ข่าว
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นักวิจัย ม.ขอนแก่นโชว์ไก่พื้นเมืองใหม่ 4 สายพันธุ์ จุดเด่นเลี้ยงง่าย-โตไว-ไข่ดก  (อ่าน 7872 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kaideesriprachin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4355


พอเพียง=เพียงพอ


« เมื่อ: มกราคม 14, 2015, 04:48:36 PM »

นักวิจัย ม.ขอนแก่นโชว์ไก่พื้นเมืองใหม่ 4 สายพันธุ์ ชูจุดเด่นเลี้ยงง่าย-โตไว-ไข่ดก-ต้นทุนผลิตต่ำ



ศูนย์ข่าวขอนแก่น - นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นโชว์ผลงานไก่ไทย KKU 50 “แก่นทอง สร้อยนิล สร้อยเพชร ไข่มุกอีสาน” 4 สายพันธุ์แท้ใหม่ในวาระครบรอบ 50 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ 50 ปีคณะเกษตรศาสตร์ ชูจุดเด่น เลี้ยงง่าย โตไว ต้นทุนต่ำ ทนต่อสภาวะแวดล้อม ทั้งไก่พันธุ์ไข่ และพันธุ์เนื้อ ขณะที่ตลาดในประเทศและต่างประเทศต้องการสูง พร้อมส่งเสริมเกษตรกรทำฟาร์มผลิตลูกไก่ กระจายสู่การเลี้ยงอย่างรวดเร็ว
       
วันนี้ (12 ม.ค. 58) รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (ไก่พื้นเมือง) ร่วมกันแถลงข่าว “กำเนิดไก่พันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์แท้” โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และบริษัทตะนาวศรีไก่ไทย (ภาคเอกชน) เพื่อพัฒนาไก่พื้นเมือง KKU 50 4 สายพันธุ์ ได้แก่ “แก่นทอง สร้อยนิล สร้อยเพชร ไข่มุกอีสาน” ในวาระครบรอบ 50 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ 50 ปีของคณะเกษตรศาสตร์
       
รศ.ดร.มนชัย ดวงจินดา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ไก่พื้นเมือง เผยถึงการพัฒนาสายพันธุ์ไก่ KKU 50 ว่า “ศูนย์เครือข่ายวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ไก่พื้นเมือง มหาวิทยาลัยขอนแก่น” ได้ประกาศสายพันธุ์ไก่ที่พัฒนาขึ้น ก่อนหน้านี้ มีสองสายพันธุ์หลัก คือ ไก่ประดู่หางดำ มข.55 และไก่สายพันธุ์ชี KKU 10 ส่วนของไก่ไทย KKU 50 เป็นไก่สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้น และประกาศพันธุ์ในปี 2557 เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และครบรอบ 50 ปีของคณะเกษตรศาสตร์ด้วย
       
ไก่ไทย KKU 50 มีต้นกำเนิดมาจากไก่พื้นเมืองคือไก่ชีซึ่งมีขนสีขาว จากนั้นสร้างลูกผสมกับไก่ทางการค้า เมื่อได้ลูกผสมแล้วเราได้คัดเลือกพันธุ์ให้เป็นสายพันธุ์แท้ ปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นมาอีก 4 สายพันธุ์แท้ ประกวดชื่อแล้ว ประกอบด้วย แก่นทอง สร้อยนิล สร้อยเพชร และไข่มุกอีสาน ทั้งหมดจะต่อท้ายด้วย KKU 50 ซึ่งในส่วนของ “แก่นทอง” จะมีสีน้ำตาลชัดเจน ความโดดเด่นคือเป็นไก่ที่ให้ไข่ดก โดยเฉลี่ยในหนึ่งปีให้ไข่กว่า 200 ฟอง เหมาะจะทำเป็นไก่เลี้ยงผลิตไข่
       
ส่วน “สร้อยเพชร” เป็นไก่ที่มีขนสีดำแต่มีสร้อยคอ แผงคอเป็นสีขาว มีลักษณะสวยงาม และโดดเด่นเรื่องการเจริญเติบโตและให้ไข่ดก เหมาะกับกลุ่มเกษตรกรที่อยากจะมีไก่เลี้ยงเพื่อเป็นเนื้อและผลิตไข่ ส่วน “สร้อยนิล” จะเป็นกลุ่มที่มีขนสีขาว มีสร้อยคอสีดำ มีความโดดเด่นสองด้านเช่นกัน คือสามารถเลี้ยงเอาเนื้อและเลี้ยงให้ไข่ก็ได้
       
รศ.ดร.มนชัยกล่าวต่อว่า ส่วนของความแตกต่างของกลุ่มสร้อยเพชร คือ เมื่อนำไปผสมพันธุ์กับไก่ทางการค้าใดๆ ก็ตาม จะได้ลักษณะเด่นที่มีขนสีดำกลับออกมา สามารถจะนำลูกผสมจากกลุ่มสร้อยเพชรไปตลาดชุมชนได้ เพราะคนทางภาคอีสานและภาคเหนือจะชอบไก่ที่มีขนสีดำ
       
ส่วนสายพันธุ์สุดท้ายคือ “ไข่มุกอีสาน” ลักษณะเด่นจะมีสีขาวปลอดตลอดทั้งตัว มีแข้งสีเหลือง ลักษณะสีสันจะคล้ายกับไก่ชี ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองแท้ แต่ไก่ไข่มุกอีสานจะเจริญเติบโตเร็วขึ้น ต้นทุนผลิตที่ต่ำลง และทนต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งในอนาคตจะผลิตไก่พื้นเมืองดังกล่าวเป็นไก่ไทยบอยเลอร์หรือไก่เนื้อไทย ในอนาคตจะมีศักยภาพส่งออกสู่ตลาดอาเซียนสูง
       
ขณะนี้ได้ส่งเสริมการผลิตให้เป็นฟาร์มผลิตและฟาร์มวิจัยให้แก่เกษตรกร โดยตั้งเป้าหมายผลิตสัปดาห์ละ 20,000 ตัว เพื่อให้สามารถกระจายได้ถึงปีละ 1,000,000 ตัว จะทำให้การขยายตลาดไก่บ้านหรือไก่พื้นเมืองเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
       
โดยลูกไก่พื้นเมืองราคาจำหน่ายที่ตัวละ 20-25 บาท เหมาะต่อเกษตรกรทั่วไปเพื่อนำไปเลี้ยง ส่วนการนำพ่อแม่พันธุ์ไปผสมพันธุ์เองก็สามารถทำได้ แต่ต้องให้ความรู้ก่อนเพื่อลดการกระจายผสมข้ามสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดความเสียหาย
       
ทั้งนี้ ไก่พื้นเมืองกำลังถูกจัดเป็นอาหารสุขภาพ เนื่องจากมีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าไก่เนื้อทั่วไป มีรสชาติอร่อยกว่า ไม่ต้องใส่ผงชูรส ทั้งการเลี้ยงค่อนข้างง่าย และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง เป็นที่ต้องการสำหรับผู้บริโภคในประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์
       
ส่วนคุณภาพเนื้อที่มีลักษณะเหนียวนุ่มเล็กน้อยเป็นจุดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น ประเทศอิสราเอล ซึ่งในอนาคตการเลี้ยงไก่พื้นเมืองไทยจะเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจ

ที่มา: http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000004019
บันทึกการเข้า

ไก่ดีศรีปราจีน แหล่งพันธุกรรมสัตว์ปีกคุณภาพ ราคาไม่แพงเกินจริง

markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1718


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 14, 2015, 08:49:04 PM »

คือ .... อย่าว่างู้นงี้เลยเนอะ ไม่ได้ติ ไม่ได้มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ไม่ได้อวดฉลาด .... แต่เป็นมุมของคนที่ทำมาหากินตรงนี้จริงๆแล้วสะท้อนกลับขึ้นไปหานักวิชาการก็แล้วกัน

คือ.... ผมว่านักวิชาการ ทำงานแต่ใน ห้องทดลองมากเกินไป จนไม่มีเวลามาพูดคุยกะเกษตรกร หรือเปล่า

มีหลายกระทู้ จากหลายๆท่าน ที่สะท้อนตรงนี้ไปแล้ว มีหลายคนก็แสดงความเห็นตรงนี้ไปแล้ว ( แต่ไม่ได้สะท้อนให้งานวิจัยชิ้นนี้นะ )... เพียงแค่นักวิชาการไม่เคยเข้ามาศึกษาหาข้อมูลจากเวบ เกษตรพอเพียง หรือ แม้แต่ไปศึกษาร่วมกับเกษตรกร ... สุดท้ายงานวิจัยเหล่านี้มันจะกลายเป็นว่า ทำออกมาแล้วต้องเอาไปวางไว้บนหิ้งเอา .... เพราะเกษตรกรไม่ตอบสนองกับงานพวกนี้

คือ ไก่พวกนี้รูปร่าง สีสัน มันคล้ายไก่ 3 สายเลือดมากเกินไป .... ต่างจากฟาร์มไก่สามสายเลือดส่วนใหญ่ ที่เขาจะพยายามสร้างไก่ของเขาให้มีลักษณะไกล้เคียงกับ ไก่โต้ง แต่นักวิชาการกลุ่มนี้กลับพยายามที่จะ สร้างไก่ให้มีลักษณะไกล้เคียงกับไก่สามสายเลือด

เออ ..... เอาเข้าไป

ว่ากันทีละตัวเลยนะ ในทั้ง 4 ตัวนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2015, 08:20:10 AM โดย markonikove » บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1718


« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 14, 2015, 09:02:52 PM »

1. แก่นทอง คล้ายไก่โร๊ดแดงมากเกินไป ... แถมคล้ายไก่บ้านสีทอง ของ ซีพี ด้วย ...  แถมคล้ายไก่ 4 สายเลือดตัว NSRB  ด้วย .... ถ้าจะเอามาทำไก่เนื้อ รับรองขายยากชัวร์ เกษตรกรเขาไม่เอาด้วยแน่ๆ  ... แต่ถ้าบอกว่าจะเอามาผลิตไข่ ก็โอเคร เพราะไม่สนสี

2. สร้อยเพชร โอเคร ผ่าน พอถูๆไถๆ ไปได้ หลังคู้นิดหน่อย ไม่ถึงกะติมากนัก แต่ก็บ่นออดๆแอดๆนิดๆ

3. สร้อยนิล อันนี้ตัวปัญหาเลยล่ะ ... ถ้าจะเอามาทำไก่เนื้อ ... เพราะมันคล้ายไก่ 5 สายเลือดตัว NASRB เต็มๆเลย ไก่ตะนาวศรี ชัดๆ

4. มุกอีสาน ... หลังคู้ไปนิด พวงหางสั้นไปหน่อย  บอกว่าเป็นไก่ชี คนเชื่อยาก แต่ถ้าบอกว่าเป็นไก่ลูกผสมไก่เนื้อฟาร์มกับไก่ชี คนก็ติ ( บอกว่าเป็นไก่ มข. ก็ต้องเป็นรายเก่าๆที่คำพูดเชื่อถือกันได้ รายใหม่ๆอยากสร้างเนื้อสร้างตัว เกิดยากกันพอดี  ).... เอาไปทำลูกผสมกับไก่อื่น ยิ่งทำให้เครดิตของคำพูดเราเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่ ชาวบ้านไม่เชื่อแน่ๆ

....... รู้ไหม ว่าทำไม ดู่หางดำ คนจึงนิยมมากกว่าใครๆ .... ไม่ใช่เพราะมันโตเร็ว เพียงอย่างเดียวหรอกนะคับ ... แต่สีมันเข้มด้วย มันทำให้คนซื้อไม่ติเวลาเราขาย หรือเอาไปทำลูกผสม

เพราะงั้น ติงไปถึงนักวิชาการด้วยคับ ... เวลาจะพัฒนาไก่พื้นเมืองพันธุ์เนื้อ ควรจะเน้นลงไปที่สีสันด้วยคับว่าให้ ออกดำ ไว้ก่อน ไม่งั้นเราขายยาก คนซื้อติว่าเราเอาไก่เนื้อฟาร์ม / ไก่ไข่ มาผสม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 14, 2015, 09:12:40 PM โดย markonikove » บันทึกการเข้า
ผมลาย กล่อมหิน
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69



« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 15, 2015, 10:53:02 PM »

ผมอยากได้ไก่สีอะไรก็ได้    ที่เลี้ยงง่าย   แข็งแรง   โตเร็ว   ไข่ดก   ฟักไข่เลี้ยงลูกได้   กินอร่อย   และมีหงอนหิน  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
maprow
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 575


« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 16, 2015, 01:26:23 PM »

แปลกนะ มค.ร่วมกับบ.มะนาวสี วิจัยไก่ออกมาเป็นแบบหน้าตาทรงไก่โร้ดไก่ไข่ทั้งนั้น ไม่ยักกะมีหน้าตาไก่ชนหรือไก่บ้านออกมาเลย เหมือนๆไม่เข้าใจเรื่องการตลาดหรือพ่อค้าคนกลางที่รวบรวมไก่ไปขายต่อ   หรือว่าจุดประสงค์แค่เพื่อให้เกษตรกรเลี้ยงไก่ไว้หลังบ้าน มีเยอะหน่อยก้เอามปิ้งขายเอง 


Liked By: sompol
บันทึกการเข้า

มะพร้าวจ้า - > ฉีกยิ้มกว้างๆได้ทุกวัน
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1718


« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 16, 2015, 02:32:53 PM »

คือวิถีชีวิตคนไทยเรา จะเลี้ยงไก่ไว้หลังบ้าน หิวก็จับมากิน เหลือก็ขายต่อให้เขาไป ... ซึ่งคนซื้อก็จะเลือกแต่ไก่ทรงไก่บ้าน ไก่โต้งเท่านั้น พวกทรงไก่ไข่ ไก่สามสาย ไก่เนื้อฟาร์ม เขาก็ซื้อเหมือนกันแต่กดราคาหน่อย

ชูไก่ของตัวเองออกมาว่า ไข่ดก ขยายพันธุ์เก่ง ... แต่พัฒนาออกมาแค่ให้เอาไว้กินเองหลังบ้าน ไม่ยอมให้ได้ขายกันเลย ( ถึงจะขายได้ก็โดนกดราคา )  .... แบบนี้นะ แค่แบบเดิมๆที่เราเลี้ยงกันทุกวันนี้ ลูกก็ดกจนกินกันไม่ทันอยู่แล้วล่ะ

ไม่งั้นก็ทำออกมาขายเป็นอาชีพโดยตรง ... ซึ่งผมก็พูดไปแล้วล่ะ ...

ปล. ไม่ได้ติ ไม่ได้อวดฉลาด แค่ให้เข้าใจเกษตรกรว่าเขาทำมาหากินกันยังไงเสียก่อน แล้วค่อยทำงานวิจัยกันออกมา ( เสียดายงบประมาณ เสียดายความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา

ปล. 2. ผมเองก็ร่ำเรียนมา เพื่อสายนี้โดยตรงเช่นกัน งานวิจัยผมอาจจะไม่เคยทำ ( เคยแต่ช่วยอาจารย์ทำ ) แต่ผมอ่าน เปเปอร์ งานวิจัยได้แตกฉานพอสมควร ภาษามนุษย์ต่างดาวของพวกนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องผมฟังรู้เรื่องหมด  .... บอกตามตรงว่า ในภาคเกษตรกรรมบ้านเรา มีน้อยมากสามารถเอางานวิจัยมาใช้ได้จริงๆ .... เพราะนักวิจัยไม่เคยคุยกับเกษตรกรนี่แหละ ....
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1718


« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 16, 2015, 02:43:06 PM »

งานวิจัยที่ทำออกมาเพื่อเกษตรกรรมโดยตรงในเมืองไทยนะ ... เอาแค่ แอบสแตรค ( ไม่เอาส่วนอื่นนะ )มาชั่งกิโลขายราคาเศษกระดาษ ... ผมว่า ผมมีเงินก้อนนึงไปลงทุนประกอบอาชีพได้เลยนะ

แต่น่าเสียดายมากๆ ที่เกือบทั้งหมดมันใช้ไม่ได้ ( เพราะนักวิจัยไม่เคยคุยกับเกษตรกร )... และมีอีกจำนวนมากที่ เอาออกมาส่งเสริม แต่ก็ใช้งานจริงๆไม่ได้ เป็นเพียงแค่โครงการส่งเสริมเฉยๆ ( แต่เกษตรกรไม่ตอบรับ )
บันทึกการเข้า
บาส Layer Chick
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3637


ศูนย์พันธุ์ไก่ไข่ แหล่งใหญ่เชื่อถือได้


« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 16, 2015, 08:43:10 PM »


ขอติงเกี่ยวกับนักวิจัยอีกนิดครับ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ 555+  ยิงฟันยิ้ม
งานวิจัยที่นักวิจัย นักวิชาการทั้งหลาย ทั้งปวงที่ทำผลงานออกมา ทำมาเพื่อใครครับ เพื่อพัฒนาตัวเอง หรือเพื่อพัฒาประชาชน ประเทศชาติ

งานวิจัยบางเรื่อง ผมก็ยอมรับทำออกมาไว้ขึ้นหิ้งบูชาอย่างเดียว คนทั่วไปเข้าไม่ถึง ต้องพวกเดียวกันเท่านั้นถึงจะรู้เรื่อง (เรื่องนี้ยังพอทน)
แต่งานวิจัยดีๆอีกหลายเรื่องก็มี เห็นด้วยกับเขาที่ทำเรื่องนี้ออกมาซึ่งค่อนข้างมีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรจริงๆ แต่งานวิจัยพวกนี้
มันเหมือนไม่มีตัวตน มันเป็นยังไงลองทำดู  เคยค้นหาคีย์อะไรสักอย่างไหมครับใน google ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากรู้ว่าเมทไธโอนีน มีผลอะไร
กับไก่ไข่บ้าง ผมก็กดค้นหาแต่มีข้อความหนึ่งที่น่าสนใจ "ผลของการเสริมกรดอะมิโน (เมทไธโอนีนและไลซีน) ในสูตรอาหาร ..." ก็กดเข้าไปดู
ปรากฎว่า มีแต่ชื่อเรื่องกับชื่อผู้แต่ง ผู้ทำวิจัยเท่านั้น นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ยังมีงานวิจัยหลายๆเรื่องที่เป็นแบบนี้ ก็เกิดสงสัยว่า
ผลงานวิจัยมันเป็นความลับมากขนาดนั้นเลยหรอ ถึงไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล หรือต้องให้เกษตรกรเอาเงินไปซื้อผลงานของท่านผู้มีความรู้สูงทั้งหลายครับ
ทั้งๆที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้ก็เงินของประชาชน และงานราชการที่ทำอยู่ก็ทำเพื่อพัฒนาประเทศชาติ ประชาชนไม่ใช่หรอ
แล้วทำไมเขาจึงต้องปกปิดข้อมูลแก่สาธารณะขนาดนี้  โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ

ผมบอกเลยว่าข้าราชการไทยมันห่วยแตก มันไม่เคยทำงานเพื่อส่วนรวมหรอกครับ ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพิ่มขั้น เพิ่มซี เพิ่มเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง และพวกพ้องทั้งนั้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 16, 2015, 08:50:37 PM โดย บาส Layer Chick » บันทึกการเข้า

สุพัชรกิตต์ สังข์ยก(บาส)
สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ เกษตรกลาง จตุจักร กรุงเทพฯ
toonkneng
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 431


« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 17, 2015, 12:30:10 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

สู้งานวิจัยของอิฉันก็บ่ได้

ทดลองเองเลยจ้ะ ปรับปรุงให้บุคคลิกเป็นไก่บ้านให้ได้ แล้วก็ชิม ทำแบ่งกันกินนี่แหละ ฟังเสียงคนกินจริงๆ เขาพูด

แล้วก็สรุปเป็นตำราของเรา และยินดีเปิดเผย
บันทึกการเข้า
som@kl
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 167



« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 17, 2015, 04:21:25 PM »

งานวิจัยมีประโยชน์ ต่อประเทศและสังคมมากมาย บ้านเรางานวิจัยยังน้อยเลยเจริญช้า รัฐบาลก็พยายามเพิ่มงบวิจัยขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าไม่มีประโยชน์คงไม่ส่งเสริมงานวิจัย สามารถเข้าไปคุยขอความรู้ได้โดยตรง เอกชน ก็ให้เงินสนับสนุนการวิจัยด้วย สามารถหาความรู้ได้ในงานประชุมวิชาการ ทั่วไป หรือวารสาร งานเกษตรที่ ม.เกษตร  ปีนี้ก็น่าสนใจ ผมว่าจะไปดูเหมือนกัน  การสืบค้นข้อมูลบางอย่าง กูเกิ้ล อาจจะหาไม่ได้ การค้นผ่านเน็ตที่เขาจ่ายค่าสืบค้นไว้ พิมพ์ออกมาได้เลย มีหลายฐานข้อมูล อาจจะมีทั้งฟรีและเสียเงิน
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1718


« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 17, 2015, 08:08:40 PM »

ผมนี่แหละ คือบุคคลากรทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอางานวิจัยไปใช้โดยตรง
ถูกฝึกให้หัดทำงานวิจัย หัดออกแบบตรรกกะ สมติฐาน พิสูจสมติฐาน ถูกฝึกให้อ่านเปเปอร์งานวิจัย ถูกจับยัดข้อมูลเกี่ยวกับ เทคนิคอลเทิร์มต่างๆ ถูกฝึกให้เรียนรู้หลักการพื้นฐานของเครื่องมือสำหรับทำงานวิจัย ถูกฝึกให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆในห้องแลบ ถูกฝึกให้ทำกิจกรรมต่างๆในห้องแลบ

และก่อนเรียนจบมาก็ต้องมีงานทดลองของตนเองอย่างน้อย 1 ชิ้น ที่ให้ผลงานออกมาพอดูได้กับงานวิจัยของระดับ ดร. เขา

ผมบอกตามตรงว่า .... งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำๆกันออกมาในภาคเกษตรกรรม ... นักวิจัย หลับหูหลับตาทำอยู่แต่ในความคิดของตนเองโดยไม่เคยเงิยหน้ามามองเกษตรกรเลย
บันทึกการเข้า
markonikove
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1718


« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 17, 2015, 08:14:53 PM »

ตรรกกะง่ายๆ ถ้างานวิจัยต่างๆมันใช้ได้จริงๆ ... เกษตรกรก็ต้องเอามาใช้กันอย่างแพร่หลายให้เห็นทั่วไปแล้วล่ะ

มีใครเดินไปตามถนนแล้วเห็นมีงานวิจัยถูกนำมาใช้ทำมาหากินกันมั่งคับ ,... ขอร้องนะ อย่ายกตัวอย่างศูนย์การเรียนรู้ชุมชนล่ะ เพราะที่นั่นไม่ได้มีการทำมาหากินกันจริงๆ ( แค่ทำโชวให้คนดู )

เอาง่ายๆ อย่าง ปุ๋ยสั่งตัดเนี่ยะ ... มีการใช้งบประมาณปีๆ ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ... จัดอบรม จัดส่งเสริม ให้ความรู้แก่เกษตรกรปีนึงๆ ไม่รู้กี่ล้าน จัดอบรม ปีนึงๆ ไม่รู้กี่แห่ง มีคนมาอบรมปีนึงๆ ไม่รู้กี่หมื่นคน .... สุดท้าย มีที่ใหนเอาไปใช้กันจริงๆมั่งคับ ....

ถ้าของมันดีจริงๆ พอมีคนนึงทำแล้วได้ผล .... ไม่ต้องกลัวหรอกคับว่าจะไม่มีคนรู้จักเอาไปใช้ ... คนไทยบ้าแห่ตามกันจะตาย ถ้าใครคนนึงทำแล้วประสบความสำเร็จนะ ไม่เกิน 6 เดือน เขาแห่ทำตามยกประเทศ

บันทึกการเข้า
ผมลาย กล่อมหิน
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69



« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 18, 2015, 09:20:09 PM »

เกษตรกรคือ  ผู้ทำการเกษตร   มีรายได้จากผลผลิตการเกษตร
นักวิชาการคือ  ผู้ทำงานวิจัย   มีรายได้จากเงินเดือน
ผมเข้าใจถูกไหม  ร้องไห้
บันทึกการเข้า
ไก่เป่าแคน ฟาร์ม
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 59



« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 18, 2015, 11:00:07 PM »


ขอติงเกี่ยวกับนักวิจัยอีกนิดครับ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ 555+  ยิงฟันยิ้ม
งานวิจัยที่นักวิจัย นักวิชาการทั้งหลาย ทั้งปวงที่ทำผลงานออกมา ทำมาเพื่อใครครับ เพื่อพัฒนาตัวเอง หรือเพื่อพัฒาประชาชน ประเทศชาติ

งานวิจัยบางเรื่อง ผมก็ยอมรับทำออกมาไว้ขึ้นหิ้งบูชาอย่างเดียว คนทั่วไปเข้าไม่ถึง ต้องพวกเดียวกันเท่านั้นถึงจะรู้เรื่อง (เรื่องนี้ยังพอทน)
แต่งานวิจัยดีๆอีกหลายเรื่องก็มี เห็นด้วยกับเขาที่ทำเรื่องนี้ออกมาซึ่งค่อนข้างมีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรจริงๆ แต่งานวิจัยพวกนี้
มันเหมือนไม่มีตัวตน มันเป็นยังไงลองทำดู  เคยค้นหาคีย์อะไรสักอย่างไหมครับใน google ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากรู้ว่าเมทไธโอนีน มีผลอะไร
กับไก่ไข่บ้าง ผมก็กดค้นหาแต่มีข้อความหนึ่งที่น่าสนใจ "ผลของการเสริมกรดอะมิโน (เมทไธโอนีนและไลซีน) ในสูตรอาหาร ..." ก็กดเข้าไปดู
ปรากฎว่า มีแต่ชื่อเรื่องกับชื่อผู้แต่ง ผู้ทำวิจัยเท่านั้น นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ยังมีงานวิจัยหลายๆเรื่องที่เป็นแบบนี้ ก็เกิดสงสัยว่า
ผลงานวิจัยมันเป็นความลับมากขนาดนั้นเลยหรอ ถึงไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล หรือต้องให้เกษตรกรเอาเงินไปซื้อผลงานของท่านผู้มีความรู้สูงทั้งหลายครับ
ทั้งๆที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้ก็เงินของประชาชน และงานราชการที่ทำอยู่ก็ทำเพื่อพัฒนาประเทศชาติ ประชาชนไม่ใช่หรอ
แล้วทำไมเขาจึงต้องปกปิดข้อมูลแก่สาธารณะขนาดนี้  โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ

ผมบอกเลยว่าข้าราชการไทยมันห่วยแตก มันไม่เคยทำงานเพื่อส่วนรวมหรอกครับ ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพิ่มขั้น เพิ่มซี เพิ่มเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง และพวกพ้องทั้งนั้น




 อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
jarungkit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135


« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 20, 2015, 10:41:52 PM »

พึ่งรู้หราครับ นักวิชาการเกษตรไทย ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
 
 กระทรวงเกษตรเนี้ยน่าปฎิรูป โดยไล่ออกให้หมดแล้วไปรับปราชญ์ชาวบ้านมาทำงานแทนดีกว่าไหม 
บันทึกการเข้า
toonkneng
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 431


« ตอบ #15 เมื่อ: มกราคม 21, 2015, 08:44:06 PM »

แล้ว พ่อใหญ่ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว ท่านเป็นประธานสภาเกษตรกร นี่คะ

เฮ็ดหยัง มั่งล่ะ ท่านประธาน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: