเป็นตัวผู้ก็เอาไปฆ่า
เป็นตัวเมียถึงไว้ชีวิตก่อน นำเขาไปเลี้ยงดูเขาแบบจับขึงไม่ให้เดินไปไหน เหมือนติดคุกติดตาราง
อาหารให้เขากินก็เน้นเอาแต่เร่ง ให้เขาโต ให้เขาอ้วน ให้เขาไข่ให้มากที่สุด ไม่ใส่ใจว่ามันดีต่อสุขภาพเขาหรือไม่
ถึงเวลาพอผลผลิตตกลง ก็ปลดระวางส่งเขาไปฆ่า

หลายท่านอาจจะคิดว่าแล้วมันเดือดร้อนต่อตัวเราตรงไหน

ท่านรู้หรือไม่ว่า กระบวนการปศุสัตว์ทั้งหมด ของสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งวัว ไก่ หมู ปลา ฯลฯ  
นั้นในขั้นตอนการผลิตทำลายสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน

การได้มาของอาหารสัตว์เหล่านั้น ทำความเสียหายอะไรบ้างให้สิ่งแวดล้อม
ของเสียจากฟาร์ม ทำลายสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
เกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์มากแค่ไหน
แล้วผลเสียที่เกิดขึ้นจากการบริโภคต่อเนื่องเป็นเวลานั้นคืออะไร

คุณลองศึกษาหาความรู้ค้นคว้าข้อมูลต่างๆ แล้วคุณจะเข้าใจว่า
ทางสายกลางคือ การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด
การเบียดเบียนทำลายสิ่งแวดล้อมนั้นมันส่งผลกระทบถึงทุกท่านตามที่ทุกท่านรู้สึกได้
ทั้งโลกร้อนขึ้น อากาศก็หนาวจัด ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง
ที่กล่าวมาเกิดขึ้นแค่เพียงภายในรอบปีที่ผ่าน
คือปี2559 นั้นมีทั้งหนาวจัด ทั้งร้อนจัด แล้งจัด ลมพายุมาแรง

และที่จะเจอต่อไปก็คงไม่พ้น ฝนมากไป หรือน้อยไป
ทำให้น้ำในเขื่อนมากไป หรือน้อยไป
ทำให้น้ำท่วม หรือน้ำแล้งในปีต่อไป
มันเป็นแบบนี้มาตลอด และต่อไปมีแต่จะรุนแรงขึ้น  
แล้วต่อไปเราเกษตกรจะอยู่กันอย่างไร จะเตรียมรับมืออย่างไร
ต้องศึกษา ต้องค้นคว้า ต้องวางแผน ต้องลงมือทำ ถึงจะได้รับผลครับ

ทุกวันนี้ทุกคนมัวแต่เห่อตามกระแส ปลูกพืชนู่นที่นั้นที
อันนั้นเขาว่าได้ราคากำไรดี ก็เห่อกันไปปลูกจนล้นตลาด ขายไม่ได้ราคาขายไม่ออก เจ๊งหมดตัวกันไปตามๆกัน
ที่ทนก็ทนกันไปไม่รู้ว่าจะทนได้ถึงเมื่อไหร่

อย่างเช่นยาง ที่พูดเพราะโดนกับตัวเอง
เพราะปู่ย่า พ่อแม่ ตัดสินใจปลูกยางเมื่อ10ปีที่แล้ว ตอนราคาดียางได้ผลผลิตนิดเดียว จากนั้นก็ราคาลงไปเรื่อยๆ
(เหตุผลหลายท่านที่ยังไม่รู้ก็ลองศึกษาหาข้อมมูลเรื่องดีมานด์ ซัพพลายของตลาดยางครับ)
จนคนกรีดยางกลับไปประเทศเขาไปกันมากเพราะรายได้ลดลงมาก เจ้าของสวนอย่างผม ขาดทุนยับเยิน

เราเลยต้องปรับตัวเองมาทำเกษตรอินทรีย์ครับ
เพราะเราดูแลธรรมชาติของเรา ให้เขาดูแลสร้างพืชผลให้เรา จะงอกงาม จะมาก จะน้อย เราก็ไม่อดตาย เพราะเราไม่ต้องไปขอใครกิน  
เราเรียนรู้ที่จะแปรรูปสินค้าของเรา ลดการเน่าเสีย เสียหาย

และเรารู้สึกดีมากที่อยากกินอะไร เดินไปในสวนก็เด็ดกินสดจากต้นได้เลย
มีเกษตกรในประเทศไทยกี่คนครับที่ทำแบบนี้ได้

และเมื่อสังคมเกษตรอินทรีย์ขยายตัวขึ้น ทุกอย่าง ทั้ง ตลาด แหล่งซื้อ แหล่งขาย การขนส่ง มันก็จะพัฒนาขึ้นไปเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมอยากเห็นประเทศไทย สังคมไทย คนในสังคม ตื่นเสียที
ตื่นจากสิ่งที่นอกจากจะทำให้ชีวิตคุณไม่ยั่งยืน ยังทำให้คุณเสียหาย จากการป่วย
ป่วยทางใจ ป่วยทางกาย และป่วยทางการเงิน

ผมเชื่อว่าหลายๆท่านต้องการทรัพย์สินมากพอแค่เลี้ยงดูชีวิตในครอบครัวได้พอประมาณ หาใช่การมาเงินทองล้นฟ้า
และเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ใช่เพียงแค่ทำให้คุณเลี้ยงดูปากท้องของคุณและคนในครอบครัวได้

แต่มันยังแบ่งปันให้แก่เพื่อนมนุษย์ เพื่อนสัตว์ และเพื่อนสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวคุณได้
และสิ่งนี้แหละครับที่คนหลายๆคนเฝ้าถามมาตลอดว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร
เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา
หลายๆคนค้นหาวิธีที่ทำอย่างไรถึงได้มันมา

เราเรียกมันง่ายๆว่าความสุขครับ
มาตื่นไปพร้อมๆกันเถิดครับ
ตื่นมาพบกับโลกแห่งความพอเพียงและยั่งยืนด้วยเกษตรอินทรีย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2016, 05:05:42 PM โดย 11AFarm » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: