หน้า: 1 ... 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 [16] 17 18   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฟันธง!!!เรื่องวัวเนื้อ  (อ่าน 54903 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #240 เมื่อ: มีนาคม 28, 2017, 08:00:49 PM »

เนเปียร์ ให้นึกถึง แปลงปลูกอ้อย .... แล้วตัวเลขเกิน 10 ตันจะมาให้เห็น


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า

11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 64


« ตอบ #241 เมื่อ: มีนาคม 28, 2017, 08:39:31 PM »

เนเปียร์ ให้นึกถึง แปลงปลูกอ้อย .... แล้วตัวเลขเกิน 10 ตันจะมาให้เห็น

พอจะอธิบายได้ไหมครับผมไม่มีความรู้เรื่องอ้อยเลย ผมอยู่เชียงรายครับ แล้วตัวเลข 10 ตันนี่ต่อรอบหรือต่อปีครับ
เนเปียร์กรมบอก 60-100 ตัน/ปี ของผมคงซัก 20 ตันได้มั่งปีที่แล้ว...

 


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #242 เมื่อ: มีนาคม 28, 2017, 08:47:01 PM »

10 ตันต่อรอบ .... งั้นเอาไร่ข้าวโพดละกัน 


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #243 เมื่อ: มีนาคม 28, 2017, 09:11:00 PM »

เนเปียร์ ถ้าจะให้ดี ต้องขูดร่องเพื่อพรวนดิน ทุกปี แบบที่อ้อยเขาทำกัน ไม่งั้นดินแน่น รากไม่เดิน เข้าปี 3 ก็จบเห่


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 64


« ตอบ #244 เมื่อ: มีนาคม 29, 2017, 06:59:38 AM »

เดี๋ยวผมไปลองหาข้อมูลวิธีปลูกอ้อยดูครับ ขอบคุณครับ
  หลังจากที่ไปหาอ่านดู ถ้าต้องรื้อเนเปียร์ปลูกใหม่เนี้ยผมคงปลูกหญ้าอื่นดีกว่าครับ
เพราะกลัวปลูกแล้วมันไม่เป็นอย่างที่หวังจะเสียเวลาเปล่าอีก ตอนนี้ก็ลองดูไปก่อนครับ
ที่สังเกตุมาวันนี้คือแตกหน่อเยอะ 20-40 หน่อต่อกอแต่กอไม่ใหญ่ทั้งที่สูบน้ำและใส่ปุ๋ย
ทุก 15 วัน ที่ไม่ค่อยแตกกออาจเป็นเพราะที่เป็นดินเหนียวอย่างที่ท่านว่าเพราะหลังจากสูบ
น้ำซักอาทิตย์ดินแห้งแข็งมากแต่พอสูบน้ำเหยียบที่เกือบมิดรองเท้าดึงขาแทบไม่ขึ้น มันมีวิธี
แก้ไขไหมครับ....


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 29, 2017, 06:39:35 PM โดย 11lee » บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #245 เมื่อ: มีนาคม 29, 2017, 10:11:13 PM »

มันคือลักษณะเฉพาะของดิน ทำให้มันเบาลงได้ด้วยใส่อินทรีย์วัตถุเยอะๆ

เนเปียร์ หน่อเยอะ แต่ต้นไม่ใหญ่ นี่ตัดแต่งตอให้หน่อมันงอกหน่อขึ้นมาจากดิน หรือ แค่ตัดเอาไปกินแล้วปล่อยให้มันแตกหน่อขึ้นมาจากโคนตอเก่าคับ

พืชพวกนี้ เราต้องตัดแต่งตอทุกครั้งที่ตัด เพื่อให้หน่องอกขึ้นมาจากดิน แล้วรากเดินอยู่ในดิน  หากว่าเราปล่อยให้มันงอกหน่ออกมาจากโคนตอเก่าที่สูงขึ้นมาเหนือดิน  จากนั้นรากงอกจากหน่อแทงลงไปในดินอีกทีนึง  จะทำให้หน่อมันเล็ก ต้นเล็ก ไม่ค่อยได้ผลผลิต ( ภาษาอ้อย เขาเรียกว่า " ขึ้นโคน "  )

หลังจากตัดเอาไปกินแล้ว เราต้องเอาเครื่องตัดหญ้าตัดแต่งตอซ้ำอีกครั้ง ด้วยการเอาใบมีด ปาดโคนตอ ให้ชิดดินมากที่สุด จะเห็นตอเป็นวงกลมๆชิดผิวดิน ( ไม่เห็นลำต้นส่วนโคน ) .... เพื่อไม่ให้หน่อมันงอกออกมาจากตอโคนส่วนที่อยู่เหนือดิน


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 29, 2017, 10:37:43 PM โดย markonikove » บันทึกการเข้า
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 64


« ตอบ #246 เมื่อ: มีนาคม 30, 2017, 06:37:55 AM »

เดี๋ยวเช้านี้เข้าไปดูก่อนครับที่หน่อเล็กนี่เกิดจากตอเก่าหรือหน่อใหม่ เพราะหลังจากตัด(ใช้เคียว)ผมก็ใช้เครื่อง
ตัดหญ้าสะพายตัดแต่งตอครับ แต่มีหลายแถวที่ตอนปลูก(จ้างคนดอย)ดันปลูกในร่องครับ แต่ก็พยายามตัดใช้ชิด
ดินมากที่สุดแต่ยังสูงเป็นคืบอยู่(ในร่อง)ครับ เราจะเอาดินกลบร่องกลบตอดีไหมครับ ...


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
Mebutsa
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34


« ตอบ #247 เมื่อ: มีนาคม 30, 2017, 02:13:40 PM »

หญ้าแพงโกล่าหาได้จากที่ไหนครับ
พี่ๆท่านไหนใจดีแบ่งให้ได้ไหมครับ
ผมอยู่หนองบัวลำภู อยากได้มาปลูกครับ


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 64


« ตอบ #248 เมื่อ: เมษายน 05, 2017, 07:30:20 AM »

หญ้าแพงโกล่าหาได้จากที่ไหนครับ
พี่ๆท่านไหนใจดีแบ่งให้ได้ไหมครับ
ผมอยู่หนองบัวลำภู อยากได้มาปลูกครับ

ลองถามกองอาหารสัตว์ใกล้บ้านดูครับ เขาให้ฟรีอยู่แล้วแต่ตัดเองครับ
ส่วนเนเปียร์ตัดรอบหน้า(อีก15วัน) จะลองสังเกตุใหม่ครับ
บันทึกการเข้า
jarungkit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 171


« ตอบ #249 เมื่อ: เมษายน 12, 2017, 04:37:11 PM »

 เนเปียร์ 1 ไร่เลี้ยงวัว 4 ตัวขนาดน้ำหนักต่อตัวเท่าไรครับ
 พอดีเลี้ยงวัวบ้านๆ 200-250กก. น่าจะได้ประมาณอีกตัว

มูลาโต้2 น่าจะดีกว่าหญ้าขนนะ เท่าที่ทดลองปลูก ... ส่วนเนเปียร์จักรพรรดิ์ให้ผลดีกว่าปากช่อง อาจเป็นเพราะทางภาคใต้ฝนชุกมั้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 12, 2017, 05:09:04 PM โดย jarungkit » บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #250 เมื่อ: เมษายน 12, 2017, 07:07:33 PM »

400 -500 กก. กินวันละ 60 - 80 กก. ตกราวๆ 10 - 15 ตันต่อ 50 วัน

ปล. แม่งัวแกบ นี่ไม่ใช่ 200 - 250 กก. นะคับ มัน 300 - 350 กก.

ตามหลักวิชาการแม่งัวจะกินอาฟารราวๆ 12 - 15 % ของน้ำหนักตัว ( รวมลูกที่กินนมอยู่ด้วย ) ส่วนงัวรุ่นจะกินราวๆ 10 - 12 % ของ นน. ตัว


Liked By: muslin2557
บันทึกการเข้า
jarungkit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 171


« ตอบ #251 เมื่อ: เมษายน 13, 2017, 01:07:32 PM »

400 -500 กก. กินวันละ 60 - 80 กก. ตกราวๆ 10 - 15 ตันต่อ 50 วัน

ปล. แม่งัวแกบ นี่ไม่ใช่ 200 - 250 กก. นะคับ มัน 300 - 350 กก.

ตามหลักวิชาการแม่งัวจะกินอาฟารราวๆ 12 - 15 % ของน้ำหนักตัว ( รวมลูกที่กินนมอยู่ด้วย ) ส่วนงัวรุ่นจะกินราวๆ 10 - 12 % ของ นน. ตัว

แถวบ้านแม่วัวพื้นเมืองแม่วัวชน ก็ประมาณ 200-250 นี้แหละครับ น่าจะต่างจากแม่วัวพื้นเมืองทางเหนือที่ตัวโตกว่า

แค่คิดเล่นๆถ้าเขาเลี้ยงได้  4ตัวต่อไร่ เราวัวเล็กกว่าก็น่าจะเลี้ยงได้เกือบๆ 1:2 เลย 555

อัพเดทข้อมูล ตอนนี้ได้ลูกวัวตัวเมียเพิ่มอีก 1 ตัวผลจากแม่ท้องอยู่แล้ว เลี้ยงได้ 7-8 เดือนถือว่าคุ้มอยู่ สรุป 3ตัวเมียล้วนๆ

ถามหน่อยครับ ถ้าเราเลี้ยงเล่ย์ไว้เป็นพ่อพันธุ์ไว้ผสมกับวัวสาวจะมีปัญหาตอนคลอดรึป่าว พยายามไล่ถามแถวบ้านคนเลี้ยงเขาบอกว่าไม่มีปัญหาถ้าใช้พ่อวัวโดยตรง หรือถ้าใช้ได้ควรไม่เกินกี่เปอร์เซ็น
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #252 เมื่อ: เมษายน 13, 2017, 01:35:48 PM »

เลี้ยงงัว 1 ตัว กับ เลี้ยงงัว 2 ตัวใช้แรงงานเท่ากัน

เลี้ยงงัว 4 ตัว กับ เลี้ยงงัว 6 ตัว ใช้แรงงานเท่ากัน

เลี้ยงงัวที่ขายได้ตัวละแสน กับเลี้ยงงัวที่ขายได้ตัวละหมื่นเดียว .... ก็ใช้ต้นทุนค่าอาหาร ค่าจัดการ ค่าแรงงาน เท่ากัน ( ตรงนี้เลยทำคนรุ่นใหม่ๆ หมดตัวมานับไม่ถ้วนแล้ว )

งัวแกลบ กินอาหารน้อยกว่าก็จริง แต่ต้นทุนค่าคอก ค่าแรงงาน ค่าบริหารจัดการ น้อยกว่าเขาไม่มาก ( คนส่วนใหญ่จึงนิยมเลี้ยงงัวขนาดใหญ่ )

งัวคุณหนู พวกงัวฟาร์ม งัวยุโรป ขายลูกงัวได้แพงกว่าเขาเล็กน้อย แต่ใช้ต้นทุน ค่าอาหาร ค่าจัดการ แพงกว่าเขาเยอะ ( คนจึงไม่นิยมเลี้ยง )

..............

งัวแกลบ ถ้าขายลูกงัวได้ราคาแต้มต่อเอาไปขุนแบบเขา ( หรือ เขาต้องมาขายงัวเกรดเนื้อเขียงบ้านแบบงัวแกลบ )...... คิดต่อหน่วยลงทุนอาหาร งัวแกลบ ได้กำไรสูงที่สุด ( ต่อหน่วยเงินลงทุน ก็ได้กำไรสูงที่สุดเช่นกัน )

วันนี้ ปัญหาเรื่องงัวพม่าเข้ามา ร่วมกับเศรษฐกิจจีนชลอตัว บวกกับไทยมีปัญหาการเมืองระหว่าประเทศ งัวขุน กำลังประสบปัญหา เรื่องส่งออก  ทำให้คนเลี้ยงงัวขุนจำนวนมากชลอการเลี้ยง ลูกงัวขนาดใหญ่ๆ ราคาชิดลงมาหางัวแกลบ เรียกว่า แทบจะขายได้ราคาเท่ากันเลยก็ว่าได้ ....


Liked By: muslin2557
บันทึกการเข้า
jarungkit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 171


« ตอบ #253 เมื่อ: เมษายน 15, 2017, 09:11:23 AM »

ตั้งใจเลี้ยงไปเรื่อยๆ เป้าเลี้ยงแม่วัวพื้นเมือง 6-7 ตัว แม้ค่าจัดการอื่นๆจะใกล้เคียงกัน แต่ต้นทุนเริ่มต้นต่างกันพอสมควร

เรื่องขายคงไม่เน้นขายราคาสูง เพราะท้องถิ่นมีแต่วัวเขียง ส่วนตลาดวัวขุนไม่มีความชัดเจนสักเท่าไร คิดขำๆเปรียบระหว่างแม่วัวตัวโตกับแม่วัวรอยไม่โต อัตราการกินน่าจะเกือบๆ 1:2 ถ้าใช้อัตราตรงนี้ความต่างแทบไม่มียิ่งลูกวัวเป็นลูกผสมยุโรป แถมวัวโตมักมีความเสี่ยงเรื่องให้ลูกห่างหรือไม่ให้ลูกทุกปีพ่วงมาอีก จึงทำให้เราต้องมาคอยคัดแม่วัวทิ้งอีก ซึ่งตรงนี้ต่างกันพอสมควร

 ราคาวัวสาวบรามันแบบบ้านๆ(10-11เดือน) สูงกว่าวัวพื้นเมืองท้องด้วยซ้ำไปเผลอๆได้แม่+ลูกด้วย  ซ้ำไป ผ่านไปสัก 2-3ปี วัวพื้นเมืองกระโดนไป 4-6ตัวไปแล้ว แต่วัวโตพึ่งจะได้วัวเพิ่มอีกตัว พอจะซื้อแม่วัวมาเลยก็มีความเสี่ยงจะกลายเป็นแม่วัวคัดทิ้งเสียอีก

เป็นความคิดส่วนตัวนะ อย่างน้อยเรามีทุนไว้ปรับเปลี่ยนแม่วัวได้ในอนาคต โดยใช้ทุนที่มีอยู่อาจเพิ่มลงทุนบ้างบางส่วน ลูกวัวลูกผสมคงเน้นโตไว ขายได้สูงกว่าลูกวัวพื้นเมืองหน่อยก็พอใจแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้คงลงทุนแค่นี้ก่อน เข้าช่วงฤดูทำนาจะหาแม่+ลูกตัวผู้เสริมอีกคู่ ตอนนี้เร่งปลูกหญ้าไปเรื่อยๆก่อน ^^


Liked By: muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #254 เมื่อ: เมษายน 15, 2017, 09:32:26 AM »

ผมว่าอณาคตอีกไม่นาน ราคางัวขนาดเล็กกับขนาดใหญ่และยุโรปจะขายราคาเดียวกันแน่ๆ ซึ่งถ้าวันนั้นมาถึงคนที่เริ่มลงมือเลี้ยงครั้งแรก จะเลี้ยงงัวแกลบแล้วได้ผลตอบแทนสูงสุด

แต่การเลี้ยงงัวมันเป็นการลงทุนครั้งเดียวแล้วอยู่ยาว วันนี้เลี้ยงัวแกลบกับบราห์มันชาวบ้าน แม้จะได้กำไรทบไม่ต่างกัน ( อณาคต งัวแกลบจะเหนือกว่า ) แต่ผ่านไปนานๆ สถาณการณ์มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามกระแสเศรษฐกิจโลก การแซงกันของงัวแต่ละสายพันธุ์ก็จะนำๆ ตามๆ กันไปเรื่อยๆ

ครั้งนึง คนเมื่อ 17  ปีที่แล้ว คนเลี้ยงงัวบราซิล พล่ามคำว่า พัฒนาเจริญก้าวหน้า ประเทศโลกที่ 1 ที่ 3 พวกบัวใต้น้ำ บัวเต่าถุย คนโง่ คนฉลาด .... พอถึงปี 49 คนเหล่านี้แทบจะเอาเชือกมัดงัวมาผูกคอตาย

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คนที่เลี้ยงงัวแม่ขนาดใหญ่ พล่ามคำเดียวกะคนเลี้ยงงัวบราซิล .. พอปี 50 ก็แทบจะเอาเชือกผูกงัวมาผูกคอตนเอง

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนเลี้ยงงัวบราห์มันน้ำเชื้อผสมเทียม น้ำเชื้อนอก ก็พูดคำเดิมๆ .... แล้วไง วันนี้ คำที่มันคุยฟุ้งเอาไว้ ก็ไม่เห็นมันจะดีกว่าเขาเลย ลูกงัวก็ขายได้ราคาเท่าๆเขา

เมื่อ 5 ปีที่แล้วไอ้พวกพล่ามเรื่องน้ำเชื้อนอก เพิ่มคำว่า " อัตตราแลกเนื้อ " .... ตอนนี้คำว่าอัตตราแลกเนื้อสำแดงเดช ให้เห็นคาตา ว่างัวอัตตราแลกเนื้อสูงๆ กะงัวแกลบ มันขายได้ในราคาแพงกว่ากันนิดเดียวเอง ... ซึ่งอณาคตอาจจะมีแนวโน้มว่าต้องเอาไปขายในราคาเท่าๆกันแน่ๆ หาก ควาย จาก อินเดีย งกะลาเทด เนปาล พม่า ทะลักเข้ามาด้วยช่องทาง AEC


Liked By: หาด, muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1839


« ตอบ #255 เมื่อ: เมษายน 15, 2017, 09:35:24 AM »

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ลูกงัวบราห์มัน เกรดนำไปขุนราคาตัวละ 4,500 บาท ( ถ้าเอาไปชำแหะเนื้อจะได้ตัวละ 3,500 บาท ) ลูกงัวชาโรเล่ ไม่มีขาย ถ้ามีบ้างก็ราคาเดียวกะบราห์มัน ส่วนลูกงัวแกลบ ตัวละ 2,500 บาท ( ราคาชำแหละเนื้อ ) ส่วนพวกที่ดูแล้วขุนไม่ผ่านก็จะขายๆด้ราวๆตัวละ 3,000 บาท ( ราคาชำแหละเนื้อ )

เข้าปี 40 ราคางัวขยับขึ้นเรื่อยๆตามสถาณการณ์ตลาด ทำให้ลูกงัวเกรดขุนขึ้นไปแตะ 10,000 บาท ในขณะที่งัวแกลบอยู่ที่ 5,000 บาท ลูกบราห์มันที่ขุนไม่ได้อยู่ 7,000 บาท

ปี 44 กระแสข้าราชการเอิร์ลรี่ แห่กันมาเลี้ยงงัวหนักมาก พวกเศรษฐีกำเงินล้านมาเล่นสนุกกับการเลี้ยงงัว เที่ยวได้กว้านซื้อแม่งัว และ ลูกงัวตัวเมียสวยๆ ดีๆ เอาไปเลี้ยงเพื่อผสมเทียมกับน้ำเชื้อของกรมปศุสัตว์ น้ำเชื้อฟาร์มดังๆ เพื่อพัฒนาสายพันธุ์งัวตามวิถีวิชาการ ...... ร่วมกับ พวกเศรษฐี นักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มทุนย่อยตามท้องถิ่น  พวกเจ้าของเครื่องจักรการเกษตร เครื่องจักรก่อสร้าง   ( พวกเถ้าแก่ลานตาก ลานรับซื้อผลิตผลการเกษตร  อบต. อบจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของรถเกี่ยวข้าว เจ้าของรถบรรทุก เจ้าของรถจักรขนาดใหญ่ ) พวกคนอีสานที่มีลูกหลานและญาติๆ ทำงานในตัวเมืองแล้วขามีเงินเก็บกันอยู่ก้อนนึง   เข้ามาแย่งซื้อแม่งัวพื้นฐานของเกษตรกรเพื่อนำไปผสมกับ งัวบราซิล ....  ทำให้ราคาแม่งัวพื้นฐานราคาทะลุ 3 หมื่นบาท ลูกงัวตัวเมียราคา 15,000 บาท ในขณะที่ลูกงัวตัวผู้ราคาคงที่ ( ราคามันคงที่อย่างนั้นมาจนปี 51 )

สถาณการณ์เปลี่ยนไป ทุกคนฝันว่าจะเลี้ยงงัวให้ได้ลูกตัวเมียเพื่อจะขายลูกในราคาตัวละ 1.5 หมื่น ให้กับพวกเล่นงัวทั้ง 2 กลุ่ม ( ใครได้ลูกตัวผู้ ร้องว้า กันทุกคน )

เข้าปี 48 พวกเล่นบราซิล ผูกคอตาย ลูกผสมบราซิล ไม่มีคนซื้อ ได้ราคาถูกกว่างัวแกลบเสียอีก

เข้าปี 50 พวกเล่นงัวแพงๆ ทั้ง 2 กลุ่มผูกคอตาย ฝันว่า ถ้าพัฒนางัวตามที่ตนเองเข้าใจผิดแล้วจะสามารถเจริญก้าวหน้าได้ นั้นมันไม่จริง ความฝันสลาย ทั้งที่ยังหลับๆ อยู่ ด้วยว่า ไอ้พวก 18 มงกุฎ มันหลอกด้วยข้อมูลใหม่ว่า ราคางัวตกต่ำ คนเหล่านั้นยังพล่ามคำว่า ที่ตนเองขาดทุนเพราะราคางัวตกต่ำ มาจวบจนวันนี้ (  แบบว่า เดินผ่านซุ้มประตูวัดไม่ได้ไปแล้ว ... เขาติด ) .... กระทบไปถึงคนที่พึ่งเข้ามาเลี้ยงทีหลังในช่วงกระแสขึ้นไปด้วย คนที่เขาคิดจะเลี้ยงเอาลูกงัวตัวเมียเพื่อขายให้เขาไปเป็นแม่งัวพัฒนาสายพันธุ์นี่แหละ

สุดท้าย ทุกคนยอมแพ้ แห่กันเทงัวขายทิ้งกันหมด  ราคางัวเป็นๆ ถูกกว่าราคาชำแหละเนื้ออยู่ 30 - 50 % พ่อค้าเนื้อ เขียงเนื้อ รวยกันทุกคน เพราะซื้อลูกงัวเขาในราคาตัวละ 4,000 บาทเอาไปชำแหละได้ 7,000 บาท .... ส่วนแม่งัว พวกขี้เกียจเลี้ยง เพราะมองว่าเลี้ยงไปก็ไม่ได้อะไร เลยทิ้งให้ผอม จากนั้นก็เทแม่งัวทิ้งไปในราคาถูก ส่วนใหญ่จะอยู่ในราคาตัวละ 7,000 - 12,000 บาท ( ซื้อมาในราคาตัวละ 3 - 5 หมื่น ) .... ส่วนกลุ่มเศรษฐี จะขายได้ในราคา 17,000 บาท ( ซื้อมาตัวละ 7 - 30 หมื่น )

เหตุการณนรกแตกนี้กินเวลาประมาณ 1 เศษๆ ทุกอย่างก็คืนสู่ปรกติสุข .... ใครมีเงินมาช้อนซือตอนนั้น รวยทุกคน

หลังเหตุการณ์นรกแตก ... งัวหายไปจากระบบมหาศาล เพราะไม่มีที่เลี้ยงงัวกัน ( ทุกคนเก็บ และ กักตุน งัวได้แค่ที่ดินเลี้ยงงัวของตนเอง ) ที่เหลือ เข้าเขียงหมด ( ราคาเนื้อร่วงลงมาจนถูกกว่าหมู ) .... ตามกฎดีมานด์ - ซัพพลาย เลยงานนี้ ราคางัวขยับขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ปีเต็มกว่าจะหยุด จากเดิมที่ราคา กก. ละ 80 บาท ( เคย 100 บาทมาก่อนที่พวกจะเทงัวทิ้ง ) ขยับขึ้นไปแตะ 250 บาท และราคานี้มาจนวันนี้

ปล. ช่วงนี้งัวขุนลำบากหน่อย เพราะที่จีน ตรวจพบสารดร่วเนื้อแกง ( อีกรอบ คราวที่แล้วเจอไปทีนึงแล้วไม่ดข็ด ) ... งัวขุนถูกส่งกลับ และส่งออกไม่ได้  ซึ่งจะทำให้งัวเกรด งัวอัตตราแลกเนื้อสูงๆ และ งัวแกลบ ขายได้ราคาเดียวกัน

ซึ่งเมื่อสถาณการณ์ฟื้นตัว ( อาจจะกินเวลาร่วม 6 เดือน ) ก็จะต้องมาชนกับ ควายพม่า ที่จะทะลักหนักขึ้นไปอีก ..


Liked By: mai12, หาด, muslin2557
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 15, 2017, 10:50:34 AM โดย markonikove » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 [16] 17 18   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: