หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 [14] 15 16 17   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฟันธง!!!เรื่องวัวเนื้อ  (อ่าน 38174 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 63


« ตอบ #208 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 02:10:12 PM »

มีเรื่องให้ขบคิดเกี่ยวกับการให้หญ้าวัวครับ วัวบางตัวมองดูผอมลงครับ แต่ที่ลูกกินนมก็พอคิดได้ว่าลูกกินนมอยู่
แต่ที่ไม่มีลูกหรือกำลังท้องทำไมมันดูผอมลงครับ ช่วงนี้ให้ต้นข้าวโพดสดที่หักฝักแล้วโม่วันละประมาณ 90 เข่ง
เช้าเก้าโมง 40 เข่ง เย็นสี่โมง 50 เข่ง วัว 40 กว่าตัว กินเหลือทุกวัน วันละประมาณ 5 เข่งโกยทิ้งและให้ใหม่ทุกวัน
ปล่อยออกเดินเล่นในที่ 1 ไร่ตอนเที่ยงถึงบ่ายสามทุกวัน ข้านโพดโม่เข่งหนึ่งประมาณ 20 กก.ครับกะเอาไม่ตราชั่ง
ทำไมวัวดูผอมลง พ่อค้าและหลายคนมาดูบอกว่าต้องให้อาหารเม็ดวันละประมาณ 1 กก./ตัว เพิ่มค่าใช้จ่ายอีกวันละ
300-400 บาท และผมคิดว่าวัวมันน่าจะโตได้ด้วยหญ้าตามธรรมชาติของมันเลยยังไม่ให้ครับ ท่านmarkonและท่านอื่น
คิดเห็นว่ายังไงครับ ถ่ายพยาธิทั้งกรอกและฉีดยกครอกทุกหกเดือนหรือเราคิดไปเองว่าผอม มองเห็นริ้วๆซีโครงด้านข้าง
บางตัวที่ไม่ผอมคือมองไม่เห็นริ้วซีโครงที่ว่านี่ครับ จะพยายามถ่ายรูปมาลงก็นะ โทรศัพท์ไม่มีกล้องครับจะเอากล้องไปก็ลืมทุกที
ช่วยแนะนำหรือความคิดเห็นหน่อยครับ ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ....

 


Liked By: sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า

markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #209 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 04:31:55 PM »

ผอมมาตั้งแต่ที่ซื้อมาแล้ว หรือมาผอมที่เราคับ

ถ้าผอมมา มีความเป็นไปได้ว่าเกิดอะไรบางอย่างต่อสุขภาพงัวจากเจ้ของเก่าหรือเปล่า ...

ถ้าอ้วนมาแล้วมาทรุดที่เราจากนั้นก็ไม่เคยอ้วนเลย มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะพึ่งเกิดปัญหาก่อนจะขายมา เลยมาแสดงอาการที่เรา

ถ้าอยู่กับเราแล้วเคยอ้วนมาก่อน  อาจจะเกิดปัญหาด้านสุขภาพในช่วงที่เราเลี้ยงดู

ข้าวโพดสดหักฝัก เป็นข้าวโพดหวานที่เขากินฝักสดกัน ... บ้านผมเรียกว่าอาหารชั้นเลิศเลยนะ  ถ้ากินแล้วผอมนี่ ไม่ใช่ล่ะ

ส่วนเรื่องอาหารถุง ถ้าไม่ได้กิน หญ้าหมัก กินฟาง กินเปลือกข้าวโพด หรืออาหารแห้งคุณภาพต่ำๆ .... ไม่ต้องให้หรอกคับ เปลืองต้นทุนเสียเปล่าๆ

.............

จริงๆ ในกระทู้นี้ ผมเคยพูดไปแล้วนะ เรื่องการจัดการอาหารสัตว์ ให้สัตว์กินอาหารหลากหลาย ... ต่อให้มนุษย์เรา ได้กินอาหารดีๆ ซ้ำๆ กันทุกวันนานๆเข้า เราก็เกิดอาการเซงอาหารได้นะ ... งัวผมก็เป็น ปล่อยแปลงหญ้า กินแต่ยอดหญ้าชนิดเดิมๆ โดยไม่มีหญ้าอื่นๆปนเลย  ซัก 2 - 3 อาทิตย์ พวกเกิดอาการประท้วง ไม่อยากกินยอดหญ้าซะงั้น ...

กรณีนี้ ถ้างัวกินอาหารได้ นน. ไกล้เคียงกับที่ประเมินจาก นน. ตัวงัวแล้ว ซึ่งไม่น่าจะอด ( 10 % สำหรับแม่ตัวเปล่า - 15 % แม่ให้นมลูก )  เราต้องพิจารณารายตัวแล้วล่ะคับ ดูพฤติกรรมการกินอาหารรายวัน ว่างัวกินอาหารดีแค่ใหน ... เพราะวัวบางตัวมันเกิดอาการเซงอาหาร หรือ อ่อนแอ สู้เขาไม่ได้ จึงเกิดอาการขี้เกียจไปแย่งอาหาร หรือ บางตัว เรื่องมาก ไม่กินเดนใคร ( ถ้ามีใครเข้าไปกินบริเวณนั้นแล้วมันจะไม่กินอีกเลย )



Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #210 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 04:41:10 PM »

ปัญหาสุขภาพสัตว์  แล้วทำให้งัวค่อยๆ ผอมลงทีละน้อยโดยไม่เคยอ้วนเลย ( ต่อให้เราเลี้ยงดีแค่ใหนก็ตาม ) เกิดขึ้นได้หลากหลายกรณี

1. โดนหม้อแจ๊ค ... งัวกินถุงพลาสติก เชือกมัดฟาง  หรือกินสิ่งแปลกปลอมบางอย่างเข้าไปแล้วทำให้ระบบย่อยอาหารล้มเหลว ... เราจะไปรู้กันอีกทีตอนงัวเราตายแล้ว ให้ซากเขาไปกิน คนชำแหละ เอากระเพาะมาให้เราดู เชือก หรือถุงพลาสติก เข้าไปแทรกตามกระเพาะแล้วไม่ยอมหลุดออก

2. โดนสารเคมี ... กรัมม๊อกโซน ... ยาฆ่าหญ้า พาราควอท เป็นสารพิษร้ายแรงที่อันตรายมากๆ มันจะเป็นพิษต่อตับ และไต ... ถ้าโดนมากๆ ก็ไตวายเฉียบพลัน ( ตายภายในไม่กี่วัน ) ถ้าโดนน้อยๆ ก็ไตวายเรื้อรัง ตับเป็นจุดเนื้อตาย  จากนั้นก็จะค่อยๆผอมอย่างช้าๆ แล้วตายในที่สุด

3. เคยป่วยหนักมาก่อนจนทำให้อวัยวะภายในบางอย่างเสื่อมสภาพ

4. โรคเรื้อรังบางชนิด


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #211 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 05:17:51 PM »

โรคติดต่อเรื้อรัง ผมก็รู้จักแค่ พาราทิวเบอคูโรซิส เท่านั้นแหละ

โรคนี้จะทำให้ งัว - ควาย เกิดอาการลำใส้อักเสบเรื้อรัง สัตว์จะค่อยๆผอมลงอย่างช้าๆ พร้อมๆ กับอาการท้องเสียเรื้อรัง ( หรือ แค่ขี้เหลว ) ...งัวจะแสดงอาการไม่เด่นชัดอยู่ 1 - 3 ปี ( แต่มาตรฐาน คือ 2 ปี )  จากนั้นพอถึงช่วงสุดท้ายของอาการ งัวจะเกิดอาการท้องเสียอย่างต่อเนื่อง และจะผอมมากๆ .... เราไม่สามารถเรียกงัวเรากลับคืนมาได้อีกแล้ว เพราะระบบลำใส้งัว เสียหายเกินเยียวยาไปแล้ว

ประสบการณ์ ผมเจอกับงัวผม ... คือ พ่อผมซื้องัวจากพ่อค้า มาแม่นึง ( ตอนซื้อก็อ้วนๆสมบูรณ์นี่แหละ )  พ่อบอกว่า งัวตัวนี้ตั้งแต่ซื้อมา ไม่เคยขี้ปั้นก้อนได้เลย ... พ่อผมเลี้ยงงัวตัวนี้อยู่ 2 ปี ได้ลูก 3 ตัว ( ตอนซื้อมีลูกกินนมอยู่ตัวนึง ) ( เก็บลูกตัวเมียเอาไว้เป็นแม่ในฝูง ตัวนึง ... ตอนนี้ มีชุดตระกูลนี้ออกลูกให้เก็บ เป็นแม่งัวในฝูงอยู่ 4 ตัว  ) 

ผมกลับบ้านมา จ๊ะเอ๋ ใช่เลย พาราทิวเบอคูโรซิส ชัดๆ ... เลยจัดการขายแม่ตัวที่เป็นเข้าโรงเชือดไป ในราคางัวกากๆ ( เพราะมันผอมจนเหลือแต่ซี่โครง ) ... จากนั้นเดินเชคทั้งฝูง ติดตามอาการต่อเนื่องอยู่ 2 ปี พบว่า ลูกสาว มันเป็น ( คงจะติดมาจากแม่ช่วงกินนม ... ตอนนั้นยังเป็นลูกงัวสาวไกล้จะทับแล้ว )  กับ แม่งัวในฝูงอีก 1 ตัว ( ตัวนี้ มาแสดงอาการให้เห็นหลังจากเฝ้าสังเกตุอาการได้ 1 ปีไปแล้ว )

เนื่องจากงัวพึ่งเริ่มแสดงอาการให้เห็นเล็กๆน้อยๆ คือ จะมีอาการขี้เหลวเรื้อรัง ( ยังไม่ท้องเสีย ) จะแสดงอาการแบบเป็นๆหายๆ เป็นทั้งที่ไม่ได้กินหญ้าอ่อน ( ขนาดตัวอื่นๆในฝูง ยังขี้เป็นก้อนกลมๆ แข็งๆ แถมขี้ยาก ยืนเบ่งตัวเกรง ... แต่มันกลับขี้เหลวซะงั้น )

ผมรักษาด้วยการให้ยา เอ็นโรฟ๊อกซาซิน ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 - 4 เดือน โดยมีโปรแกรมการให้ยา คือ

1. ) ให้ยา เมโทรนิดาโซล 20 กรัม ( อีกตัวให้กิน 15 กรัม )  ในวันแรกของการรักษา .... เป็นยากินชนิดเม็ดของคนนี่แหละ เอามายัดใส่กล้วยสุกให้กินในคราวเดียว

2. ) วันรุ่งขึ้น ฉีดยา เอ็นโรฟ๊อกซาซิน สำหรับสัตว์ 10 ซีซี ทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน ( หมดยาไป รวดเดียว 3 ขวด )

3. ) ให้ยาเม็ด เมโทรนิดาโซล 15 กรัมในคราวเดียวอีกครั้ง ( อีกตัวให้ 10 กรัม )

4. ) จากนั้นก็ให้ เอ๊นโรซอกซาซิน วัน เว้น วันต่อเนื่องไปอีก 1 เดือน

5. ) เดือนที่ 3 ให้แบบ วัน เว้น 2 วัน ไปอีกซักพัก

แล้วสังเกตุอาการณ์ต่อเนื่องอีก 2 ปี ...ผ่านมาก็ 6 - 7 ปีแล้ว งัวเหล่านั้นก็ยังอยู่ในคอกผม และ ไม่มีตัวใหนแสดงอาการให้เห็นอีกเลย .... เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปศุสัตว์ สุ่มตรวจเลือดงัวเพื่อหาเชื้อ พาราทิวเบอคูโรซิส และ แท้งติดต่อ ผมรีบเอา 2 ตัวนี้ให้เขาดึงเลือดก่อนเลย .... ผลเลือดออกมาเป็น  ลบ


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
บันทึกการเข้า
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 63


« ตอบ #212 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 07:54:44 PM »

วัวมาผอมที่เราครับ...แต่ผอมลงนิดหน่อยครับไม่ได้มากแบบซี่โครงบาน
บางคนมาดูว่าไม่ผอม แต่เราเลี้ยงมาเรามองดูรู้ว่ามันผอมลงหรือเป็นช่วงที่อาหารขาดปาก
แบบท่านเคยว่ามันเลยผอมลงเดี่ยวลงสังเกตุอีกซัก 3 เดือนดูครับ ระหว่างนี้ก็เลี้ยงกันต่อไปครับ
   มีเรื่องการใช้พ่อพันธุ์มาถามซ้ำอีกแล้วครับ เกือบทุกคนที่มาดูมาพูดคุยด้วยชวนให้ใช้พ่อเล่ย์
เข้าทับแทบทุกคนบอกผมว่าจะขายลูกตอนหย่านมได้ราคาดีกว่าบรามันครับ โดยส่วนตัวไม่รู้ว่าจริงไหม
ช่วยวิเคราะห์ทีครับ เพราะกะขายลูกออกทั้งผู้และเมียไม่เก็บไว้เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนพ่อพันธุ์ครับ
จะใช้พ่อเล่ย์เลือดสูงหรือบรามันเลือดร้อยดีครับ จากแม่พันธุ์ลูกผสมบารมันเลี้ยงแบบกึ่งยืนโรงครับไม่ได้ไล่ทุ่ง


 


Liked By: sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #213 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 02:50:07 PM »

พ่อพันธุ์ เล่ เลือดสูงๆบ้านเราหายากมากๆ จะมีก็ฟาร์มเศรษฐี ที่เขาเลี้ยงงัวไม่แคร์ต้นทุนเท่านั้น ... ซึ่งส่วนใหญ่จะขายแพงมากๆ  ...  แต่ถ้าเราโชคดี ไปเจอคนที่ถูกชะตากันแล้วขายให้มาในราคาถูกๆ เพราะเขาไม่อยากเก็บเอาไว้  ก็ถือว่าโชคดีไป

เล่เลือด 50 - 65 % เอามาทับแม่บราห์มัน ดูออกคับ ว่าเลือดไม่ถึงระดับที่จะได้ราคาแต้มต่อจากสายพันธุ์ ... สุดท้ายเราก็ต้องขายราคาเดียวกะบราห์มันอยู่ดี ( แต่โครงสร้างจะสมบูรณ์กว่าบราห์มัน ชาวบ้านทั่วๆไป ... ยังไงเสีย มันก็คงไม่ดีเกินบราห์มันฟาร์มใหญ่เขาไปได้หรอก )

( เฉพาะตัวผู้นะ ) ราคา เล่ กะ บราห์มัน ช่วงนี้ไม่ต่างกันคับ ...  เล่ จะราคาดีๆ ในช่วงเศรษฐกิจดีๆ การท่องเที่ยวบูมๆ ( ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจีนนะ ... พวกนี้ ขี้เหนียว ) ... งัวเล่ เขาจะเอาไปขุนเกรดดีๆ ให้ไขมันแทรกเนื้อแล้วเอามาขายแพงๆ ซึ่งจะต้องขายให้กะคนมีตัง หรือ นักท่องเที่ยว

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยปรกติแล้ว ราคาเล่ ตัวผู้ จะไม่เคยต่ำกว่าบราห์มันเลยแม้แต่ครั้งเดียว  ...ช่วงปี 53 - 54 ราคาแพงกว่าบราห์มันถึง 50 % เลยทีเดียว ( แล้วค่อยๆร่วงลงมาเรื่อยๆ จนวันนี้ ราคาเดียวกันทุกประการ )

( ลูกตัวเมีย ) เป็นกระแสอยู่พักนึงในช่วงปี 54 - 56 เพราะลูกตัวผู้แพงกว่ากันเยอะมากๆ เลยทำให้มีคนสนใจซื้อไปเลี้ยงเยอะ กอปรกับช่วงนั้น เศรษฐกิจกำลังขึ้น คนในเมืองพอจะมีเงินเก็บกันเยอะ เลยทำให้มีคนกำเงินมาซื้องัวฝากคนที่บ้านนอกเลี้ยงกันเยอะ ซึ่งคนเหล่านี้จะหาความรู้ผ่าน เวบไซด์ - นิตยสารต่างๆ - และ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของกรมปศุสัตว์  ( ซึ่งเป็นกลุ่มคน มีความรู้ แต่ไร้ประสบการณ์ทั้งสิ้น )

จึงทำให้ ดีมานด์ ของราคางัวเล่ ตัวเมียสูงมากๆในช่วงนั้น

พอเข้าปี 57 ราคางัวเล่ตัวเมียเริ่มตกลงอย่างรวดเร็ว จนราคาถูกกว่าบราห์มัน ภายในเวลาไม่กี่เดือน ( แต่ตัวผู้ราคาเท่ากะบราห์มันไปตั้งแต่ปี 56 แล้ว )

วันนี้ เล่ตัวเมีย จะราคาถูกกว่าบราห์มันราวๆ ตัวละ 2 พันบาท ... คือ ราคาเท่ากะเนื้อชำแหละได้ ....เพราะไม่มีคนสนใจซื้อไปเลี้ยง ในขณะที่บราห์มัน จะได้ราคาเกินเนื้อไป ราวๆ 2 พันบาท


Liked By: adulsri, sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #214 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 02:57:25 PM »

งัวทุกสายพันธุ์ มันไม่มีพันธุ์ใหนดีกว่าใครหรอกคับ ... มันอยู่ที่ความพร้อมของเราตะหาก

อย่างการเลี้ยงงัวแบบกึ่งยืนโรง จะทำให้เราสามารถเลี่ยงงัวได้ทุกสายพันธุ์โดยไม่มีปัญหาอะไร ... การเลี้ยงงัวยุโรป จึงเป็นเรื่องที่เราสามารทำได้

ในขณะที่ ราคา บราห์มัน กับ ยุโรป มันก็แล้วแต่ช่วงจังหวะเวลา ว่าเราจะเลือกเอาแบบใหน  .... บราห์มัน ราคาลูกตัวผู้ด้อยกว่า เล่ แต่ ตัวเมีย ก็เหนือกว่า เล่ ในช่วงเวลาปรกติ .... ส่วนเล่ ถ้าโดนจังหวะดีๆ เราก็ได้ดีทั้งตัวผู้ และ ตัวเมีย ... แต่ถ้า จังหวะไม่มี ( หรือเราไม่สนเรื่องดวง ) บราห์มัน ก็ได้ดีทั้งตัวผู้ ตัวเมีย


Liked By: adulsri, sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า
adulsri
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1323


« ตอบ #215 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 03:12:53 PM »

ขอความรู้เพิ่มหน่อยว่า สถานการณ์เรื่องราคาเล่ย์ - บราห์มัน ปี 60 ละครับ เป็นยังไง


Liked By: sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 63


« ตอบ #216 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 07:32:36 PM »

ขอบคุณครับสำหรับคำตอบ เดี่ยวจะลองคัดแม่พันธุ์แยกออกมาแล้วลองหาพ่อเล่ย์มาลองทับดูครับ
แล้วจะลองเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและราคาตอนขายออกดูกับบรามันครับ ...



Liked By: sompol, adulsri
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #217 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 09:42:54 PM »

ขอความรู้เพิ่มหน่อยว่า สถานการณ์เรื่องราคาเล่ย์ - บราห์มัน ปี 60 ละครับ เป็นยังไง

เศรษฐกิจโลกขาลง ( มีผู้รู้บอกว่า ลงเกือบจะสุดแล้ว ) ตัวนักท่องเที่ยวเองก็ไม่ค่อยมีเงินอยู่แล้ว

สถาณการณ์ประเทศไทยไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว และ ลงทุน ใครเขาจะมาเที่ยว กันล่ะ ( เมื่อบวกกับสถาณการณ์โลก .... เละไปใหญ่ )

อีก 2 ปีจะฟื้นหรือเปล่ายังไม่แน่ใจ เพราะมีแนวโนมว่า ลุงตูบ จะยังคงอยู่กะเราไปอีกนาน การท่องเที่ยวก็จะยังคงซบ คู่ๆกะการอยู่ยั้งของ ลุงตูบ ต่อไป ( ต่อให้ ลุงตูบ ไปแล้ว ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ต่อเช่นเดิม ความวุ่นวายก็จะผลักใส เศรษญกิจต่อไปอยู่ดี ) ( แถมเปิด FTA Australia ด้วย เนื้องัวเกรดสูงๆจากออสเตรเลีย ได้ตีกันสนุกแน่ๆ ) .... อณาคตไม่สวย


Liked By: sompol, adulsri, muslin2557
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 09:47:07 PM โดย markonikove » บันทึกการเข้า
sompol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3085



« ตอบ #218 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 06:10:12 AM »

...ช่วงขาลงนี้ใครมีตังเก็บไว้เฉยๆ เอามาซื้อวัวเก็บไว้ ดีไหมครับ มีลงก็ต้องมีขึ้น


Liked By: adulsri
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #219 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 08:05:10 AM »

...ช่วงขาลงนี้ใครมีตังเก็บไว้เฉยๆ เอามาซื้อวัวเก็บไว้ ดีไหมครับ มีลงก็ต้องมีขึ้น

ต้องพจารณาปัจจัยเรื่อง เรามีปัญญาดูแลงัวได้ไหม

ราคางัวบราห์มัน คงไม่ขึ้นอีกยาว เพราะเปิด AEC ทำให้งัว - ควาย จาก พม่า บังคลาเทศ อินเดีย และ เนปาล ทะลักเข้ามายาวแน่ๆ ( อาจจะลงได้อีกเล็กน้อย ) ... ( ความเห็นส่วนตัวนะ .... ผมว่าคงไม่ขึ้นไปอีกอย่างน้อยร่วม 10 ปีแน่ๆ )

ส่วนพวก เล่ - แองกัส ถ้าเศรษฐกิจดีๆ น่าจะขึ้นได้อีกเยอะ แบะจะขึ้นเป็นเวลาต่อเนื่องร่วม 3 - 4 ปีแน่ๆ เพราะว่า เมื่อเศรษฐกิจฟื้น เนื้องัวแพงๆจะกลับมาขายดีอีกครั้ง แต่จะหาคนผลิตไม้ได้ ( เพราะหันไปผลิตบราห์มันกันหมด ) ... จากนั้นกระแสจะขึ้นต่อเนื่อง เพราะคนเห็นยุโรปราคาดี ( ในขณะที่บราห์มันราคาตก )  คนก็จะเรียกหาแม่งัวยุโรปมาเลี้ยงกันให้ควั้กไปหมด จนเกิดภาวะ ดีมานด์ สูงกว่า ซัพพลาย มากๆอยู่นานแน่ๆ ( เพราะกว่าจะผลิตแม่งัวได้ซักตัวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 - 5 ปี )

หากว่าเราพอจะสามารถเลี้ยงงัวได้ ตอนนี้ซื้อลูกตัวเมียยุโรปเก็บไว้รอกระแส ... ได้ราคาดีแน่ๆ

... ต่อให้ไม่มีกระแส เราก็ยังได้ราคาไม่ต่างจากบราห์มันเท่าไหร่หรอก ... ช้วงนี้ก็เอาพ่อบราห์มันผสมลงไปก่อน เพื่อให้ลูกออกมาชิดไปทางบราห์มัน ราคาจะดีกว่า เล่ เล็กน้อย ( อาจจะน้อยกว่า บราห์มันเล็กน้อย )


Liked By: adulsri, sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 63


« ตอบ #220 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 06:47:02 AM »

ปกติพันธุ์ชาโรเล่ย์มันเชื่องไหมครับไปแอบดูพ่อเล่ย์คนรู้จักกันมาขนาดเจ้าของมันเอง
มันยังสะพัดหัวงิดงัดๆดีที่ตัวนี้มันไม่มีเขา เจ้าของแกว่าเชื่องๆผมดูยังไงก็ไม่เชื่อง (ตัวนี้นะ)
มันเป็นเหมือนกันทุกตัวเปล่าหว่า...ส่วนเรื่องราคาวัวจะขึ้นจะลงผมว่าไม่น่าจะกระทบกับผมครับ
เพราะคิดว่าเลี้ยงด้วยหญ้า ต้นทุนคงมีเรื่องค่าแรงงานมากกว่าครับกับเวลาแรงงานออกครับ
เริ่มปล่อยวัวครั้งแรกเมษาปี58 เมษานี้จะครับ2ปี เปลี่ยนคนงานไปจะสิบคนอยู่แล้วครับ
ออกเองนะครับไม่เคยไล่ใครออกเลย ส่วนใหญ่บอกออกไปทำก่อสร้างกันครับ

 
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #221 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 09:08:35 PM »

เรื่องธรรมดาของการทำเกษตรกรรมที่เราจะหาแรงงานยาก ... คนเขาจึงต้องจำใจเลี้ยงงัวแบบปล่อยแปลงหญ้าแล้วใช้ที่ดินเยอะหน่อย ... ถ้าคนงานเขามองว่าทำตรงนี้แล้วคุ้มค่า เจ้าของงัวแทบทุกคนเขาก็จะปลูกหญ้า เนเปียร์ แล้วตัดสับให้กินกันหมดแล้วล่ะ ( ใช้ที่ดินไม่กี่ไร่เอง )

........

เล่ คุ้น และ เชื่องกว่า บราห์มัน แน่นอนคับ ... แต่ เล่ จะขี้หงุดหงิด และ ดุ คับ

เนื่องจากมันเป็นงัวเมืองหนาว เมื่อมาเจออากาศร้อนๆในเมืองไทย ก็เป็นเรื่องปรกติที่มันจะเป็นแบบที่เห็น ( ตัวเมีย ก็เป็นเหมือนกัน ) ... อีกทั้ง แมลง บ้านเราโหดมากๆ มันจะหงุดหงิดหนักไปอีก

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ คนส่วนใหญ่จะเลี่ยงการเลี้ยงแม่เล่ คับ .... มันดุ


Liked By: sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า
11lee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 63


« ตอบ #222 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2017, 06:55:22 AM »

เรื่องธรรมดาของการทำเกษตรกรรมที่เราจะหาแรงงานยาก ... คนเขาจึงต้องจำใจเลี้ยงงัวแบบปล่อยแปลงหญ้าแล้วใช้ที่ดินเยอะหน่อย ... ถ้าคนงานเขามองว่าทำตรงนี้แล้วคุ้มค่า เจ้าของงัวแทบทุกคนเขาก็จะปลูกหญ้า เนเปียร์ แล้วตัดสับให้กินกันหมดแล้วล่ะ ( ใช้ที่ดินไม่กี่ไร่เอง )

........

เล่ คุ้น และ เชื่องกว่า บราห์มัน แน่นอนคับ ... แต่ เล่ จะขี้หงุดหงิด และ ดุ คับ

เนื่องจากมันเป็นงัวเมืองหนาว เมื่อมาเจออากาศร้อนๆในเมืองไทย ก็เป็นเรื่องปรกติที่มันจะเป็นแบบที่เห็น ( ตัวเมีย ก็เป็นเหมือนกัน ) ... อีกทั้ง แมลง บ้านเราโหดมากๆ มันจะหงุดหงิดหนักไปอีก

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ คนส่วนใหญ่จะเลี่ยงการเลี้ยงแม่เล่ คับ .... มันดุ

ครับ..ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำต่างๆ คงต้องค่อยๆทำไปครับไม่งั้นเงินจะบานไปเรื่อยๆหาจุดคุ้มทุนไม่เจอครับ
คงต้องระงับความอยากไว้นอกจากจะเอาพ่อบรามันเลือดร้อยไปแลกเล่เลือดสูง ซึ่งคิดว่าคงหาที่เค้าพอใจของเราและ
เราพอใจของเค้ายากครับ ก็เลี้ยงต่อไปรอขายลูกไปก่อนครับ ตอนนี้ขายลูกไป 3 ตัว อายุ 7-10 เดือน ได้ราคา
22,000-27,000 ถือว่าเป็นราคาที่ผมพอใจครับ แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง..



Liked By: sompol
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1823


« ตอบ #223 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2017, 07:15:59 AM »

งัวเนื้อแบบเลี้ยงเพื่อขายงัวเข้ากระบวนการผลิตเนื้อ .... ราคานี้แหละ

อยากได้แพงกว่านี้เยอะๆ ก็ต้องเลี้ยงงัวเนื้อแบบไอ้พวกที่ชอบทะลาะกับผม


Liked By: teppatut, sompol, muslin2557
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 [14] 15 16 17   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: