เกษตรพอเพียง.คอม

เว็บบอร์ดเกษตรพอเพียง => มุมสมาชิก => ข้อความที่เริ่มโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 24, 2012, 08:58:17 PM



หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 24, 2012, 08:58:17 PM
คำเตือน!! เนื้อหาต่อไปนี้อาจจะไม่เหมาะสมกับทุกท่านทุกเพศ หรือทุกวัย โดยเฉพาะท่านที่ชอบตัดหญ้า และบริหารจัดการสวนให้เรียบร้อย  โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ;D ;D ;D
สารบัญ
บทที่ 1 ปฐมฤกษ์ (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1831464#msg1831464)
บทที่ 2 Peak Oil (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1831632#msg1831632)
(ตอนพิเศษ) ควบคุมตัวกินไม้ (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1842537#msg1842537)
บทที่ 3 การทำแบบไม่กระทำ (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1847955#msg1847955)
บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1860362#msg1860362)
บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1880646#msg188064)
บทที่ 6 ศาสตร์แห่งน้ำ (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1904291#msg1904291)
 6.1 วงจรของน้ำ (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1904479#msg1904479)
 6.2 ต้นไม้สายฝน (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1908218#msg1908218)
 6.3 การระเหยของน้ำ (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1910941#msg1910941)
 6.4 กระบวนท่าที่ 1 - Sunken Basin (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1918260#msg1918260)
 6.5 กระบวนท่าที่ 2 - Sub-surface Watering (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1922828#msg1922828)
 6.6 กระบวนท่าที่ 3 - ห่มดิน (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1935680#msg1935680)
 6.7 กระบวนท่าที่ 4 - Swale (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1937943#msg1937943)
 (ตอนพิเศษ) - วัชพืชไม่ใช่วัชพืช (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1946922#msg1946922)
 6.8 กระบวนท่าที่ 5 - ร่องเบี่ยงน้ำ (Diversion Swale) (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1961694#msg1961694)
 6.9 กระบวนท่าที่ 6 - French Drain (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg1996062#msg1996062)
 ตอนพิเศษ - เตาชีวมวล (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg2007326#msg2007326)
 6.10 กระบวนท่าที่ 7 - Terrace (ขั้นบันได) (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg2027039#msg2027039)
 6.11 กระบวนท่าที่ 8 - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน (Water Recharge Structure) (http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.msg2120580#msg2120580)

หมายเหตุ ผมจะพยายามเอาเฉพาะเนื้อหาไปรวบรวมให้อ่านในรูปแบบของบล็อกที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com (http://my-experimental-farm.blogspot.com)

บทที่ 1 ปฐมฤกษ์
ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบ 2 ปีแล้ว ระหว่างที่กำลังรื้อของในบ้าน สายตาก็ได้เหลือบไปเห็นหนังสือหน้าปกเก่าที่ไม่เคยถูกเปิดขึ้นมาอ่านอีกเป็นเวลาร่วม 20 ปีมาแล้ว ผมยังจำวันแรกที่เลือกซื้อหนังสือนี้ได้ดี ผมเลือกซื้อเพราะชื่อมันแปลกดี "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว" แถมยังคิดในใจ...ขี้โม้จัง แต่ก็ซื้อมาอ่าน  อ่านจบก็ได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนคติอันลุ่มลึก และประสบการณ์อันน่าทึ่งผ่านงานเกษตรกรรมของคุณปู่ฟูกูโอกะ  ทำให้ติดตามผลงานเขียนในหนังสือ "วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 1-3"  
(http://loveplant.files.wordpress.com/2012/07/fukuoka1.jpg?w=253&h=300)
มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ (ขอเรียกสั้นๆ ว่าปู่ฟู)

อ่านจบสรุปใจความรวมๆ ได้ว่าหลักการทำการเกษตรธรรมชาติของปู่ฟูคือ

1. ไม่ไถพรวนดิน
ทันทีที่เลิกการไถพรวนดิน จำนวนวัชพืชจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ประเภทของวัชพืชในที่ดินแปลงนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย วิธีการโดยทั่วไปในการจัดการกับวัชพืชก็คือการไถพรวนดิน แต่เมื่อคุณไถพรวนดิน เมล็ดที่อยู่ลึกในดินซึ่งไม่มีโอกาสงอกอยู่แล้วก็จะถูกพรวนให้ขึ้นมาอยู่ที่ผิวดิน และเป็นโอกาสให้มันได้งอกขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นการไถพรวนดินก็เป็นวิธีที่ทำให้วัชพืชที่งอกไวโตเร็วทั้งหลายแพร่ขยายตัวยิ่งขึ้น ดังนั้น คุณอาจพูดได้ว่าเกษตรกรที่พยายามควบคุมการเติบโตของวัชพืชโดยการไถพรวนดินนั้น แท้จริงแล้วเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความโชคร้ายด้วยตัวเขาเอง

2. ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมัก
คนเรามักจะเข้าไปวุ่นวายกับธรรมชาติ และเขาก็ไม่สามารถแก้ไขผลเสียที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร วิธีการเพาะปลูกที่เลินเล่อสะเพร่าทำให้สูญเสียหน้าดินอันอุดมสมบูรณ์ไป และดินก็จะจืดลงทุกปี แต่ถ้าปล่อยดินอยู่ในสภาพของมันเองดินจะสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นไปตามวงจรชีวิตของพืชและสัตว์อย่างมีระเบียบ

3. ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ
วัชพืชมีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินและช่วยให้เกิดความสมดุลในสิ่งแวดล้อมทางชีววิทยา ตามหลักการพื้นฐาน วัชพืชเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม แต่ไม่ต้องกำจัด

4. ไม่ใช้สารเคมี
เมื่อพืชอ่อนแอลงเพราะผลจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ อันได้แก่การไถพลิกดิน การใช้ปุ๋ยเป็นต้น ความไร้สมดุลของโรคพืช และแมลงก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ในการเกษตรธรรมชาตินั้นหากปล่อยไว้ตามลำพังจะอยู่ในสภาพสมดุล แมลงที่เป็นอันตรายและโรคพืชมักมีอยู่เสมอ แต่ไม่เคยเกิดขึ้นในธรรมชาติจนถึงระดับที่ต้งองใช้สารเคมีที่มีพิษเหล่านั้นเลย วิธีการควบคุมโรคและแมลงที่เหมาะสม ก็คือการปลูกพืชที่แข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์

ว้าว...มันชั่งเข้ากับนิสัยขี้คร้านของเราจังเลย  เราไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวธรรมชาติเขาจะปรับตัวของเขาเอง  ฟังดูชั่งอุดมคติซะจริงๆ  จนแล้วจนรอดความขี้คร้านเข้ามาเยือน มัวแต่หลงระเริงไปกับยุคเทคโนโลยีทำให้ไม่เคยลงมือปฏิบัติ  ก็...ไม่ต้องทำอะไร  เดี๋ยวธรรมชาติเขาจัดการเอง...คิ คิ   เย้ย...ไม่ใช่ หาข้ออ้างไปได้  

ว่าแล้วก็อยากไขข้อข้องใจที่คาใจมากว่า 20 ปี  เราจะทำแบบที่ปู่ฟูทำได้มั๊ย? ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเรียนกับปู่ฟูเลย  แต่ตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว  เราปล่อยวันเวลาผ่านไปโดยไม่ได้ลงมือทำจนปู่ฟูมาเสียชีวิตไปเมื่อ 16 สิงหาคม 2008 (2551) ตอนนี้คิดจะไปเรียนกับบรมอาจารย์ ปู่ฟู ก็ทำไม่ได้แล้ว  วันนี้มีกำลังทรัพย์ แต่ไม่ค่อยเหลือกำลังกายเราจะทำไหวมั๊ยเนี่ย...ในใจคิด  สุดท้ายตัดสินใจลองดู ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ลงมือทำแบบที่ผ่านมา

ตั้งแต่นั้นก็เริ่มตะเวณหาซื้อที่ดินที่ในดวงใจเพื่อใช้เป็นห้องทดลองแนวการทำการเกษตรแบบปู่ฟู  จากนั้นหาอีกสารพัดเหตุผลในการขออนุมัติงบประมาณจากภรรยา ไม่ว่าที่ดินนี้จะเป็นที่พักผ่อน จะเป็นที่ปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษ จะเป็นที่ได้ออกกำลังกายเวลาทำสวน เป็นงานอดิเรกหลังเกษียณ และอีกสารพัดเหตุผลจากแม่น้ำทั้งห้า จนภรรยาเห็นชอบในหลักการ จากนั้นผมและภรรยาก็ค่อยๆ ใสความต้องการเข้ามาทีละข้อได้แก่
  • ถูก
    อันนี้สำคัญมาก  เพราะอยากทำแบบพอเพียงตามกำลังทรัพย์  เผื่อเป็นที่พักผ่อนเวลาเกษียณ  ไม่ได้อยากลงทุนแพงๆ  หวังว่าของที่ดินราคาไร่ละไม่ถึงแสน ไม่งั้นก็จะแสนสาหัส   :D :D ;D ;D
  • ระยะทางไม่ไกลจาก กทม. มากนัก
    (ไม่อยากให้เกิน 200 กิโลเมตร) อยากจะใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง  ไม่งั้นความขี้คร้านจะเข้ามาเป็นใหญ่ มีหวังได้ไปสวนปีละครั้งเดียวแน่ๆ อีกอย่างก็คือจะได้มีเวลาไปทดลอง และติดตามผลการทดลองของเราบ่อยๆ
  • ที่ดินอยู่สูงไว้ก่อน
    ได้ยินเรื่องโลกร้อนกรอกหูมาเป็นสิบปีก็เลยกังวัลเรื่องน้ำท่วม  ภรรยาขอให้เป็นที่สูงเกิน 60-80 เมตรจากระดับน้ำทะเล  สูงเป็นร้อยเมตรได้ยิ่งดี
  • ไม่ไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
    จะเกษตรธรรมชาติยังงัย ก็ขอแหล่งน้ำกันเหนียวไว้สักหน่อย  เผื่อไม่เป็นแบบที่ปู่ฟูบอก  หากต้องทำระบบน้ำจะได้มีแหล่งน้ำให้ทำได้ (ขุดบ่อแล้วได้น้ำบ้างก็ยังดี)
  • ใกล้แหล่งท่องเที่ยว
    อันนี้ภรรยาขอ เพราะเวลามีคนมาเยี่ยมเราจะได้มีที่เที่ยวที่อยู่ไม่ไกล นอกเหนือจากมาที่สวนด้วย ตอนแรกก็เป็นอะไรก็ได้  ต่อมาภรรยาก็บอกว่าไหนๆ เราก็จะเลือกวิวภูเขา (เพราะเลือกที่สูง) แล้ว ขอเป็นแบบไม่ไกลจากทะเลด้วยดีกว่า  เลยยิ่งเหลือน้อยจังหวัดไปเลย  ;D ;D ;D


สรุปแล้วเรื่องมากเลยใช้เวลามากกว่า 6 เดือนกว่าจะหาที่ดินได้ตามสเปคได้ทุกข้อ  ;D ;D  และเป็นจุดเริ่มเล็กๆ ของสวนขี้คร้าน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: สุ ป่าริมห้วย ที่ ตุลาคม 24, 2012, 09:10:17 PM

  รอชมสวนขี้คร้านค่ะ..ชื่อร้ายเหลือ ความรู้เหลือหลาย...เชียร์...

                                                        ;) ;) ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: konthain(นพ) ที่ ตุลาคม 24, 2012, 09:26:29 PM
มาเข้าแถวติดตามด้วยคนนะคร๊าบ  ;D

 ;)


หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 24, 2012, 09:56:57 PM
ขออนุญาตแทรก link ของหนังสือของปู่ฟู 4 เล่มดังนี้ :
1. ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว
http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7786&Itemid=8 (http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7786&Itemid=8)
http://www.homebankstore.com/dl/sread/017.pdf (http://www.homebankstore.com/dl/sread/017.pdf)
http://www.bkw.ac.th/onet/2555/_book_/ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว.pdf (http://www.bkw.ac.th/onet/2555/_book_/ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว.pdf)

2. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 1
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=355 (http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=355)

3. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 2
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=356 (http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=356)

4. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 3
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=357 (http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=357)



บทที่ 2 Peak Oil

ขอออกนอกเรื่องหน่อย ความจริงเรื่อง Peak Oil เป็นเรื่องที่มารู้ในภายหลังเมื่อไม่นานมานี่  สร้างความประหลาดใจว่าทำไมตัวเองไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย  แต่บังเอิญเรื่องนี้มีเหตุผลสนับสนุนจุดเริ่มว่าควรจะมาเรียนรู้เรื่องการทำการเกษตรธรรมชาติ  จึงอยากจะแบ่งปันให้เพื่อนๆ ฟัง  

Oil Peak หมายถึงจุดที่อัตราการดูดน้ำมันขึ้นมาผลิตใช้งานได้ถึงจุดสูงสุด เนื่องจากไม่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ หลังจากนั้นปริมาณการผลิตจะค่อยๆ ลดลง  โดยคนที่เสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกคือ ดร. M. King Hubbert  เป็นคนสร้างโมเดลจำลองอัตราการผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499) และได้ทำนายว่า Peak Oil ของอเมริกาจะอยู่ในช่วงปี 1965-1971 บางครั้งเราจึงเรียกกราฟคำนายจากโมเดลนี้ว่า Hubbert Curve ตามชื่อของ ดร. Hubbert  สุดท้าย peak oil ของอเมริกาก็มาถึงจริงๆ ในปี 1970 (พ.ศ. 2513) ตรงตามที่ Hubbert พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 14 ปี
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/79/US_Crude_Oil_Production_versus_Hubbert_Curve.png/572px-US_Crude_Oil_Production_versus_Hubbert_Curve.png)

อ้าว..เรื่องนี้มันตั้ง 40 กว่าปีที่แล้ว แล้วทำไมเรายังมีน้ำมันใช้อยู่เรื่อยๆ ล่ะ?  อ๋อ...มันเป็นเพราะว่ามีการค้นพบแหล่งน้ำมันที่อื่นๆ ในโลกเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น ตะวันออกกลาง รัสเซีย ทะเลเหนือ จีน เป็นต้น  รวมทั้งเทคโนโลยีในการผลิตทำให้เราสามารถผลิตพลังงานจากวัตถุดิบในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากน้ำมันดิบ เช่น แก๊สธรรมชาติ หินน้ำมัน แหล่งน้ำมันเหล่านี้จึงยังคงช่วยประคองให้ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกยังคงเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นโดยตลอด  แต่แหล่งขุดเจาะที่ค้นพบใหม่ๆ มีน้อยลงเรื่อย  ด้วยอัตราที่น่าเป็นห่วง
(http://www.worldenergy.org/documents/fig_oil_2_6.gif)

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์เริ่มมีการเก็บข้อมูลและได้พยากรณ์ไว้ว่า Peak Oil ของโลกน่าจะอยู่ในช่วงปี 2017 - 2018 (อีกประมาณ 5-6 ปีข้างหน้า) นี่หมายความว่าหลังจากนั้นอัตราการผลิตน้ำมันของโลกมีแต่ละลดลงทั้งๆ ที่ความต้องการการใช้งานน้ำมันไม่เคยลดลงเคย   น้ำมันจะแพงมากขึ้น  และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันจะแพงมากขึ้น  แล้ว...จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมล่ะ?  เราจะปรับตัวกันอย่างไร?  เราต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง?  โชคดี..ด้วยเหตุบังเอิญ  โลกของเราได้ทำการทดลองเหตุการณ์การขาดแคลนน้ำมันกับประเทศ ประเทศหนึ่งที่มีชื่อว่า "คิวบา"  เรามาติดตามดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศคิวบา  และพวกเขาเอาตัวรอดกันได้อย่างไร?  มีอะไรที่เราเรียนรู้ได้ หรือ เตรียมความพร้อมก่อนที่เหตุการณ์ PeakOil ของโลกจะมาถึงได้?  ติดตามในตอนต่อไป

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/peak-oil-1.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/peak-oil-1.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: termtemD ที่ ตุลาคม 24, 2012, 10:04:11 PM
มาเดา ว่าสวนขี้คร้านอยู่แถว ระัยองฮิิ หรือราชบุรี


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: naretk ที่ ตุลาคม 24, 2012, 11:12:14 PM
มารอติดตาม...


หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 25, 2012, 12:04:35 AM
สาธารณรัฐคิวบา ประกอบด้วยเกาะคิวบา (เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะแอนทิลลิสใหญ่) เกาะคูเบนตุด และเกาะเล็ก ๆ ใกล้เคียง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแคริบเบียนเหนือ  คิวบาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสหรัฐอเมริกาภาคตะวันออก และหมู่เกาะบาฮามาส ทางทิศตะวันตกของประเทศเฮติ ทางทิศตะวันออกของเม็กซิโก และทางทิศเหนือของหมู่เกาะเคย์แมนและเกาะจาเมกา มีประชากรประมาณ 11 ล้านคน

(http://www.worldatlas.com/webimage/countrys/namerica/caribb/cucarib.gif)

ชาวสเปนเดินทางมาถึงเกาะคิวบาครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2035 แต่ไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนักในระยะแรกเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและมีชาวอินเดียนอยู่น้อย จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเฮติเมื่อปี พ.ศ. 2333 คิวบาจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของสเปนแทนที่เฮติ  เมื่อพ.ศ. 2438 มีการเรียกร้องเอกราชจากสเปนของคิวบาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา 

หลังจากได้รับเอกราช คิวบาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ทั้งนี้เพราะสหรัฐมีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำตาลของคิวบา อิทธิพลของสหรัฐสิ้นสุดลงเมื่อฟีเดล กัสโตร เข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดีฟุลเคนซีโอ บาติสตา และบริหารประเทศด้วยระบอบสังคมนิยมเมื่อ พ.ศ. 2502 และหันไปสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตและจีนแทน จนกลายเป็นเพียงประเทศเดียวในบริเวณภูมิภาคนี้ที่ยังคงมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์อยู่

แม้นจะถูกปิดกั้นทางการค้าจากสหรัฐแต่คิวบาก็อาศัยความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตเป็นหลัก  ต่อมาเกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ.2534 คิวบาจึงเดือดร้อนอย่างหนักเนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกสหรัฐปิดกั้นทางการค้า แต่คิวบาอาศัยซื้อน้ำมันจากสหภาพโซเวียตช่วยรรเทาปัญหา  เมื่อไม่มีสหภาพโซเวียตคอยปกป้องทางสหรัฐก็เพิ่มมาตรการปิดกั้นทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้นกับคิวบา เช่น ห้ามไม่ให้เรือที่เคยเทียบท่าที่คิวบาเข้าสหรัฐเป็นเวลานานถึง 6 เดือน  ทำให้ไม่มีเรือเอกชนต้องการเดินทางไปยังคิวบา  แต่รัฐบาลของฟีเดล กัสโตร ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐ ทำให้เกิดสภาพยากลำบากอย่างหนักในประเทศยาวนานไม่น้อยกว่า 5 ปี (ในภาษาอังกฤษเรียกช่วงเวลานี้ว่า special period )

ปริมาณอาหารที่เคยนำเข้าจากต่างประเทศลดลง 80%  ประชาชนมีอาหารแจกจ่ายจากรัฐเหลือเพียง 20% ของปริมาณอาหารที่คนควรจะบริโภคต่อวัน  การปิดกั้นเรือขนส่งของสหรัฐทำให้แม้นแต่โครงการช่วยเหลืออาหารจาก UN ไม่สามารถส่งอาหารเข้าไปช่วยประชาชนที่อดอยากของคิวบาได้  ช่วงเวลาดังกล่าวน้ำหนักของชาวคิวบาลดลงไปเฉลี่ยคนละ 10 กิโลกรัม  ประชาชนต้องดิ้นรนหาทางหาอาหารเพิ่มเติมเองเพื่อเอาชีวิตรอด

ปริมาณน้ำมันที่เคยมีการนำเข้าปีละ 14-15 ล้านบาเรล ลดลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 4 ล้านบาเรลต่อปี ปริมาณน้ำมันมีไม่เพียงพอที่จะจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ทั้งวัน ไม่มีพลังงานพอที่จะปั๊มน้ำขึ้นอาคารสูง รถยนต์ส่วนตัวไม่มีน้ำมันเพียงพอที่จะแล่น รถประจำทางมีไม่พอ คนต้องรอรถประจำทางประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อไปทำงาน และอีก 3-4 ชั่วโมงเพื่อเดินทางกลับ

(http://truck-photos.net.s3.amazonaws.com/5045.jpg)
มีการดัดแปลงรถบรรทุกสินค้ามาเป็นรถโดยสารประจำทางที่เรียกว่าอูฐ (เพราะเป็นรถมี 2 โหนกเหมือนอูฐ)

(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/10/Bicicleta_de_Tres_Cuba.jpg/120px-Bicicleta_de_Tres_Cuba.jpg)จักรยานจำนวน 1.2 ล้านคันถูกนำเข้ามาจากจีน และผลิตเพิ่มในประเทศอีก 5 แสนคัน

(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/2b/Cuban_transport.jpg/120px-Cuban_transport.jpg)รถม้า/ล่อ เริ่มถูกนำกลับมาใช้งาน

เพื่อใช้บรรเทาปัญหาการเดินทางไปทำงาน โรงงาน/บริษัทจำนวนมากต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีพลังงาน เหลือเพียงงานรับจ้างทั่วไปที่มีค่าตอบแทนต่ำ มูลค่างานลดลงอย่างมหาศาล  ชาวคิวบาได้รับค่าจ้างเหลือเพียงประมาณ 2 ดอลล่าร์ (ประมาณ 60-70 บาท) ต่อเดือน  ทำให้พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะไปซื้อของนำเข้าจากต่างประเทศได้เลย

เครื่องจักรในการเกษตรแทบทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้เพราะไม่มีน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง วัคซีนรักษาโรคในสัตว์ ไม่มีให้ใช้งาน ในช่วงแรกเกษตรกรคิดว่าช่วงเวลาแบบนี้จะยาวนานเพียงไม่กี่เดือน แต่ special period ยาวนานติดต่อกันหลายปี เกษตรกรต้องเปลี่ยนวิถีในการทำเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์อย่างสิ้นเชิง

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-2.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-2.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tumtump ที่ ตุลาคม 25, 2012, 01:08:12 AM
ดีที่"คำเตือน"นี้ ไม่มีผลกับคนหลงป่าผู้เกียจคร้าน :D  รอติดตามตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อครับพี่ teerapan ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: pamok ที่ ตุลาคม 25, 2012, 05:42:23 AM
ขอตามด้วยคนครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ ตุลาคม 25, 2012, 06:59:50 AM
มาลงชื่ิิอติดตามด้วยคนครับ  อ่านดูแล้วอดเทียบเคียงการทำนาของผมไม่ได้ 

1.ไม่ใถพรวนดิน
2.ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมัก 
3. ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ
4. ไม่ใช้สารเคมี

นาผมเพิ่งลดได้ 2 ข้อ คือข้อ 2 และ 4  ส่วนข้อ 1และ 3  ยังทำอยู่  ผลคือลดต้นทุนการทำนาได้ พอสมควร  จากต้นทุนทั่วๆไปอยู่ที่ประมาณ 3500-4000  บาท ต่อไร่  ลดเหลือ ไม่เกิน 1800 บาท ต่อไร่ ในนาดำ และ 700 บาทต่อไร่ ในนาหว่าน   ผลผลิตไม่แตกต่างกัน

 แต่ถ้าลดไม่ใถพรวน จะลดได้อีก 400 บาทต่อไร่ ในนาหว่านเหลือเพียง 300 บาทต่อไร่ ในนาดำเหลือ 1400 บาทต่อไร่  แต่ก็ต้องย่ำให้เละเหมือน อาจารย์ titcan  ก็ต้องเสียค่าน้ำมันบ้างเหมือนกัน  และต้องใช้แรงงาน ตนเอง

จากที่ทำมา3-4 รอบฤดูการทำนา ใน 2 ปี  ตอนนี้ ในนาปี  ที่ทำข้าวหอมมะลิ และข้าวสินเหล็กอยู่  ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเลย ไม่ว่าปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมักใดๆ

ส่วนคิวบา  นั้น คงเป็นต้นแบบในอนาคตที่ใกล้จะถึง 

สมัยเด็กๆ ประมาณช่วง 2510  ผมเห็นพ่อแม่ทำนามา  ก็คงไม่ต่างจากคิวบา 
สมัยนั้น ใช้เดินด้วยเท้า และดีหน่อย ขี่ม้า  ใช้วัวเทียมเกวียน  ใช้ควายใถนา  ในตัวเมืองหรือหมู่บ้านใช้จักรยานเป็นหลักใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด    เครื่องสูบน้ำหายาก ใช้ระหัดวิดน้ำ  กำลังคน   การแปรรูปไม้ใช้คนเลื่อย 

แต่อนาคตที่จะถึงนี้  เราคงมีพลังงานอีกตัวหนึ่งที่น่าจะมีบทบาทมากขึ้น  คือพลังงานแสงอาทิตย์ 

ส่วนตัวผม  ผมคิดว่า  น้ำมันหมดโลก  ก็น่าจะดีเหมือนกัน  คนทั่วๆไปอยู่ได้อยู่แล้ว  สังคมคงสงบลง  ปัญหาในการดำเนินชีวิตคงน้อยลง    อาจจะมีบ้างคนบางพวกคงอยู่ลำบากขึ้น  ก็ดีจะได้สำนึก 

พูดไปพูดมาอยากให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ  ครับ   


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ ตุลาคม 25, 2012, 07:51:07 AM
คุณteerapan ทำให้ผมจินตนาการไปไกล   ลองนึกภาพดูนะครับ  เมื่อน้ำมันหมดโลก 

มหานครใหญ่ อย่าง กรุงเทพมหานคร  รถคงหายไปจากท้องถนน  ในท้องถนนมีแต่รถจักรยาน  หรือรถม้า หรือรถอื่นๆที่ไม่ใช้น้ำมัน    ควันดำคงหายไป  การจราจรที่บ้าคลั่งไม่มีให้เห็น  สถานเริงรมย์ อบายมุข  หดหายไป   โรงงานอุตสาหกรรม ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลปิดตัวลง   น้ำเน่าลดลง  ค่อยๆแปรสภาพเป็นน้ำดี  ผู้คนลดจำนวนลง  เพราะไม่มีอะไรทำ  กลับมาสู่ ชนบทที่มีงานด้านเกษตรกรรมรออยู่   ชนบทจะคึกคักเข้มแข็ง  ด้วยงานด้านการเกษตร  งานหัตถกรรม   จะกลับคืนมา

ป่าไม้ถูกตัดลดลง  เพราะไม่มีแรงงาน และไม่มีเครื่องจักร การขนย้ายก็ลำบาก  การแปรรูปไม้ใช้แรงงานคน    ป่าได้มีโอกาสฟื้นตัว  เราคงไม่ต้องมีโครงการรณรงค์ ปลูกป่ากันต่อไป   

 การเอารัดเอาเปรียบกันน้อยลง  คนที่มีที่ดินมากกับคนที่มีที่ดินน้อย  เริ่มมีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน   ราคาที่ดินจะถูกลง   คนมีที่ดินมากเป็นหมื่นไร่  คงต้องปล่อยให้ป่าฟื้นตัวแต่โดยดี หรือขายส่วนที่เกินไป  ในราคาที่ไม่แพงเหมือนทุกวันนี้  เหลือไว้เพียงเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้  เพราะไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรได้มากนัก     ที่ดินเมื่อถูกลง  ก็จะกระจายกลับคืนสู่คนทุกคน 

 โลกทั้งโลกคงใกล้เคียงกัน  และสงบเย็นลง   นึกได้ตอนนี้มีเท่านี้  ใครนึกได้ช่วยต่อทีครับ 

อยากให้วันนั้น  มาถึงเร็วๆครับ  คุณ teerapan   



หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: avc4000 ที่ ตุลาคม 25, 2012, 08:18:43 AM
มาแอบแลคนขี้คร้าน ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: phoj.wsuktha ที่ ตุลาคม 25, 2012, 10:02:39 AM
ตามมาแอบฟังด้วยคนครับ ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: James ที่ ตุลาคม 25, 2012, 10:07:25 AM
คุณteerapan ทำให้ผมจินตนาการไปไกล   ลองนึกภาพดูนะครับ  เมื่อน้ำมันหมดโลก 

มหานครใหญ่ อย่าง กรุงเทพมหานคร  รถคงหายไปจากท้องถนน  ในท้องถนนมีแต่รถจักรยาน  หรือรถม้า หรือรถอื่นๆที่ไม่ใช้น้ำมัน    ควันดำคงหายไป  การจราจรที่บ้าคลั่งไม่มีให้เห็น  สถานเริงรมย์ อบายมุข  หดหายไป   โรงงานอุตสาหกรรม ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลปิดตัวลง   น้ำเน่าลดลง  ค่อยๆแปรสภาพเป็นน้ำดี  ผู้คนลดจำนวนลง  เพราะไม่มีอะไรทำ  กลับมาสู่ ชนบทที่มีงานด้านเกษตรกรรมรออยู่   ชนบทจะคึกคักเข้มแข็ง  ด้วยงานด้านการเกษตร  งานหัตถกรรม   จะกลับคืนมา

ป่าไม้ถูกตัดลดลง  เพราะไม่มีแรงงาน และไม่มีเครื่องจักร การขนย้ายก็ลำบาก  การแปรรูปไม้ใช้แรงงานคน    ป่าได้มีโอกาสฟื้นตัว  เราคงไม่ต้องมีโครงการรณรงค์ ปลูกป่ากันต่อไป   

 การเอารัดเอาเปรียบกันน้อยลง  คนที่มีที่ดินมากกับคนที่มีที่ดินน้อย  เริ่มมีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน   ราคาที่ดินจะถูกลง   คนมีที่ดินมากเป็นหมื่นไร่  คงต้องปล่อยให้ป่าฟื้นตัวแต่โดยดี หรือขายส่วนที่เกินไป  ในราคาที่ไม่แพงเหมือนทุกวันนี้  เหลือไว้เพียงเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้  เพราะไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรได้มากนัก     ที่ดินเมื่อถูกลง  ก็จะกระจายกลับคืนสู่คนทุกคน 

 โลกทั้งโลกคงใกล้เคียงกัน  และสงบเย็นลง   นึกได้ตอนนี้มีเท่านี้  ใครนึกได้ช่วยต่อทีครับ 

อยากให้วันนั้น  มาถึงเร็วๆครับ  คุณ teerapan   
ผมคิดว่าเราคงไม่ทันไม่เห็นภาพนั้นเสียกระมัังครับผู้พัน หรือว่าทัน


หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 25, 2012, 12:24:00 PM
ติดตามเส้นทางของการใช้น้ำมัน

หากเรามาติดตามดูว่าน้ำมันถูกนำไปใช้อย่างไร  เราจะเห็นว่าพลังงานเหล่านี้ถูกใช้ไปในภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการเกษตร และภาคครัวเรือน  เมื่อเราพิจารณาดูการใช้พลังงานน้ำมันในภาคครัวเรือนให้ใกล้ชิดอีกนิดนึง  เราจะเห็นว่าการใช้พลังงานในภาคครัวเรือนมีมากกว่าที่เราคิดเนื่องจากมีการใช้พลังงานน้ำมันแอบแฝงอยู่หลายส่วนไม่ใช่เฉพาะน้ำมันที่เราใช้กับรถยนต์  ในงานวิจัยของสหรัฐแบ่งหมวดการใช้พลังงานออกเป็น 3 ส่วน มีอัตราการใช้พลังงานต่อคนต่อปีดังนี้ (สัดส่วนการใช้น้ำมันต่อคนของอเมริกายังสูงกว่าประเทศไทย)
(https://lh4.googleusercontent.com/-JoSbVWMODaI/UIjIUyOYHOI/AAAAAAAAAMg/U9r43lm-GLQ/s282/Oil_consumption_us.jpg)
1. การใช้พลังงานกับตัวบ้าน 7 บาเรล (835 ลิตร) ต่อคนต่อปี เช่น ไฟฟ้า พลังงานที่ใช้ในระบบผลิตและลำเลียงน้ำประปา ระบบปั๊มน้ำ ระบบทำความร้อน/ความเย็น ค่าน้ำมันตัดหญ้า เป็นต้น
2. การใช้พลังงานกับรถยนต์ 9 บาเรล (1073 ลิตร) ต่อคนต่อปี เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่อง พลังงานที่ใช้ในการผลิตอะหลั่ย และวัสดุสิ้นเปลืองเกี่ยวกับรถอื่นๆ  รวมถึงพลังงานที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะก็รวมนำมาเฉลี่ยด้วย (สำหรับคนที่ใช้ระบบสาธารณะ)
3. การใช้พลังงานเกี่ยวกับอาหาร 10 บาเรล (1192 ลิตร) ต่อคนต่อปี !!! นับเป็นสัดส่วนที่สูงมากที่สุด  สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ทำงานวิจัย แต่เมื่อศึกษาในเชิงลึกพบว่ามีการใช้น้ำมันในทุกขั้นตอน

3.1 พลังงานในการผลิตอาหาร 
มีการศึกษาถึงปริมาณพลังงานที่ใช้ในขั้นตอนผลิตพืชอาหารโดยมีการวัดปริมาณพลังงานน้ำมันที่ใช้ในการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในเครื่องจักร เครื่องตัดหญ้า ระบบให้น้ำ ระบบชลประทาน พลังงานที่ใช้ในการผลิตปุ๋ย ยากำจัดวัชพืช ยาฆ่าแมลง ถุงเพาะ พลาสติกคลุม ดิน ฯลฯ เปรียบเทียบกับพลังงานในอาหารที่ผลิต  เรียกว่า Energy Efficiency = Food Energy / Energy Input มีค่าตามภูมิภาคต่างๆ ดังนี้
(https://lh4.googleusercontent.com/-mcQymbXIhVo/UIjI4VpSsdI/AAAAAAAAAM8/KluLsrv3SRk/s642/Energy_Efficient.jpg)
สังเกตุว่าค่า Energy Efficiency จะสูงในประเทศกำลังพัฒนา เพราะไม่มีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตรเท่าประเทศที่เจริญแล้ว  เมื่อเราดูค่าเฉลี่ยของโลกที่ 3.77 เท่า (หมายถึง 27% ของพลังงานอาหารที่เราผลิตเกิดจากการใช้พลังงานน้ำมัน) ในทวีปอเมริกาจะแย่กว่านั้นคือ 2.37 เท่า  (หมายถึง 42% ของพลังงานอาหารที่เราผลิตเกิดจากการใช้พลังงานน้ำมัน) ==> เรากำลังกินน้ำมัน !!!

แม้นจะไม่มีตัวเลขสถิติของประเทศคิวบาโดยตรงมาเปรียบเทียบ  เราก็สามารถดูได้จากตัวเลขอื่นๆ ในช่วงก่อนเกิด special period ตามแผนภาพข้างล่าง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณพื้นที่ที่มีระบบชลประทาน (แน่นอนว่าจะใช้พลังงานในการชลประทาน) ปริมาณเครื่องจักรที่ใช้ และปริมาณสารเคมีที่ใช้  ตัวเลขต่างๆ ของคิวบามากกว่าประเทศอื่นๆ ในละตินอเมริกา  หรือสหรัฐอเมริกา  สื่อให้เห็นว่าคิวบามีการใช้พลังงานในภาคการผลิตไม่ยิ่งหย่อนกว่าในสหรัฐอเมริกา
(https://lh5.googleusercontent.com/-3t2I1pk81aA/UIjIU00FN2I/AAAAAAAAAMk/fBbewhWGFLY/s301/Agriculture_Before.jpg)
ผมไม่มีตัวเลขพลังงานในการผลิตเนื้อสัตว์ แต่ทุกท่านคงเข้าใจได้ว่าจะต้องมากยิ่งขึ้นไปอีก  เพราะสัตว์ก็จะต้องกินพืช หรือเนื้อสัตว์ด้วยกัน  และเรายังต้องใช้พลังงาานเข้าไปขบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเก็บเกี่ยวพืชมาให้สัตว์กิน การแปรรูปอาหารสัตว์ การขนย้ายสัตว์ ฯลฯ

3.2 พลังงานในการแปรรูปสินค้า 
ก่อนจะมาถึงมือผู้บริโภค  เรายังต้องใส่พลังงานเข้าไปในการแปรรูป  ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุหีบห่อต่างๆ (ทุกท่านคงรู้อยู่แล้วว่าพลาสติกผลิตจากน้ำมัน) รวมถึงพลังงานที่ใช้ขบวนการถนอมอาหาร เช่น การแช่แข็ง, UHT, Pasteurization ล้วนแต่ใช้พลังงาน

3.3 พลังงานในระบบกระจายสินค้า
พลังงานยังหมดไปกับการขนส่ง และกระจายสินค้าเนื่องจากแหล่งผลิตอาหารไปยังผู้บริโภค  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของน้ำมันเชื้อเพลิงในการขนส่ง  ค่าพลังงานในการทำความเย็นเพื่อรักษาอาหาร  ซ้ำร้ายจะมีอาหารส่วนหนึ่งเน่าเสีย หรือหมดอายุก่อนจะถึงมือผู้บริโภค  โดยงานวิจัยในอเมริกาพบว่ามีอาหารที่เน่าเสียในขบวนการกระจายสินค้าสูงถึง 14-18%  เสมือนหนึ่งกับการขนอาหารจากนอกเมืองเข้าไปทิ้งในเมืองเกือบ 1 ใน 5 ของปริมาณที่ขน  ชั่งเป็นการใช้พลังงานที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

หมายเหตุ ที่บ้านผมบางทีก็ซื้ออาหารจากนอกบ้านมาเก็บในตู้เย็นจนเสีย เพราะเก็บไว้จนลืมกัน  หมดพลังงานไปกับการทำความเย็นให้กับอาหารพวกนี้ไปเฉยๆ  ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิด นิสัยขี้ลืมนี้ก็ยังแก้ไม่หาย >:( >:( >:(

เมื่อดูค่าพลังงานที่ใช้ในขบวนการต่างๆ รวมกันแล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่มีปริมาณน้ำมันถูกใช้ในหมวดอาหารสูงยิ่งกว่าพลังงานน้ำมันที่ถูกใช้ในรถยนต์ซะอีก ==> เรากำลังกินน้ำมัน !!!  (ตัวเลขเหล่านี้เป็นของทางสหรัฐอเมริกา  หวังว่าถ้ามีการสำรวจในประเทศไทยในอนาคตแล้ว ตัวเลขของเราจะดีกว่านี้)

เนื่องจากการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันมีการพึ่งพาพลังงานน้ำมันในอาหารเป็นสัดส่วนที่สูง  จึงไม่น่าประหลาดใจที่ว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันจะส่งผลกระทบกับปัญหาอาหารขาดแคลนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  นับเป็นความท้าทายของคิวบาในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก่อนจะส่งผลกระทบกับชีวิตและสุขภาพของประชาชนในประเทศ  ในตอนต่อไปเราจะติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรของคิวบาในช่วง special period

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-3.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-3.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: rosera ที่ ตุลาคม 25, 2012, 12:32:02 PM
มาขอติดตามด้วยคนค่า ความรู้เพียบ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ ตุลาคม 25, 2012, 01:57:48 PM
คุณteerapan ทำให้ผมจินตนาการไปไกล   ลองนึกภาพดูนะครับ  เมื่อน้ำมันหมดโลก 

มหานครใหญ่ อย่าง กรุงเทพมหานคร  รถคงหายไปจากท้องถนน  ในท้องถนนมีแต่รถจักรยาน  หรือรถม้า หรือรถอื่นๆที่ไม่ใช้น้ำมัน    ควันดำคงหายไป  การจราจรที่บ้าคลั่งไม่มีให้เห็น  สถานเริงรมย์ อบายมุข  หดหายไป   โรงงานอุตสาหกรรม ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลปิดตัวลง   น้ำเน่าลดลง  ค่อยๆแปรสภาพเป็นน้ำดี  ผู้คนลดจำนวนลง  เพราะไม่มีอะไรทำ  กลับมาสู่ ชนบทที่มีงานด้านเกษตรกรรมรออยู่   ชนบทจะคึกคักเข้มแข็ง  ด้วยงานด้านการเกษตร  งานหัตถกรรม   จะกลับคืนมา

ป่าไม้ถูกตัดลดลง  เพราะไม่มีแรงงาน และไม่มีเครื่องจักร การขนย้ายก็ลำบาก  การแปรรูปไม้ใช้แรงงานคน    ป่าได้มีโอกาสฟื้นตัว  เราคงไม่ต้องมีโครงการรณรงค์ ปลูกป่ากันต่อไป   

 การเอารัดเอาเปรียบกันน้อยลง  คนที่มีที่ดินมากกับคนที่มีที่ดินน้อย  เริ่มมีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน   ราคาที่ดินจะถูกลง   คนมีที่ดินมากเป็นหมื่นไร่  คงต้องปล่อยให้ป่าฟื้นตัวแต่โดยดี หรือขายส่วนที่เกินไป  ในราคาที่ไม่แพงเหมือนทุกวันนี้  เหลือไว้เพียงเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้  เพราะไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรได้มากนัก     ที่ดินเมื่อถูกลง  ก็จะกระจายกลับคืนสู่คนทุกคน 

 โลกทั้งโลกคงใกล้เคียงกัน  และสงบเย็นลง   นึกได้ตอนนี้มีเท่านี้  ใครนึกได้ช่วยต่อทีครับ 

อยากให้วันนั้น  มาถึงเร็วๆครับ  คุณ teerapan   
ผมคิดว่าเราคงไม่ทันไม่เห็นภาพนั้นเสียกระมัังครับผู้พัน หรือว่าทัน

ถ้าเป็นไปอย่างที่คุณ teerapan  วิเคราะห์ ผมว่าเราคงทันได้เห็นแน่ครับ 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 25, 2012, 02:21:08 PM

ผมคิดว่าเราคงไม่ทันไม่เห็นภาพนั้นเสียกระมัังครับผู้พัน หรือว่าทัน

ถ้าเป็นไปอย่างที่คุณ teerapan  วิเคราะห์ ผมว่าเราคงทันได้เห็นแน่ครับ 

ความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์นั้นมักจะเลิศล้ำเกินจินตนาการ  แต่มีเหตุการณ์บ่งชี้เรื่องพลังงานในเมืองไทยหลายๆ อย่าง  ว่างๆ คุณเจมส์แวะมาดูปั๊มแก๊สหลายแหล่งใน กทม. ดูนะครับ  เราจะเห็นว่ามีรถจำนวนมาก  โดยเฉพาะรถแท๊กซี่หนีปัญหาเรื่องน้ำมันแพงมาเติมแก๊ส  การปรับเปลี่ยนมาใช้แก๊สมีมากกว่าจำนวนสถานีให้บริการมาก เสียจนรถต้องเข้าคิวล้นออกมานอกปั๊มยาวเป็นกิโล ระยะเวลาในการรอเติมแก๊สนานมากกว่าชั่วโมง แต่พวกเขาก็ยอมรอ เพียงเพื่อให้ได้เติมพลังงานที่ถูกลง  เมื่อ oil peak มาถึงในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า  ราคาน้ำมันจะขึ้นสูงไปอีก  คนก็จะพยายามดิ้นรนหาทางเลือกอื่นๆ ที่จะหาราคาพลังงานที่ถูกลง เมื่อหมดหนทางแล้วก็จะถึงเวลาสละการใช้รถส่วนบุคคลที่เพิ่งซื้อเพิ่มกันไป 500,000 กว่าคันในปีนี้เพื่อกลับมาใช้มอเตอร์ไซด์ หรือรถสาธารณะเหมือนเดิม

ผมเดาว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปแบบรุนแรง แต่ไม่เฉียบพลัน  ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว  โดยในช่วงเริ่มต้นคนจะปฏิเสธการปรับนิสัยการใช้พลังงานที่ลดลง  แต่จะอาศัยหนีไปหาพลังงานทางเลือกที่ราคาถูกกว่า  เมื่อจนแต้มจริงๆ ถึงจะยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

น้ำมันที่เกิดจาก renewable energy ล้วน เช่น ไบโอดีเซล B100 หรือ แก๊สโซฮอล์ 100% อาจจะพอเป็นทางออก  แต่จะทำให้พื้นที่เพาะปลูกถูกปรับมาใช้ปลูกพืชพลังงานแทน  ทำให้อาหารแพงมากขึ้น  แต่เราก็เสียเปรียบเนื่องจากภาครัฐไม่ได้เตรียมการเรื่องพวกนี้ไว้ล่วงหน้า  ประเด็นนี้มันยาว  เอาไว้วันหลังมาคุยกันใหม่  ประเด็นที่ผมอยากนำเสนอคือการผลิตอาหารที่พึ่งพิงพลังงานน้ำมันน้อยลงมากกว่า 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: NumCha ที่ ตุลาคม 25, 2012, 02:22:42 PM
ยังติดตามอ่านอยู่ค่ะ แต่คิดว่าต่อให้น้ำมันมันลดลงไปจริงก็เชื่อว่ามีคนต้องหาพลังงานทดแทนมาใช้ แต่ก็เห็นด้วยอย่างสุดๆ ว่าควรจะลดการใช้สารเคมีลงหรือไม่ใช้เลยยิ่งดี พวกเครื่องทุ่นแรงต่างๆถ้าใช้แรงเราได้ก็ใช้พึ่งพามันมากๆสักวันมันคงเป็นภาระมากกว่าช่วยเรา


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Seksun_56 ที่ ตุลาคม 25, 2012, 03:46:05 PM
ติดตามอยู่ครับ ผมก็เคยอ่าน ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เมื่อปี 2533 ไปถามอาจารย์สอนวิชาเกษตร ท่านงงมาก คือใคร อะไร แต่ถึงวันนี้มีคนทำน้อยมาก ผมก็อยากทำแต่ด้วยงานประจำเดิมเลยไม่มีโอกาส จะติดตามต่อไปว่าเจ้าของกระทู้นี้ จะเดินไปถึงไหน ว่าแต่ยังไม่เฉลยเลยว่าจะทำที่จังหวัดไหน ที่มีภูเขาและใกล้ทะเล เผื่อว่าอยู่ใกล้จะไปเยี่ยมชม


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ทิดโส โม้ระเบิด ที่ ตุลาคม 25, 2012, 04:11:52 PM
สวัสดีครับพี่
ไม่ผิดหวังจริง ๆ ครับ กับชุดความรู้สำหรับสมาชิก
ยินดีต้อนรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ขอบคุณสำหรับการขยับตัวเปิด "สวนขี้คร้าน" เพื่อเติมรอยหยักให้สมองสมาชิก
ขอมารอชมด้วยความปลาบปลื้มยิ่ง
ขอบคุณสำหรับของฝาก เนื้อตุ๋นอร่อยถูกใจมากครับ เดี๋ยวจะกลับไปเพาะเมล็ดถั่วครกครับ
ขอประเด็น Peak Oil ยาว ๆ นะครับ ผมแปลได้แค่งู ๆ ปลา ๆ เกรงว่าจะผิดประเด็นไป

ไปละ   อิอิอิ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: josave69 ที่ ตุลาคม 25, 2012, 05:43:26 PM
ขอนอกเรื่อง  Peak Oil แปบนะคับ หัวข้อนี้ดีมากเลยคับหลากหลายดี ผมก็ทำนาปีนี้ปีแรกคับเป็นเขยขอนแก่น ทุกคนในหมู่บ้านต่อว่าเสียดสีและหัวเราะเยาะเรื่องการทำนาของผมมากคับแรกๆก็เริ่มเอียงเหมือนกัน จริงๆแล้วผมก็ไม่มีความรู้เรื่อง ฟางเส้นเดียวนะคับ แต่เนื่องจากผมกลัวเสียตัง จ้างรถไถ จ้างคนดำนา ผมเลยทำนาคนเดียว  2 ไร่ เป็นข้าวจ้าว 1ไร่ และ ข้าวเหนียว 1ไร่ วิธีทำของผมก็คือ เพาะข้าวให้งอกก่อนแล้วก็เอาไปหว่าน ดินชื้นๆไม่แฉะ หลังจากนั้นก็ปล่อยคับ เดือนแรก ข้าวจะตายไม่ตายแหล่ ทั้งเหลืองทั้งแห้ง ผมก็เสียดายค่าน้ำมัน ไม่ยอมไปสูบน้ำเข้า ทุกคนก็บอกว่า จะได้กินไหม ผมก็ใจแข็งรอฝนจนต้นข้าวแห้งมากคับ ด้วยความเสียดายเงินค่าสูบน้ำจนหญ้าสูงกว่าข้าว หญ้างามมาก ปิดบังข้าวหมด ผมก็คิดว่าซวยแล้วไม่ได้กินแน่ หลังจากนั้นฝนก็ตกลงมา 2 วัน และหายไปอีกเป็นเ้กือบเดือน หลังจากนั้นก็เข้าหน้าฝน มีน้ำเต็มนา ข้าวขึ้นเบียดหญ้าต้นเตี้ยจมน้ำหมดเหลือแต่หญ้าสูงๆ ผมก็ไม่เอาปุ๋ยใส่ ชาวบ้านก็บอกว่าไม่ใส่ปุ๋ยจะได้กินไหม จนเดี๋ยวนี้ ข้าวผมงามกว่าชาวบ้าน แต่ผมปลูกก่อนเขา 1เดือนนะคับ จนชาวบ้านชม ว่าข้าวตาแว่นงามๆ อันนี้เล่าจากเรื่องจริงนะคับ  ต่อเรื่อง  Peak Oil ได้เลยคับ ผมก็รออยู่


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: meowkku ที่ ตุลาคม 25, 2012, 05:59:41 PM

มารอติดตามค่ะ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: daecha1121 ที่ ตุลาคม 25, 2012, 07:53:44 PM
เข้ามาดูการทำงานของสวนขี้คร้านถ้าดีจะได้ทำตามผมก็ขี้คร้านครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: likhit ที่ ตุลาคม 25, 2012, 07:59:38 PM
ขอติดตามลงชื่อฟังด้วยคนขอขอบคุณมาก ขอบคุณข้อมูลความรู้ที่รวบรวมจัดหามาให้อย่างละเอียด:):)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: BoY NakonChuM ที่ ตุลาคม 25, 2012, 08:36:38 PM
ถ้าจะดีถ้าน้ำมันหมดโลกแล้ว โลกคงจะได้เย็นลงสักที..  ไม่มีอะไรให้เผากันแล้วนะ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 26, 2012, 12:14:05 AM
ย้อนกลับไปก่อน special period เกษตรกรในคิวบาเน้นปลูกอ้อย และยาสูบเป็นแปลงขนาดใหญ่ และใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยมากมายเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงเพื่อส่งออก แลกกับน้ำมัน และนำเข้าพืชอาหารจากต่างประเทศ (ฟังดูคุ้นๆ คล้ายแนวคิดชาวสวนยางหลายๆ แห่ง)  ทันทีที่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน   ทำให้เกิดปัญหาหลัก 2 อย่างคือ เกษตรกรไม่มีทักษะการปลูกพืชอาหารอื่นมากนัก และเกษตรกรไม่คุ้นเคยกับการเพาะปลูกโดยไม่มีน้ำมัน   ทำให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตส่งให้ผู้คนในเมืองได้เพียงพอกับความต้องการ หรือทดแทนอาหารนำเข้าที่ลดลงมากถึง 80% ผลที่ตามมาในระยะสั้นคือไม่มีอาหารเพียงพอจำหน่าย  ไม่ว่าคุณจะยินดีจ่ายแพงแค่ไหนก็ไม่อาหารเพียงพอ  อาหารมีราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ปัญหาดูเหมือนว่าจะซับซ้อนและมีเรื่องเกี่ยวโยงกันหลายอย่าง

เหมือนที่ Bill Mollison ผู้บัญญัติคำว่าเพอร์มาคัลเชอร์เคยกล่าวไว้ว่า "Though the problems of the world are increasingly complex, the solutions remain embarrassingly simple." วิธีการแก้ไขปัญหาชาวคิวบาตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดกลับเป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่าย  เรามาดูวิธีการแก้ไขปัญหาในหลายๆ ด้าน

1. แปลงผักคนเมือง (Urban Garden)
เนื่องจากอาหารที่จัดสรรจากรัฐลดลงเหลือเพียง 20% ของปริมาณอาหารที่คนปกติควรจะได้รับ  ผู้คนในสังคมเมืองเริ่มปรับตัวเพื่อหลีกหนีให้พ้นจากการอดตาย  พวกเขากลับไปหาพื้นดินที่รกร้างว่างเปล่าในเมือง บางที่ก็เป็นที่ทิ้งขยะ  พวกเขาเริ่มทำความสะอาดพื้นที่และลงมือปลูกพืชกันเองในรูปแบบของแปลงผักชุมชน  หลายๆ คนไม่เคยมีประสบการณ์ทำเกษตรมาก่อนในชีวิต  พวกเขาเริ่มลงมือทำอย่างลองผิดลองถูก ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง หวังเพียงจะได้มีอาหารยังชีพบ้าง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 มีอาสาสมัครนักเพอร์มาคัลเชอร์จากออสเตรเลียเดินทางมาต่อยอดการแก้ไขปัญหาด้วยการถ่ายทอดเทคนิคต่างๆ ในการทำการเกษตรในแปลงผักคนเมืองของชุมชน  ไม่ว่าจะเป็น การดักเก็บน้ำฝนเพื่อเอามาใช้งานในการเกษตร การใช้ประโยชน์จากน้ำทิ้งในครัวเรือน  การลดการชะล้างหน้าดินจากน้ำฝน การทำปุ๋ยหมัก การเลี้ยงไส้เดือน การดูแลเรื่องศัตรูพืช และการทำการเกษตรอินทรีย์   

นักเพอร์มาคัลเชอร์เหล่านี้ยังสอนเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเพาะปลูกในเมือง โดยการนำพื้นที่ที่ไม่มีสัมผัสดินมาใช้งาน เช่น  การปลูกผักในภาชนะ, การปลูกผักบนดาดฟ้า, การทำแปลงผักแบบ wicking bed บนพื้นซิเมนต์ เป็นต้น  นอกจากนั้นมีการเปิดอบรมหลักสูตร train the trainer เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ที่จะถ่ายทอดเทคนิคเหล่านี้ออกไปทั่วประเทศคิวบา

ชาวคิวบาที่ร่วมในการทำแปลงผักคนเมืองพวกเขาเริ่มจากนำผลผลิตมาบริโภค ส่วนที่เกินบริโภคก็จะแบ่งปันอาหารให้คนชรา หญิงมีครรภ์ และเด็กๆ  แปลงผักกลายเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้กัน  ถ้าพวกเขาช่วยตอบคำถามไม่ได้ก็จะแนะนำให้ว่าควรจะไปคุยกับใคร ผลิตผลส่วนเกินจากการแจกก็จะมีการแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ค่อยๆ เกิดตลาดในชุมชนจากการแลกเปลี่ยนอาหาร และแลกเปลี่ยนความรู้ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการซื้อขาย โมเดลแบบนี้เริ่มขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ทำให้มีตลาดชุมชนเล็กจำนวนมากถูกจัดตั้งขึ้นมา  โมเดลแบบนี้ช่วยแก้ไขปัญหาได้หลายๆ อย่างได้แก่
  • ผักที่ปลูกเป็นเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้ใช้สารเคมีที่ต้องใช้พลังงานน้ำมันในการผลิตเหมือนระบบการเกษตรเพื่อการค้าแบบเดิมๆ
  • แปลงผักเป็นแปลงขนาดเล็ก และมีพืชหลากหลาย จึงลดปัญหาเรื่องแมลง ทำให้ไม่ต้องสูญเสียพลังงานในการกำจัดศัตรูพืช
  • การขาย/แลกเปลี่ยนกันเองในชมชุมในรัศมีไม่เกิน 5-10 กิโลเมตร  ทำให้ไม่ต้องเสียเงินในการเดินทาง ผู้ซื้อผู้ขายสามารถเดิน หรือใช้จักรยานเดินทางมายังตลาดได้
  • เนื่องจากไม่ต้องขนส่งไกล จึงไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ต่างๆ มาก
  • เนื่องจากไม่ต้องขนส่งไกล ทำให้พืชผักมีความสด และมีคุณค่าอาหารสูง  ลดปัญหาเรื่องขาดสารอาหาร
  • การผลิตโดยคนในชุมชนเพื่อคนในชุมชน  ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นที่ต้องการชุมชน  ทำให้ไม่ผลิตพืชพักที่ตลาดๆ ไม่ต้องการ ทำให้มีอาหารที่เหลือเกินจนถูกทิ้งให้เน่าเปื่อย ( waste ) น้อยลง เป็นการประหยัดพลังงานเช่นกัน

การเริ่มต้นทำแปลงผักคนเมืองดูเหมือนจะแก้ไขปัญหาได้หลายอย่างโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนวิธีการเดิมๆ แต่ก็ไม่อาจรองรับปัญหาทั้งหมดในชุมชนเนื่องจากมีประชากรอยู่ในสังคมเมืองหนาแน่นจนทำให้พื้นที่เพาะปลูกในเมืองอย่างเดียวไม่เพียงพอกับการบริโภคของทุกคนในชุมชนเมือง

2.การทำการเกษตรอย่างยั่งยืน
ก่อนที่จะเกิดวิกฤตนี้คิวบาถูกครอบงำโดยต่างชาติผู้ซึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการผลิตน้ำตาลของคิวบา ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างกว้างขวางเพื่อเปลี่ยนมาเป็นไร่อ้อย มีการใช้สารเคมีอย่างมากจนทำลายดินไปเกือบหมด  ภายหลังจากที่เริ่มเกิด special period รัฐบาลคิวบาจึงส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างกว้างขวาง แต่การฟื้นตัวของธรรมชาติไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน  ขบวนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในดินเพื่อให้สามารถทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปใช้เวลา 3-5 ปี  แต่ก็เป็นวิถีที่ยั่งยืนกว่าการทำการเกษตรแบบเดิมที่ใช้เครื่องจักร และสารเคมีจำนวนมาก

เกษตรกรเริ่มกลับไปใช้แรงงานคน และสัตว์ในการเกษตรเหมือนยุคสมัยเดิม เพื่อทดแทนเครื่องจักรกลการเกษตร  ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคเกษตรอย่างมาก  อาชีพเกษตรกลายเป็นอาชีพที่ร่ำรวยที่สุด  เพราะไม่ต้องเสียเงินไปหาซื้ออาหาร สามารถปลูกในสิ่งที่กิน/กินในสิ่งที่ปลูก และยังสามารถขายส่วนที่เหลือกินให้กับคนในเมืองได้อีกด้วย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: maya_amazon ที่ ตุลาคม 26, 2012, 12:56:04 AM
เยี่ยมเลยค่ะ สำหรับสวนขี้คร้านนี่ ความรู้และแนวทาง เป็นเส้นทางของเกษตรพอเพียง หากลูกหลานเกษตรกรไทยเข้าใจและพอใจในวิถีชีวิตเกษตรกร คงจะดีไม่น้อย

สวนขี้คร้าน ให้ความรู้มากมายค่ะ คิดถูกแล้วนะนี่ที่เข้ามาเป็นสมาชิกเกษตรพอเพียง อนาคตจะได้ไม่อดตาย...


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Kwanthong ที่ ตุลาคม 26, 2012, 05:22:09 AM
ได้ทั้งความรู้ ความบันเทิง  :-[ :-[ :-[


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: NumCha ที่ ตุลาคม 26, 2012, 10:49:13 AM
ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว   http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7786&Itemid=8

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 1  http://www.electron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=355

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 2    http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=356&Itemid=5

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 3    http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=357&Itemid=5


พอดีเจออันนี้เลยเอามาฝากเผื่อท่านใดอยากอ่าน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 26, 2012, 12:26:22 PM
3. การจัดสรรที่ดิน
เมื่อเริ่มนโยบายการทำการเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ  รัฐบาลคิวบาพบว่าไม่สามารถใช้เทคนิคการบริหารงานแปลงเพาะปลูกเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่กับวิถีของเกษตรอินทรีย์แบบที่ไม่ใช้เครื่องจักรได้  เนื่องจากการทำการเกษตรในรูปแบบที่ไม่มีน้ำมันให้ใช้จะพึ่งแรงงานคนมาก  ทำให้ไม่สามารถทำเป็นแปลงขนาดใหญ่มาก  รัฐบาลคิวบาตัดสินใจแบ่งพื้นที่การเกษตรของรัฐมากกว่า 40% มาจัดสรรให้เกษตรกรทำการเกษตรอินทรีย์แปลงขนาดเล็ก โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่าภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องลงมือเพาะปลูกพืชอาหารแบบเกษตรอินทรีย์ด้วยตนเอง (ไม่ใช่เอาไปปล่อยเช่าต่อ)  ถ้าไม่ดำเนินการจะยึดที่ดินคืนเพื่อมอบให้เกษตรกรรายอื่นเข้ามาดำเนินการ และมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าเมื่อมีความจำเป็นรัฐจะสามารถยึดที่ดินคืนเพื่อมาทำประโยชน์อื่นในอนาคต

เกษตรกรหลายรายตัดสินใจออกจากการเป็นลูกจ้างทำงานเกษตรของรัฐ ออกมาทำการเกษตรด้วยตนเองในฟาร์มขนาดเล็กที่เกิดขึ้นมาจำนวนมากรอบๆ เขตเมือง รวมทั้งมีคนที่เคยอาศัยอยู่ในชุมชนเมืองหลายครอบครัวแสดงความสนใจ และยินดีย้ายออกจากเมืองมาอาศัยในชนบทเพื่อทำการเกษตร

การจัดสรรพื้นที่แบบนี้ช่วยแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่าง เช่น
  • ทำให้รัฐแบกรับภาระในการจ้างงานน้อยลง (ลูกจ้างต้องออกไปทำมาหากินเอง รัฐไม่ต้องเลี้ยง)
  • มีคนยินดีย้ายออกจากเขตเมืองทำให้ประชากรในเมืองมีความหนาแน่นนอนลง (อย่าลืมว่าแปลงผักคนเมืองมีพื้นที่ไม่เพียงพอจะตอบสนองการบริโภคของคนในเมือง) รัฐก็สามารถจัดสรรอาหารให้กับคนในเมืองได้มากขึ้น (ปริมาณอาหารประมาณเดิมแต่เหลือคนน้อยลง  คนพวกที่รับจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตรต้องไปหากินเอาเอง รัฐไม่ต้องดูแล)
  • เริ่มมีเอกชนเข้ามาดำเนินการเพาะปลูก และจำหน่ายสินค้าเกษตรในราคาย่อมเยา (เพราะไม่มีต้นทุนเรื่องที่ดิน) เป็นทางเลือกให้กับชุมชนเมืองในการหาซื้ออาหารเพิ่มเติมจากที่รัฐจัดสรรให้ (รัฐจัดสรรอาหารให้ไม่เพียงพอ)
  • มีคนมาช่วยรัฐปรับสภาพดิน ฟื้นฟูระบบธรรมชาติอย่างรวดเร็ว  โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนของรัฐ
  • รัฐมี option ที่จะยึดคืนหากไม่ทำตามนโยบายของรัฐ เป็นการควบคุมการใช้งานที่ดินไม่ให้ผิดวัตถุประสงค์

4. การศึกษาและสุขภาพ
เมื่อเกิดเหตุ special period ปัญหาความไม่เพียงพอของระบบขนส่งสาธารณะทำให้ลดประสิทธิภาพในการทำงานของประเทศเป็นอย่างมาก  แม้นจะมีการนำเข้าจักรยานจำนวนมากจากจีน  แต่...ถ้าคุณเคยปั่นจักรยานแม่บ้านซึ่งไม่มีเครื่องทุ่นแรงอย่างระบบเกียร์เป็นระยะทางไกลกว่า 20 กิโลเมตร (ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) คนรู้ว่ามันจะทรมานก้นมาก  ยิ่งถ้าต้องปั่นไปกลับ (40 กิโลเมตร) ทุกวันคุณจะยิ่งเข้าใจว่ามันทรมานมากสำหรับคนทั่วไปที่คุ้นเคยกับการนั่งรถ

เพื่อเป็นการลดจำนวนคนที่ต้องเข้าไปใช้บริการรถสาธารณะ  จึงมีความจำเป็นจะต้องกระจายระบบศึกษา และสาธารณสุขพื้นฐานออกไปยังชุมชนต่างๆ ในอุดมคติแล้วระยะเดินทางไม่เกิน 10 กิโลเมตรจะอยู่ในวิสัยที่ผู้คนสามารถจะใช้จักรยานเดินทางได้โดยไม่ลำบากมากนัก รัฐบาลคิวบาจึงส่งทีมแพทย์และพยาบาลที่มีอยู่จำนวนมากออกไปทำงานอยู่ในชุมชนแทนที่จะอยู่ที่โรงพยาบาล  เข้าไปให้การรักษาพื้นฐาน ให้คำแนะนำเรื่องอาหาร (ทำงานร่วมกับเกษตรกร และแปลงผักชุมชนด้วย) และสมุนไพร  เน้นหนักที่การป้องกัน มากกว่าจะไปรักษาเมื่อเจ็บป่วยมาก  นโยบายแบบนี้ทำให้คิวบาเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของประชากรเป็นนักวิทยาศาสตร์ และบุคคลากรทางด้านการแพทย์สูงที่สุดในทวีปอเมริกา  (คิวบามีแพทย์ประมาณ 5.7 คนต่อประชากร 1000 คน ประเทศไทยมีแพทย์ 0.37 คนต่อประชากร 1000 คน  :'( )
(https://lh5.googleusercontent.com/-8F4V9tsIkiM/UIoa6VnuxSI/AAAAAAAAANY/ib64Fif1ZZQ/s281/Cuba_Doctor.jpg)

กอปรกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเนื่องจากรัฐย้ายสถานที่ที่ประชาชนต้องไปติดต่อบ่อยๆ เข้ามาใกล้มากขึ้น  คนจึงหันไปใช้จักรยาน และเดินเท้ามากขึ้น  (ช่วยลดปริมาณคนใช้รถสาธารณะไปในตัว)  ทำให้อัตราการเป็นโรคหลายอย่างลดลง (เช่น อัตราคนเป็นโรคเบาหวานลดลงมากว่า 50% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารการกินที่กินผักมากขึ้น และต้องออกกำลังด้วยการเดินเท้า/การปั่นจักรยานมากขึ้นในชีวิตประจำวัน) ประชาชนคิวบามีสุขภาพดีพอๆ กับประชาชนในสหรัฐอเมริกาทั้งๆ ที่มีการบริโภคน้ำมันน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างมาก (หมายเหตุ  ตัวเลขอัตราการบริโภคน้ำมันต่อประชากรนี้จะรวมถึงน้ำมันที่ถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่งในประเทศด้วย)
(https://lh5.googleusercontent.com/-4ZLX9TM4epQ/UIoa9cIHOuI/AAAAAAAAANg/dNau7UY4vlY/s310/Cuba_ECP.jpg)
(ข้อมูลปี 2003 ของปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อประชากรต่อปีในหน่วย kWh/person/year ของคิวบา 1,245 สหรัฐ 10,381 ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1,872 เย้ๆๆๆ เราก็ไม่เลวร้ายมากนัก  :-[ ....ก่อนที่จะมีการซื้อรถเพิ่มอีก 500,000 คันในปี 2555 :'( )
(http://www.kip.zcu.cz/kursy/svt/erasmus/8_texts/Energy-consumption-World2.png)

ในระยะต่อมาเมื่อประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น  คิวบาจึงส่งออกบุคคลากรทางการแพทย์ออกไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกกับการนำเข้าสินค้าอื่นๆ

รัฐบาลคิวบายังให้ความสำคัญในด้านการศึกษาโดยให้งบประมาณมาถึง 20% ของงบรัฐบาลเป็นงบการศึกษา ในขณะที่อังกฤษให้งบ 11% และสหรัฐอเมริกาให้งบ 14%  ในช่วง special period รัฐบาลคิวบาเพิ่มจำนวนสถานศึกษาใกล้บ้านของประชาชนมากขึ้น  จำนวนมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจาก 3 เป็น 50 แห่ง (คิวบามีประชากรเพียงแค่ 11 ล้านคน) ทำให้นักเรียนนักศึกษาไม่ต้องเดินทางไกลจากบ้าน  เพื่อให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง  และแน่นอนว่าการทำการเกษตรอินทรีย์ก็ถูกบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-3_3.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-3_3.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ทิดโส โม้ระเบิด ที่ ตุลาคม 26, 2012, 01:33:09 PM
ขอบคุณอีกครั้งครับพี่
แค่เรื่องแปลงผักคนเมือง ก็ตอบโจทย์ได้มากมายขนาดนี้แล้ว
ขนลุกนะครับ ที่หวนกลับมาคิดดูว่า "เรากำลังเดินมาในเส้นทางที่ถูกต้อง"
หากเรียบเรียงเป็นเล่ม ผมเชื่อว่าจะเปิดหูเปิดตาคนได้อีกมากมาย
สนุกและได้ความรู้มากมายจริง ๆ ครับ

ไปละ   อิอิอิ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: hs1amm ที่ ตุลาคม 26, 2012, 02:23:53 PM
เหมือนคนที่กำลังจมน้ำ ต้องตะเกียดตะกายเอาตัวรอดเป็นตามธรรมชาติว่าแต่เราเองจะอยู่ทนถึงน้ำมันหมดโลกหรือเปล่า ตอนนี้ตุนแผงโซล่าเซลไว้แยะ 10 แผงๆละ 285W/24V หาซื้อที่ดินได้เมื่อไรจะเอาไปติดตั้งประชดลูกที่มันไม่เลี้ยงเรา มันไปเลี้ยงเมียของมันเหมือนเราตอนหนุ่มๆยังไงยังงั้นเลย กงกรรมกงเวียน รอฟังคุณธีรพันธ์ แหลงหลอยจั๊บจ้าน อย่าพักนานเดี๋ยวมั้ยไม่หนุก


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 26, 2012, 11:48:48 PM
ขอบคุณอีกครั้งครับพี่
แค่เรื่องแปลงผักคนเมือง ก็ตอบโจทย์ได้มากมายขนาดนี้แล้ว
ขนลุกนะครับ ที่หวนกลับมาคิดดูว่า "เรากำลังเดินมาในเส้นทางที่ถูกต้อง"
หากเรียบเรียงเป็นเล่ม ผมเชื่อว่าจะเปิดหูเปิดตาคนได้อีกมากมาย
สนุกและได้ความรู้มากมายจริง ๆ ครับ

ไปละ   อิอิอิ ;D

ทิดโสเป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ เพิ่งมี 2 บทจะให้รวมเล่มแล้วหรอ?  น้องตั้มมีเป็นร้อยตอนยังไม่ได้รวมเลยครับ ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tumtump ที่ ตุลาคม 27, 2012, 01:34:19 AM
เป็นเพราะความขี้คร้านของผมแหละครับพี่ ป่านนี้ยังไปไม่ถึงไหน  ก็สันดานคนเมืองร้อนที่ไม่ค่อยชอบบันทึกอะไรนี่แหละครับ เขียนทิ้งเขียนขว้างไปวันๆ  ดีนะยังไม่ตกเป็นเมืองขึ้นเขายุคกระสุนดินดำ  แต่ได้กำลังใจดีๆจากเพื่อนๆพี่ๆ ก่อนปลายปีนี้จะทำให้ได้ตามสัญญาครับ

รวมเล่มสวนขี้คร้านแล้วจองหนึ่งเล่ม คนแรกคิวแรกครับผม


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 27, 2012, 06:40:35 AM
เป็นเพราะความขี้คร้านของผมแหละครับพี่ ป่านนี้ยังไปไม่ถึงไหน  ก็สันดานคนเมืองร้อนที่ไม่ค่อยชอบบันทึกอะไรนี่แหละครับ เขียนทิ้งเขียนขว้างไปวันๆ  ดีนะยังไม่ตกเป็นเมืองขึ้นเขายุคกระสุนดินดำ  แต่ได้กำลังใจดีๆจากเพื่อนๆพี่ๆ ก่อนปลายปีนี้จะทำให้ได้ตามสัญญาครับ

รวมเล่มสวนขี้คร้านแล้วจองหนึ่งเล่ม คนแรกคิวแรกครับผม

ว้าว...จองคิวด้วยเล่มนึง วันเปิดตัวหนังสือต้องไปขอลายเซ็นด้วย  :-[ :-[ :-[

ส่วนกระทู้นี้ท่าทางจะขี้คร้านจริง อย่าเพ่ิงพูดเรื่องรวมเล่มเลยจะเขียนได้กี่ตอนก็ไม่รู้ ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: nok7959 ที่ ตุลาคม 27, 2012, 08:22:36 AM

อืมมมมมม...เข้ามาอ่าน..แล้วอยากรู้ว่า..."ขี้คร้าน" ตรงไหนน๊อออออ... >:( >:(

มาขออนุญาตรอติดตามความขี้คร้าน...ด้วยคนนะคะ...ขอบคุณมากค่ะ... :-* : )






หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: pp_79 ที่ ตุลาคม 27, 2012, 09:48:51 AM
สวัสดีครับพี่  ;)

 ขออนุญาตนั่งรอติดตามชมด้วยคนนะครับ...เนื้อหาแน่นๆ สาระเน้นๆ   :-[ :-[ :-[


ขอบคุณครับ  ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ ตุลาคม 27, 2012, 10:18:50 AM
"สวนขี้คร้าน" คำนี้ดูเหมือนใช้กระสวนภาษาท้องถิ่น หากเป็นภาษาทางการจะใช้คำ"ขี้เกียจ"แทน
พอเดาได้ ว่าเจ้าของกระทู้มาจากถิ่นใด (คำว่ากระสวนภาษา ขอยืมท่านกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ผู้ล่วงลับมาใช้ครับ)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: thiraphat ที่ ตุลาคม 27, 2012, 10:52:05 AM
 สวนขี้คร้าน  อ่านไปอ่านมาขี้คร้านที่ว่า สงสัยจะขี้คร้านทำอะไรจับฉ่าย แต่ไม่ขี้คร้านคิดและหาความรู้ คนอย่างนี้ คิดมากทำน้อยไม่เหนื่อยครับ  :-[


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: psit ที่ ตุลาคม 27, 2012, 11:40:11 AM
น่าติดตามมากครับ
โดยเฉพาะกรณีศึกษาของประเทศคิวบา
วันหนึ่งข้างหน้า โลกคงต้องพบเหตุการณืลักษณะนี้เข้าสักวัน
ใคร(ประเทสใด)เตรียมพร้อมก่อน ย่อมอยู่รอดได้ดีกว่า


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: toon is ที่ ตุลาคม 28, 2012, 01:29:21 PM
 ::)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 28, 2012, 10:17:56 PM
ทฤษฎี บางทฤษฏี อาจเหมาะสมกับพื้นที่หนึ่งหรือภูมิประเทศหนึ่ง แต่อาจใช้ไม่ได้เลยกับอีกพื้นที่หนึ่ง ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมี อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่การไม่ไถ่พรวนดิน ไม่ใช้ปุ๋ยหมัก หรือตัดหญ้า สามอย่างหลังนี้ ผมกล้าท้าพิสูจน์เลย ว่าผลผลิตแปลงไหนจะได้คุ้มหรือมากกว่ากัน ที่กล้าเพราะทำมาแล้ว เหมือนที่ว่าไว้แหละครับถ้าเชื่อจากหนังสือหรือตำราทั้งหมด สู้อย่ารู้หนังสือหรือตำราชะดีกว่า เช่นเดียวกัน ถ้าจะเชื่อทฤษฎีทั้งหมด สู้อย่ารู้ทฤษฎีชะดีกว่า หรือแม้ว่าน้ำมันจะหมดโลก ก็อย่าพากันวิตกจริตจนเกินไป แน่นอนว่าผู้มองการไกล รู้จักวางแผน วิเคราะห์เหตุการณ์ข้างหน้าได้ดี ก็ย่อมกำหนดกำหนดทิศทางธุรกิจหำรืแผนชีวิตได้ดีกว่าคนอื่นๆ แต่เชื่อเถอว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นคนก็จะสามารถเอาชนะธรรมชาติและปรับตัวหรือเข้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เสมอวิวัฒนาการ นวัติกรรมใหม่จะเกิด พลังงานทดแทนต่างๆ เพราะฉนั้นทำปจัจุบัน อยู่กับปจัจุบัน ทำในสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธาดีกว่า

มีเพียงคนเขลาเท่านั้นที่นึกว่าตนเองชนะธรรมชาติได้ ช้าหรือเร็ว สุดท้ายธรรมชาติก็เอาคืนเสมอ


หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - Peak Oil
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 28, 2012, 11:45:30 PM
ถอดรหัสบทเรียน Peak Oil จากคิวบา

ความจริงแล้วยังมีอีกหลายมาตรการที่ประเทศคิวบานำมาใช้งานเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน และการปิดกั้นทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา  แต่คิดว่าทุกคนคงเข้าประเด็นพอสังเขปแล้วว่า  ก่อน special period ชาวคิวบาคุ้นชินกับสิ่งอำนวยความสะดวก และเครื่องทุ่นแรงต่างๆ โดยไม่ได้ตระหนักว่าหลายสิ่งในชีวิตประจำวันในเมืองต่างเกี่ยวพันกับการใช้พลังงานอย่างซับซ้อน  กลไกของเศรษฐกิจที่ตีมูลค่าของสิ่งต่างๆ บิดเบือนการตัดสินใจให้ทำลายธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อแสวงหาผลตอบแทนในรูปตัวเงิน  การสนใจมูลค่ามากกว่าคุณค่าทำให้หลงระเริงอยู่ได้เพราะมีน้ำมันเป็นตัวสร้างภาพมายาว่าทุกสิ่งกำลังไปได้ดี  หลงไปกับพลังงานหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า หรือน้ำประปา ที่ส่งตรงมาถึงบ้านให้ใช้กันจนแทบไม่รู้สึกว่ามันมีอยู่ (คล้ายๆ กับอากาศที่เราจะรู้สึกว่ามันมีอยู่เมื่อไม่มีอากาศจะหายใจ)  วันหนึ่งที่การเข้าถึงพลังงานน้ำมันทำได้ยาก  ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ บทเรียนเหล่านี้สอนว่าก่อนที่เราจะไปไทอย่างแท้จริงได้ เราต้องเป็นไททางพลังงานให้ได้ก่อน  เรื่องที่น่าสนใจคือสุดท้าย special period ในคิวบาก็ค่อยๆ มีสถานะการณ์ดีขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษ 1990 แต่ชาวคิวบาเหมือนจะได้รับ Wake up call จากเหตุการณ์นี้ และก็ไม่ได้หวนกลับไปใช้ชีวิตที่ยึดติดกับพลังงานฟอสซิลอย่างหนักเหมือนเดิม

บทเรียนจากชาวคิวบาทำให้ต้องกลับมาทบทวนวิถีการใช้ชีวิตของตนเองว่าวันนี้พวกเราพร้อมแล้วหรือยังเมื่อ Peak Oil มาถึงจริงๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า?  ทำให้มีคำถามผุดขึ้นมาในหัวอีกหลายๆ ประเด็นวิถีชีวิตที่เรากำลังทำอยู่ อยากให้ลองคิดหาทางหนีทีไล่เมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึง

  • การหาซื้อบ้านใหญ่โตเมื่ออายุน้อยๆ เพราะกะว่าจะซื้อบ้านครั้งเดียวในชีวิต สุดท้ายได้บ้านชายเมืองต้องขับรถวันละหลายสิบกิโลเมตร
  • การพักอยู่ในที่คอนโดชั้นสูงๆ ชนิดที่เรียกว่าถ้าไฟดับก็ไม่อยากคิดเรื่องเดินลงจากตึกเลย
  • การพึ่งพิงอาหารที่ขนส่งจากจังหวัดที่ห่างไกลของชุมชนเมือง
  • การผลิตแปลงขนาดใหญ่ที่วันนี้ยังทำอยู่ได้เพราะอาศัยเครื่องจักร และพลังงาน
  • การผลิต และขนส่งไปขายในจังหวัดที่ห่างไกล
  • การทำการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อแลกเงิน (และส่งของไปขายไกลๆ)  แล้วเอาเงินมาหาซื้ออาหารที่ขนส่งมาจากที่อื่น
  • การพึ่งพิงสารเคมีที่ต้องนำเข้า หรือผลิตโดยโรงงานต่างถิ่น
  • การปล่อยน้ำฝนที่ตกลงมาไหลลงท่อระบายน้ำ  แล้วใช้น้ำประปามารดน้ำสนามหญ้าแทน
  • การทำการเกษตรที่พึ่งพิงการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศที่ห่างไกล
  • และ...กิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่ใช้พลังงาน

ผมไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความตื่นตระหนก  เราอาจจะๆ ไม่ได้เผชิญปัญหาในทันทีทันใดที่ oil peak มาถึง  ตัวอย่างเช่นใน สหรัฐอเมริกานั้น peak oil เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1970 ความสามารถในการผลิตน้ำมันของสหรัฐเกิดขึ้นจริง  แต่ก็ถูกชดเชยด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศ  วิกฤตจริงๆ กลับมาเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1973 และ 1976 เนื่องจากปัญหาการนำเข้าจากตะวันออกกลาง  ต่อมามีการค้นพบแหล่งน้ำมันที่อะลาสกาทำให้วิกฤตน้ำมันของสหรัฐเบาบาง  ทำให้สหรัฐเรียนรู้ว่าประเทศของเขาเปราะบางแค่ไหนต่อการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลาง  อย่างไรก็ตามไทยไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกันกับสหรัฐ และช่วงเวลาที่เรากำลังจะเผชิญจะเป็น peak oil ของโลก ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง  ในช่วงเวลานั้นนานาประเทศที่มีน้ำมันอาจจะหยุดส่งออกน้ำมันเพื่อเก็บไว้เพื่อความอยู่รอดของคนในชาติตนเอง  จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ขอย้ำว่าผมไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความตื่นตระหนก  ผมไม่ได้มีเจตนาให้ท่านเลิกทำสิ่งที่ท่านทำอยู่  เพียงต้องการนำเสมออีกหนึ่งมุมในการทำการเกษตรซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเรื่องผลตอบแทนต่อไร่สูงสุด และแนวคิดเรื่องผลตอบแทนในรูปตัวเงินสูงสุด  สักวันหนึ่งบางท่านจะเข้าใจว่าเงินเป็นเพียงมายา  ในธรรมชาติไม่มีแนวคิดเรื่องเงิน คนมีเงิน 10 บาท และมีเงิน 10 ล้านก็ต่างเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่แตกต่างกัน ต่างก็อยู่ในกรอบของธรรมชาติ... ที่ดินราคาไร่ละสิบล้าน และที่ดินราคาไร่ละไม่กี่หมื่นบาทใช้ปลูกพืชได้ไม่แตกต่างกัน... เงินไม่มีความหมายในโลกของธรรมชาติ  ทำอย่างไรเราจึงจะหาที่ยืนเล็กๆ ในโลกของธรรมชาติ มีอาหารพอประทังชีวิตโดยไม่ไปเบียดเบียนระบบนิเวศที่สมดุลมากจนเกินไป  ทำอย่างไรเราจึงจะได้ผลผลิตพอประทังชีวิตโดยใช้พลังงานฟอสซิลต่ำสุด  ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถทำงานร่วมกับธรรมชาติ  แทนที่จะพยายามเอาชนะธรรมชาติ  ติดตามการเดินทางหาคำตอบ และการลงมือทดลองในสวนขี้คร้านตอนต่อไป


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: สุ ป่าริมห้วย ที่ ตุลาคม 29, 2012, 12:15:04 AM
  สวัสดีค่ะพี่ธี..
  กำลังคิดจะใช้ชีวิตแบบแอบอิงธรรมชาติพอดีเลยอ่ะ ไม่อยากเอาชนะธรรมชาติค่ะ แค่หน้าแก่ลงทุกวันก็เอาชนะไม่ได้แล้ว..
  
  อย่างอื่นเลยเลิกคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติค่ะ แต่เรื่อง Peak Oilไม่กลัวค่ะ กลัว PeaK Beer มากกว่าค่ะ...คริ.. :D

                                                                                                       รอติดตามอยู่ค่ะ ;)

 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: toon is ที่ ตุลาคม 29, 2012, 08:00:21 AM
 ::)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ทิดโส โม้ระเบิด ที่ ตุลาคม 29, 2012, 08:42:51 AM
ใจเย็น ๆ ครับ
บางครั้ง การตีความในบริบทที่แตกต่าง อาจทำให้เข้าใจผิดกันไปได้
ในบทความนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลในแบบหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจริงในพื้นที่บนโลก
การจะแสดงว่า บทความนี้ไม่น่าเชื่อถือก็คือ เอาสิ่งที่แตกต่างจากบทความมานำเสนอ
เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เรามองเห็นอีกด้านหนึ่งของความรู้จากการปฏิบัติ

ขออนุญาตคุณtoon is นำเสนออีกหนึ่งกระทู้เลยครับ
ทดลองและทดสอบให้เห็นว่า สิ่งที่ทำมาแล้วนั้น ได้ผลผลิตมากมายในระยะยาวได้จริง
แบบนี้ก็จะเป็นฐานความรู้ให้สมาชิกท่านอื่น ๆ ได้เปรียบเทียบด้วยครับ

ขออภัยนะครับ ขออนุญาตแย้งมาด้วยความเคารพ

ไปละ   อิอิอิ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 29, 2012, 09:22:10 AM
ใจเย็น ๆ ครับ
บางครั้ง การตีความในบริบทที่แตกต่าง อาจทำให้เข้าใจผิดกันไปได้
ในบทความนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลในแบบหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจริงในพื้นที่บนโลก
การจะแสดงว่า บทความนี้ไม่น่าเชื่อถือก็คือ เอาสิ่งที่แตกต่างจากบทความมานำเสนอ
เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เรามองเห็นอีกด้านหนึ่งของความรู้จากการปฏิบัติ

ขออนุญาตคุณtoon is นำเสนออีกหนึ่งกระทู้เลยครับ
ทดลองและทดสอบให้เห็นว่า สิ่งที่ทำมาแล้วนั้น ได้ผลผลิตมากมายในระยะยาวได้จริง
แบบนี้ก็จะเป็นฐานความรู้ให้สมาชิกท่านอื่น ๆ ได้เปรียบเทียบด้วยครับ

ขออภัยนะครับ ขออนุญาตแย้งมาด้วยความเคารพ

ไปละ   อิอิอิ ;D

ขอบคุณครับทิดโส  ขออภัยอย่างยิ่งในคำที่อาจจะถูกตีความหมายในบริบทที่แตกต่างกันออกไป  ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่คุณ toon is หรือยกตนว่าฉลาดกว่าใครครับ :'( เป็นเพียง quote ทั่วๆ ไป ความหมายของคำว่าเขลาในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าโง่  แต่เป็นสภาวะของความไม่รู้ของมนุษยชาติซึ่งมักจะหลงว่าตนเองรู้จักธรรมชาติอย่างถ่องแท้ หรือตนเองควบคุมธรรมชาติได้  ซึ่งรวมทั้งตัวผมเองด้วย  และจะได้มีโอกาสนำเสนอความเขลาของตนเองที่คิดว่าเรื่องราวของเกษตรกรรมธรรมชาติเป็นเรื่องง่าย  เป็นการลองผิด (ท่าทางจะเยอะกว่า) ลองถูกในเรื่องราวของสวนขี้คร้าน

เราก็จะเห็น quote แบบนี้ที่ต้องการจะแสดงความคิดเห็น และใช้คำว่าเขลาในบริบทคล้ายๆ กัน เช่น Bill Mollison พูดว่า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively. ”

"ความเขลาคือความพยายามที่จะขจัดความแตกต่าง (หรือความเห็นต่าง) แทนที่จะใช้มัน หรือให้คุณค่ามันอย่างสร้างสรรค์ "  (หากแปลผิด หรือไม่คำสละสลวย ขออภัยด้วยครับ)

หมายเหตุ ใน quote ของ Bill Mollison ข้างต้นออกจะแนวปรัชญานิดๆ คำว่า Difference อาจจะถูกใช้ในหลายบริบท  ในบริบทของการเรียนรู้  Bill Molllison จะมองว่าการที่เขาไปสอน  เขาก็เป็นผู้เรียนพอๆ กับผู้สอน  เพราะในทุกประเทศ ในทุกชั้นเรียนที่เขาสอนก็จะมีเรื่องราวที่แตกต่าง และเขาก็ได้เรียนรู้จากผู้คนที่มาเรียนด้วย  ในบริบทของการเกษตร Bill Mollison มองว่าความพยายามขจัดพืชชนิดอื่นเพื่อให้พืชชนิดเดียวที่เราต้องการงอกงาม  และไปเรียกพืชชนิดอื่นว่า "วัชพืช" โดยที่ไม่พยายามทำความรู้จัก และใช้ประโยชน์พืชที่ดูเหมือนว่าเราไม่ต้องการ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Nine. ที่ ตุลาคม 29, 2012, 09:23:05 AM
มาจอบหลอยเบิ่งครับ.... ยาวไป ยาวปาย...

เวลาสมองว่างๆจะได้นำไป คิด  วิเคราะห์ แยกแยะ

ขอบคุณที่แบ่งปันครับ ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: toon is ที่ ตุลาคม 29, 2012, 10:37:09 AM
ใจเย็น ๆ ครับ
บางครั้ง การตีความในบริบทที่แตกต่าง อาจทำให้เข้าใจผิดกันไปได้
ในบทความนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลในแบบหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจริงในพื้นที่บนโลก
การจะแสดงว่า บทความนี้ไม่น่าเชื่อถือก็คือ เอาสิ่งที่แตกต่างจากบทความมานำเสนอ
เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เรามองเห็นอีกด้านหนึ่งของความรู้จากการปฏิบัติ

ขออนุญาตคุณtoon is นำเสนออีกหนึ่งกระทู้เลยครับ
ทดลองและทดสอบให้เห็นว่า สิ่งที่ทำมาแล้วนั้น ได้ผลผลิตมากมายในระยะยาวได้จริง
แบบนี้ก็จะเป็นฐานความรู้ให้สมาชิกท่านอื่น ๆ ได้เปรียบเทียบด้วยครับ

ขออภัยนะครับ ขออนุญาตแย้งมาด้วยความเคารพ

ไปละ   อิอิอิ ;D
ขอโทษนะครับ

ทิดโส : ขอบคุณครับ นี่คือความน่ารักของสมาชิกในเว็บเรา
เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้ในสถานที่ทั่ว ๆ ไป ขอบคุณจริง ๆ ครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: MANA1908 ที่ ตุลาคม 29, 2012, 06:45:36 PM
รอติดตามครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: manava ที่ ตุลาคม 29, 2012, 06:57:47 PM
น่าติดตามจริง  ๆ  ขอติด+ตาม  ด้วยคน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: sanan_abo ที่ ตุลาคม 29, 2012, 09:40:54 PM
ขอบคุณครับที่กรุณาเปิดกะลาให้ผมได้รู้เรื่องราวของโลกภายนอกมากขึ้น ติดตามอย่ครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: nipun ที่ ตุลาคม 29, 2012, 10:06:23 PM
ปูเสื่อรอดู รอแลด้วยครับ
ถ้าเป็นหนังลุง กำลังว่าปลายหน้าบท พอดี อิอิ (ถือว่ายังมาทัน)
 ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: deer art ที่ ตุลาคม 30, 2012, 12:35:14 PM
(http://upic.me/i/oj/dsc01674.jpg) (http://upic.me/show/40620757)

 ;D  มาลงชื่อติดตามชม.... เรื่องขี้คร้านผมรับมาหลายถ้วยแล้วครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: James ที่ ตุลาคม 30, 2012, 12:44:16 PM
กลับมาเล่ากันต่อเถอะครับ กำลังรออยู่ครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ทิดโส โม้ระเบิด ที่ ตุลาคม 30, 2012, 04:11:27 PM
ใจเย็น ๆ ครับ
ชื่อก็บอกแล้ว "สวนขี้คร้าน" จะให้มาลงทุกวันได้ไง 555

ไปละ   อิอิอิ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 30, 2012, 05:12:00 PM
ใจเย็น ๆ ครับ
ชื่อก็บอกแล้ว "สวนขี้คร้าน" จะให้มาลงทุกวันได้ไง 555

ไปละ   อิอิอิ ;D

 :D :D :D  โอย..ไม่ได้แล้ว..เดี๋ยวพี่เจมส์จะหาว่าขี้คร้านเกิน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ตุลาคม 30, 2012, 05:28:59 PM
(ตอนพิเศษ) ควบคุมตัวกินไม้

ขอกลับเข้าเรื่องที่สวน  ตามคำแนะนำของเพื่อนที่เวปว่าปีแรกควรจะรีบสร้างขนำก่อน  เวลามาทำสวนจะได้มีที่พักสบายๆ สไตล์ขี้คร้าน   ผมเล็งๆ ตำแหน่งสร้างขนำแล้วก็เริ่มออกเดินสำรวจพื้นที่  พบเนินดิน...แต่ความที่เป็นคนบ้านนอกต่างจังหวัด (คือเป็นคนบ้านนอก เชย ไม่รู้เรื่อง ในมุมมองของคนต่างจังหวัด  หรือจะเรียกคนกรุงดีหนอ...เอาเป็นว่าเป็นพวกไม่รู้เรื่อง) ก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นจอมปลวกหรือไม่  เพราะตัวมันสีดำๆ เหมือนมดเลย  แต่ถ้าเป็นจอมปลวกก็เรื่องใหญ่เพราะว่าใกล้ตำแหน่งที่จะสร้างขนำอยู่พอดี   งานนี้ก็เลยต้องลงมือขุดเพื่อเอาหลักฐานมาส่งพิสูจน์ทางเน็ต พอขุดลงไปก็เจอมดอยู่ใกล้ๆ เยอะเลย ทั้งมดคันไฟ และมดดำตัวใหญ่ๆและมีตัวที่ดูคล้ายๆ มด (น่าจะเป็นปลวกตัวสีดำมากกว่า) ได้ที่เจอสิ่งที่เหมือนกับรังผึ้งสีขาวๆ อยู่ในกองดิน (กว่าจะเจอขุดจนเหนื่อยแทบแย่  ;D ;D)

(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/Termite.jpg)

จากการสอบถามเพื่อนๆ สรุปว่าเป็นจาวปลวกครับ  เขลาจริงๆ คนกรุงอย่างผมเกิดมาไม่เคยเจอจอมปลวก  (เคยเห็นแต่ตัวปลวกขาวๆ ไม่เคยเห็นรังปลวก)  ถ้าอยู่ในเมืองกรุงจะทำเป็นอย่างเดียว...โทรหาบริษัทกำจัดปลวก  ;D ;D ;D  แต่ก็คงหาจ้างแถวนี้ไม่ได้  เนื่องจากชาวบ้านก็ไม่มีใครคิดจะกำจัดปลวก  เพราะพวกเขาจะเอาไว้เลี้ยงเห็ดโคน (ราคาดีมาก) และคงไม่มีบริษัทไหนเดินทางเข้ามากำจัดปลวกในถิ่นกันดารแบบนี้  ความจริงก็ไม่อยากกำจัดปลวกจนหมด  แต่ขอลดจำนวนปลวกใกล้บริเวณตัวขนำหน่อยเถอะ  ท่าทางต้องลงมือทำเอง

เมื่อศึกษาหาแนวทางแล้วพบว่าแนวทางแรกคือการใช้สารเคมีเป็นวิธีการที่ดีตรงที่มีฤทธิ์อยู่นาน  ไม่ค่อยหมดอายุ ถ้าสารเคมียังอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เพิ่มบ่อยๆ แต่ข้อดีก็กลายเป็นข้อเสียคือมีฤทธิ์ตกค้างนาน อาจจะเป็นพิษกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงมนุษย์ได้  เมื่อตกค้างอยู่ในดินก็จะกำจัดออกไปได้ยากทั้งๆ ที่กำจัดปลวกหมดแล้ว  ในขณะเดียวกันเมื่อปลวกมีปริมาณมากก็จะต้องใช้สารเคมีมากตาม  เนื่องจากสารเคมีใช้แล้วหมดไปไม่สามารถเพิ่มปริมาณได้ด้วยตนเอง   เนื่องจากเราไม่สามารถทราบปริมาณปลวกได้เพราะรังมันอยู่ใต้ดินอาจจะมีขนาดใหญ่กว่าที่เราคิดมาก  จึงค่อนข้างยากในการคาดเดาปริมาณสารเคมีที่ต้องใช้  คนกำจัดปลวกจึงมักจะใช้สารเคมีมากๆ ไว้ก่อน  การตกค้างของสารเคมีจึงเป็นเรื่องปกติ เราก็กลัวว่าเดี๋ยวสารเคมีที่ตกค้างจะไปอยู่ในพืชแล้วกลับมาเป็นพิษกับสัตว์อื่นๆ หรือมนุษย์เราอีก  จึงขอไม่เลือกวิธีนี้

แนวทางที่สองแบบคนขี้คร้านคือใช้ชีววิธี  โดยหาสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรูกับปลวก  เมื่อปลวกมีปริมาณมากมันก็จะสามารถเพิ่มจำนวนตามปริมาณของปลวก  สามารถเพิ่มจำนวนและออกไปจำกัดปริมาณปลวก เป็นมือขยันแทนเรา ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มมือขยันออกเป็นอย่างน้อย 3 วิธี

1. ใช้ศัตรูตามธรรมชาติของปลวก
2. ใช้เชื้อรา
3. ใช้ไส้เดือนฝอย

1. ศัตรูตามธรรมชาติของปลวก
ในธรรมชาติใกล้ๆ จอมปลวก  มีศัตรูตามธรรมชาติอยู่แล้วนั่นก็คือมด  มีรังมดอย่างน้อย 3 ชนิดในบริเวณที่ใกล้ๆ กับจอมปลวก (รู้สึกว่าจะเป็นมดคันไฟ มดตะนอย และมดแดง หรือมดส้ม)  ทันที่จอบขุดไปเปิดรังปลวกจนเห็นตัวปลวกออกมาเดินก็จะมีมดเข้าไปจับปลวกกิน  ส่วนปลวกก็จะมีตัวใหญ่ๆ ออกมากรีบปิดรังของมันด้วยดินเพื่อไม่ให้มดเข้าไปในรังของมันได้  จึงมิน่าประหลาดใจว่าตรงใต้ต้นมะขามนี้มีรังปลวก และรังมดจำนวนมากอยู่ที่เดียวกันจนต้นไม้เริ่มโทรม

ความจริงปลวกมีศัตรูตามธรรมชาติอื่นอีกเช่น ไก่ (ของเพื่อนบ้าน  ;D ;D ;D) แต่เจ้าไก่ก็ไม่ค่อยชอบมาที่รังปลวกแห่งนี้เพราะมีมดอยู่เป็นจำนวนมาก  สรุปเลยไม่รู้ว่ามดจะเป็นศัตรูกับปลวก หรือเป็นองครักษ์พิทักษ์ปลวกันแน่  

ทั้งการใช้มดและไก่ จะคล้ายกันก็คือเราจะต้องช่วยมันด้วยการทำลายจอมปลวกให้มีช่องเปิด  เพื่อให้มด/ไก่เข้าไปกินปลวก  แต่ก็จะไม่สามารถเข้าไปจัดการกับปลวกที่อยู่ชั้นในๆ หรืออยู่ลึกลงไปใต้ดินได้ ถ้าจะให้ดีต้องมีสัตว์แบบนี้
(http://curiousanimals.net/wp-content/uploads/2007/09/giant-20ant-20eater.jpg)

หรือแบบนี้
(http://www.tribuneindia.com/2004/20040722/ct7.jpg)

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเจ้าตัวกินมดแบบนี้มาเลี้ยงได้จากที่ไหน ...ท่าทางงานนี้จะรอศัตรูตามธรรมชาติของปลวกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

2. เชื้อรา
เชื้อราที่นิยมใช้ในการกำจัดปลวกจะเป็นเชื้อ Metarhizium anisopliae (เมืองไทยบางทีก็เรียกว่า "เมตตาไรเซียม" บางทีก็ " เมธาไรเซี่ยม") โดยที่ขายกันบนเน็ตจะเก็บรักษาให้อยู่ในรูปของสปอร์ เมื่อสปอร์ตกอยู่ที่ผิวของตัวปลวก แล้วจะสร้างหลอด (germ tube) ออกมาแทงทะลุผิวหนังของแมลงเข้าไปภายใน เชื้อรา Metarrhizium-hpp จะสร้างกลุ่มเส้นใย ( mycelium ) เข้าไปตามทางอาหารและขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเส้นใยแตกและหักออกเป็นท่อนสั้น ๆ เข้าไปทำลายอวัยวะต่าง ๆ ในตัวแมลง ทำให้แมลงป่วยร่างกายอ่อนแอ แล้วตายในที่สุด   จะใช้ได้ผลกับแมลงที่เป็นข้อปล้องบางชนิด เช่น ปลวก ด้วงบางชนิด และมด

นอกเหนือจากเชื้อ Metarhizium แล้ว ก็รายงานว่าเชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria bassiasna) ก็จะทำงานได้ผลกับปลวก และมด เช่นกัน  หาซื้อได้จากเน็ตเช่นกัน

เมื่อซื้อเชื้อรามาแล้วก็ทดลองทั้งแบบผสมน้ำใช้โดยตรง และทดลองขยายจำนวน มีคนบอกว่าการขยายจำนวนโดยใช้ธัญพืชอย่างพวกข้าวโพด หรือข้างฟ่างก็ได้ผลดี  แต่..ผมหาไม่สะดวกเลยใช้ข้าวแทน โดยเอาข้าวกล้องมาหุง แล้วตักข้าวสุกใส่ถุงพลาสติกใสขนาด 8 x 12  เมื่อข้าวเย็นก็เหยาะเชื้อรา Metarhizium แบบแห้งลงไปพอประมาณ  ปิดถุงเจาะรูระบายอากาศแล้วทิ้งไว้ 7 วัน (โดนไล่ให้ออกมาทำที่ระเบียง มีคนกลัวเหม็น  ;D ;D ;D)  
(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/P8112295.JPG)

พอเชื้อราเดินเต็มถุงก็เอามาผสมน้ำ
(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/UseFung3.JPG)

และเอาไปพ่น
(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/UseFung1.JPG)

หลังจากทำพบว่าปลวกหายไปบ้างเฉพาะบริเวณที่พ่นเชื้อรา แต่ก็ยังไม่หมดทั้งรัง  ทดลองทำซ้ำอยู่หลายสัปดาห์ก็ยังไม่หมด  ส่วนมดยัง Happy สบายดี ดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากเชื้อราเท่าไร  เนื่องจากทดลองรดไปหลายที่ในสวนจึงสังเกตว่าการรดบริเวณไม้เก่าที่มีปลวกอยู่ เชื้อราจะเจริญตามขอนไม้ผุจำนวนมาก และปลวกจะหายไปจริงๆ  จึงเดาว่าบริเวณจอมปลวกที่ต้องการกำจัดมีอากาศร้อน และความชื้นมีไม่เพียงพอ  ปัจจัยที่ 2 คือเชื้อราไม่สามารถเดินทางไปหาปลวกได้เอง  ต้องอาศัยปลวกเดินผ่านมาโดนสปอร์ของเชื้อรา  จึงทำให้การแพร่ขยายจำนวนไม่ทันใจคนขี้คร้าน ดังนั้นจึงต้องทดลองวิธีที่ 3 เข้ามาเสริม

3. ไส้เดือนฝอย
ไส้เดือนฝอยชนิด Steinrnema thailandense สามารถเข้าสู่ตัวปลวก โดยผ่านทางช่องเปิดตามธรรมชาติตามข้างๆ ตัวปลวก หรือปลวกกินไส้เดือนฝอยเข้าไป จากนั้นไส้เดือนฝอยเคลื่อนที่เข้าสู่ช่องว่างภายในตัวปลวกซึ่งมีน้ำเลือด (haemocoel) และปลดปล่อยแบคทีเรีย (Xenorhabdus sp.) ที่อยู่ร่วมกับไส้เดือนฝอย (Symbiotic bacteria) เข้าสู่กระแสเลือดของปลวกแบคทีเรียจะสร้างสารพิษ มีผลทำให้ปลวกเกิดอาการเลือดเป็นพิษ หยุดนิ่ง และตายภายในเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง ไส้เดือนฝอยจะเจริญเติบโต และขยายพันธุ์อยู่ภายในตัวปลวกประมาณ 3 – 4 วัน ได้ลูกรุ่นใหม่และเคลื่อนที่ออกจากซากปลวก เพื่อรอปลวกตัวใหม่ต่อไป

(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/P9092347.JPG)

วิธีนี้ดูไม่น่ายาก  ก็แค่เดินทางไปชั้น 2 ตึกสิทธิพร กรมวิชาการเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ โทร. 0-2579-9586 ก็ได้ไส้เดือนฝอยมา 5 ถุง ถุงละ 40 บาท  มาอ่านวิธีการใช้ดูแล้วปรากฎว่าใช้ได้พื้นที่ไม่เยอะ  และมีอายุไม่นานหลังจากผลิตต้องรีบใช้   เออ...แต่เดี๋ยวก่อน   เดินๆ ดูให้ทั่วสวนมันมีจอมปลวก และร่องรอยปลูกกินไม้อยู่ทั่วสวนเลยอ่ะ  สงสัยต้องหาทางประหยัดหน่อยแล้วล่ะ...ขยายพันธุ์ไส้เดือนเองเลย... ว่าแล้วก็ค้นหาเวปจนเจอวิธี ของ ดร.นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด กระบวนการเพาะเลี้ยงได้ประดิษฐ์คิดค้นใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มี ราคาถูกหาง่าย ได้แก่ ถุงพลาสติกทนร้อนและใช้อาหารเพาะเลี้ยงสูตรโปรตีนจากไข่ไก่หรือไข่เป็ดผสมน้ำมันหมูและน้ำ ในอัตราส่วน 5 : 2 : 3 นำไปคลุกกับฟองน้ำสังเคราะห์ขนาดลูกเต๋า 1 x 1 ซม. โดยใช้น้ำหนักอาหาร 30 กรัมต่อวัสดุคลุกอาหาร 10 กรัม บรรจุใส่ในภาชนะเพาะสวมคอขวดที่ปากถุงนำไปอบนึ่งฆ่าเชื้ออาหารด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่งที่ได้รับความร้อนจากฟืนหรือแก๊ส อุณหภูมิ 90 – 100 ซ ใช้เวลาอบนึ่ง 2 ชม. 30 นาที เมื่ออาหารเย็น ใส่หัวเชื้อไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย จำนวน 5,000 ตัวต่อถุง นำไปตั้งบ่มเพาะที่อุณหภูมิห้องปกติ ( 27 – 30 ซ ) เป็นเวลา 10 –15 วัน

ฟังดูง่ายแต่ไม่มีหม้อนึ่ง..เออ...จะทำอย่างไรดี  ในคอนโดก็มีแต่เตาไมโครเวฟ  ว่าแล้วก็ปรับสูตรมาเป็นใช้ตู้ไมโครเวฟนี่ล่ะฆ่าเชื้อ  ว่าแล้วก็จัดการขยายจำนวนไส้ดือนฝอยจากที่ซื้อมาจาก ม.เกษตร ทันทีโดยใช้คอนโดนี่ล่ะเป็นห้องแลบ  ปริมาณก็กะเอาแบบมั่วๆ ผ่านไป 3 วัน  โอ้โห...กลิ่นอาหารเทียมที่ถูกไส้เดือนฝอยกินแล้วมันเหม็น  แต่ดูเหมือนจะได้ผลดี  มองเห็นไส้เดือนเป็นกระจุกๆ และมดไม่กล้าเข้าใกล้เลย ทนทำเพื่อเอาไปฉีดที่สวนได้รอบเดียวก็ต้องหยุดเพราะเหม็นมากเนื่องจากอุปกรณ์แบบบ้านๆ ที่มีอยู่ในมือฆ่าเชื้อได้ไม่ดีพอ  จะหาซื้อหม้อมานึ่งก็ดูจะไม่พอเพียง  เราใช้น้อย และไม่บ่อยกลับไปซื้อเขาดีกว่า  ;D ;D ;D

หลังจากพยายามทั้งเชื้อรา ทั้งไส้เดือนฝอยก็ดูเหมือนจะหยุดปลวกได้  แต่ข้อเสียคือเมื่อปริมาณปลวกลดจำนวนลงเชื้อราและไส้เดือนฝอยก็จะลดลงเช่นกัน  โดยพวกมันจะอยู่ในดินโดยไม่มีปลวกแค่ประมาณ 3-6 เดือน  ดังนั้นถ้าจะใช้วิธีนี้เป็นการป้องกันจะต้องมีการทำซ้ำบ่อยๆ (บ่อยกว่าการใช้สารเคมี...แต่ปลอดภัยกว่า)  ในแบบการสร้างขนำในอนาคตจึงมีแนวคิดที่จะฝังท่อเอาไว้หยอดน้ำผสมไส้เดือนฝอย และเชื้อราเข้าไปใต้พื้นบ้านเพื่อเป็นการป้องกันปลวกโจมตีบ้าน

ส่วนปัญหามดที่มีเยอะ...งานนี้ยอมแพ้ชั่วคราว...เพราะไม่ตอบสนองกับวิธีการแบบนี้เท่าไร  แต่มดก็มีประโยชน์ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช ไม่ควรกำจัดมากเกินไป เพราะจะทำให้มีแมลงศัตรูเยอะ  ...ไว้วันหลังค่อยหาวิธีแบบคนขี้คร้านจำกัดบริเวณของมดไม่ให้ขึ้นมากินอาหารในบ้านเป็นจำนวนมากๆ ก็พอ

สรุปบทเรียนบทแรกจากที่สวน  ธรรมชาติมักจะมีกลไกการควบคุมกันเองของสิ่งมีชีวิต  หากเราคิดจะให้ธรรมชาติช่วยเราทำงาน เราก็จะต้องค้นหาความสัมพันธ์นั้นให้เจอ  ออกแบบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเขา  นำเขาเข้ามาให้ถูกที่ถูกเวลา  ที่สำคัญอย่างใจร้อนจนเกินไปพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช่จะเพิ่มจำนวนได้ในช่วงข้ามคืน และการแทรกแซงธรรมชาติในลักษณะที่ไม่มีแบบนี้ในพื้นที่อยู่แล้วมักจะไม่ยั่งยืนมักจะต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้ง  บทเรียนสุดท้ายคือต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการแทรกแซงสมดุลของธรรมชาติในพื้นที่ไม่ให้มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล และส่งผลกระทบในเชิงลบตามมา

ปล. ไส้เดือนฝอยกำจัดปลวกจะเป็นสกุล Steinernematidae  ส่วนไส้เดือนฝอยที่ทำให้เป็นโรคที่ปมรากจะเป็นสกุล Meloidogynidae เป็นคนละสกุลกันครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: James ที่ ตุลาคม 30, 2012, 09:14:47 PM
ใจเย็น ๆ ครับ
ชื่อก็บอกแล้ว "สวนขี้คร้าน" จะให้มาลงทุกวันได้ไง 555

ไปละ   อิอิอิ ;D

 :D :D :D  โอย..ไม่ได้แล้ว..เดี๋ยวน้องเจมส์จะหาว่าขี้คร้านเกิน
ม่ายพรื้อ พี้หลวง นอ๊งบ่าวก็ขี้คร้านกันหล้าว


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ทิดโส โม้ระเบิด ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 09:17:19 AM
รอเจ้าของสวนขี้คร้านอยู่นะครับ 555

ไปละ   อิอิอิ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ae hatyai ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 09:25:48 AM
เจอจอมปลวงอย่างนี้  หาลูกไก่มาเลี้ยงเลยครับ  เจาะจอมปลวกไปเรื่อย ๆ ให้ไก่กิน  รับรอง  โตเร็วกว่าให้อาหารอีกครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 11:33:25 AM
เจอจอมปลวงอย่างนี้  หาลูกไก่มาเลี้ยงเลยครับ  เจาะจอมปลวกไปเรื่อย ๆ ให้ไก่กิน  รับรอง  โตเร็วกว่าให้อาหารอีกครับ

ขอบคุณที่แนะนำครับ  ความจริง มีไก่ มีนกมาเดินหาอาหารในสวนเป็นประจำอยู่แล้วครับ เพราะพวกเขารู้ว่าเราไม่ทำร้ายเขา  เดินไปใกล้ๆ ก็ไม่กลัว  แต่พวกมันไม่ยอมมากินจอมปลวกเท่าไหร่  เพราะยังมีแมลงอื่นๆ ในสวนให้กินง่ายๆ กว่าเยอะ โดยไม่ต้องขุดดิน  ส่วนจะขังไก่ไว้รอบๆ จอมปลวกก็เกรงใจ  เพราะเป็นไก่เพื่อนบ้าน  จะเลี้ยงไก่เองก็เป็นภาระเพราะเราไม่ได้อยู่ที่สวน ไม่มีคนดูแลไก่ระหว่างสัปดาห์  

แต่วิธีการใช้เชื้อรา และไส้เดือนฝอยก็จัดการจอมปลวกใกล้บ้านได้ผลดีนะครับ  ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว    ส่วนจอมปลวกอื่นๆ ที่ไกลบ้านก็ทิ้งเขาไว้อย่างนั้น  ถ้าปลวกมากไปก็จะมีมด และสัตว์อื่นๆ มาช่วยจัดการ ไม่อยากแทรกแซงระบบนิเวศน์ในสวนมากจนเกินไปครับ :)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 04:00:07 PM
Bill Mollison พูดว่า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively. ”

"ความเขลาคือความพยายามที่จะขจัดความแตกต่าง (หรือความเห็นต่าง) แทนที่จะใช้มัน หรือให้คุณค่ามันอย่างสร้างสรรค์ "  (หากแปลผิด หรือไม่คำสละสลวย ขออภัยด้วยครับ)

เห็นบ่อยครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tri ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 04:27:01 PM
ขอตามด้วยคนครับ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tumtump ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 05:37:30 PM
ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: psit ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 06:47:51 PM
ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ
เป็นคำถามที่ดีมากครับ
ก่อนที่คุณทีละพัน(ขออนุญาตแกล้งชื่อ) จะตอบ ผมอยากลองเดาสักหน่อย
หากเหตุการณืแบบนี้เกิดที่ประเทศไทย ผมว่าผลลัพธ์สุดท้ายน่าจะไม่ต่างกัน แต่ระหว่างทาง และระยะเวลาเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน
เพราะคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักปรับตัวได้ดี คนจึงครองโลกนี้อยู่อย่างที่เห็น คนไทย หรือ คนคิวบา ต่างก็มีสัญชาตญาณนี้อยู่เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ที่คนไทยส่วนใหญ่ ถูกประคบประหงมมาด้วยลัทธิประชานิยมสุดโต่งมานาน อาจต้องใช้เวลานานกว่า และบางทีอาจมีการใช้ยาแรงๆ เช่น อาจเกิดการจราจล การประท้วง การก่การร้ายต่าง ๆ และตามมาด้วยการปราบปราม ..... อย่างที่ผ่าน ๆ มา จนในที่สุด ต่างฝ่ายต่างเบื่อ เซ็ง..กันไป แล้วหันกลับไปแก้ไขที่ตัวเอง ไม่รอให้คนอื่นมาแก้ปัญหาของตัวเองให้.... แล้วก็พบเส้นทาง ทางออกแบบคิวบา... อันนี้แค่ลองเดานะครับ อาจไม่เป็นจริงก็ได้ครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tumtump ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 07:17:49 PM
ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ
เป็นคำถามที่ดีมากครับ
ก่อนที่คุณทีละพัน(ขออนุญาตแกล้งชื่อ) จะตอบ ผมอยากลองเดาสักหน่อย
หากเหตุการณืแบบนี้เกิดที่ประเทศไทย ผมว่าผลลัพธ์สุดท้ายน่าจะไม่ต่างกัน แต่ระหว่างทาง และระยะเวลาเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน
เพราะคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักปรับตัวได้ดี คนจึงครองโลกนี้อยู่อย่างที่เห็น คนไทย หรือ คนคิวบา ต่างก็มีสัญชาตญาณนี้อยู่เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ที่คนไทยส่วนใหญ่ ถูกประคบประหงมมาด้วยลัทธิประชานิยมสุดโต่งมานาน อาจต้องใช้เวลานานกว่า และบางทีอาจมีการใช้ยาแรงๆ เช่น อาจเกิดการจราจล การประท้วง การก่การร้ายต่าง ๆ และตามมาด้วยการปราบปราม ..... อย่างที่ผ่าน ๆ มา จนในที่สุด ต่างฝ่ายต่างเบื่อ เซ็ง..กันไป แล้วหันกลับไปแก้ไขที่ตัวเอง ไม่รอให้คนอื่นมาแก้ปัญหาของตัวเองให้.... แล้วก็พบเส้นทาง ทางออกแบบคิวบา... อันนี้แค่ลองเดานะครับ อาจไม่เป็นจริงก็ได้ครับ



ขอเดาด้วยคนครับ....ผมมองทางออกไว้แบบนี้ครับ คือยุคนี้การสื่อสารเร็วมาก และสังคมเราเป็นประชาธิปไตย การควบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของรัฐทำได้ไม่โจ่งแจ้ง นั่นหมายถึงประชาชนมีสิทธิ์ในการจัดการตัวเองสูงมาก ถึงสูงที่สุดเช่นรวมกลุ่ม รวมพลังกันขับเคลื่อนอะไรที่รัฐเข้ามาแทรกแซงไม่ได้หลายอย่าง(หากไม่นับอิทธิพลเถื่อนเช่นเปิดตลาดนัดแล้วโดนมาเฟียเก็บค่าต๋ง)  กรณี"ชุมชนวังตะกอ" ที่กำนันคนนึงลุกขึ้นทำตนเป็นตัวอย่าง และปลุกลูกบ้านให้ตื่นขึ้นสู้กับความจริง จัดการตัวเอง จัดการชุมชนและสภาพแวดล้อมตัวเอง สร้างภูมิคุ้มกันจากภัยแห่งทุนนิยมได้ตั้งแต่ยังไม่เกิดพีคออยล์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เราสู้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง(ไม่ต้องรอการหยิบยื่นความช่วยเหลือ)

หากภาคเกษตรไทยเป็นเหมือนผู้ป่วยที่หมอ(รัฐ)ให้ยาแรงระงับปวดอย่างมอร์ฟีน ถ้ารับยานานเกินไปจนเสพติด(ขอเปรียบเทียบกัยโครงการประชานิยมแล้วกัน) แล้ววันนึงถึงพีคออยล์ ไม่มียาระงับปวดแบบเฉียบพลันอย่างที่เคยเป็นมา ถ้ายังไม่เสียที่ทางไป ก็คงพอจะหักดิบกลับมาเริ่มต้นในวิถี(เก่าๆ)แบบใหม่ๆได้ (เพราะเราปรับตัวได้เร็ว) แต่ถ้านี่คือประเทศประชาธิปไตย ที่รัฐยึดที่คืนที่ดินจากนายทุนมาแจกจ่ายกลับให้ประชานไม่ได้(หรือได้แต่ไม่ทำ)  คนเหล่านี้จะไปก่อจลาจลกับใคร หนึ่งรัฐ(มีกองกำลัง) สองนายทุน(มีตังจ้างกองกำลัง)สามประชาชนคนสุจริตที่รอดภัยนี้ไปได้(อันนี้ล่ะมีมือเปล่าๆเลย)

รอความเห็นเจ้าของเรื่องดีกว่า ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 08:48:38 PM
ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ

น้องตั้มถามผม  ถ้าผมตอบโดนกระทบใครจนกระทั่งเข้าคุก  น้องตั้มช่วยไปประกันตัวด้วยนะครับ  ;D ;D ;D

สำหรับคำถามแรกเรื่องรัฐหรือประชาชนทำให้รอด  เรื่องจริงๆ ไม่มีใครรู้เพราะมีนักข่าวชาวตะวันตกมาติดตามเรื่องราวของประเทศคิวบา ก็มักจะทำสารคดีออกมาในเชิงตำหนิรัฐบาลคิวบา และสัมภาษณ์เฉพาะเรื่องที่ประชาชนบ่นกันเรื่องปากท้องเพราะว่าพวกเขาไม่ชอบระบอบการปกครองของคิวบา  ซึ่งปัจจุบันนี้ประชาชนไม่อดตายสักคน แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศคิวบาก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม นักข่าวมักจะสร้างมุมมองว่าแบบนี้ผิด  ควรจะปล่อยให้เป็นระบบทุนนิยม   แต่ก็มีประชาชนคิวบาอีกจำนวนมากไปโทษว่าที่พวกเขายากจนแบบนี้เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐอเมริกา  ตอนรัฐบาลโอบามา 1 หาเสียงพวกเขาก็คิดว่าความสัมพันธ์จะดีขึ้น  พวกเขาจะได้รับการผ่อนปรนเรื่องการกีดกันทางการค้า แต่สุดท้ายโอบามาก็ทำให้พวกชาวคิวบาผิดหวังเพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่  พวกเขายังใช้ชีวิตลำบากเหมือนเดิม

ถ้าจะตอบจากความคิดเห็นส่วนตัว จากข้อมูลหลายๆ แหล่งทำให้เข้าใจว่าพวกเขาเอาตัวรอดได้เพราะ

1. พวกเขามีสัดส่วนของประชากรที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ และบุคคลากรทางการแพทย์สูงที่สุดในละตินอเมริกา  มีนักคิดที่ฉลาดๆ จำนวนมากทำให้พวกเขาปรับตัวได้เร็ว  ส่วนเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่พวกเขาทำงานวิจัยมาเป็นเวลานานก่อนเกิด special period (พวกเขาต่อสู้กับสหรัฐมานานก่อน special period โดยอาศัยความช่วยเหลือจากโซเวียต)   เพียงแต่ก่อนเกิด special period มูลค่าทางเศรษฐกิจมันไม่คุ้มที่จะทำ  แต่เมื่อเกิด special period แล้วพวกเขาทำเพราะไม่มีทางเลือก  ไม่งั้นอดตาย

ถ้าเราศึกษาเรื่องขั้นตอนการวัดค่า GDP อย่างละเอียดแล้วเราจะเข้าใจว่า  ถ้าคนหันไปปลูกพืชเพื่อบริโภคเอง ส่วนเกินเน้นที่การต่างให้ตอบแทนโดยไม่ได้ซื้อขาย (Barter System) จะทำให้การวัดค่า GDP ลดลง  เพราะจะขาดซึ่ง Capital Flow ในระบบทุนนิยมจะไม่ชอบโมเดลแบบนี้  เพราะตัวพลักดันเศรษฐกิจคือการบริโภค  เมื่อคนหันไปหาวิธีการที่ลดการบริโภค/เผาพลาญทรัพยากรลง การหมุนเวียนของเงินทุนก็จะลดลง (ไม่ได้หมายความว่าคนจะอดอยาก) ซึ่งจะทำให้ค่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) จะลดลง รวมถึงค่า GDP per capita ก็จะลดลง  ทำให้ดูเหมือนคนยากจนขึ้น  (คนที่ปลูกพืชกินเอง ไม่อดอยาก มีอาหารเกินพอแล้วแจกจ่ายให้คนอื่นกินฟรี ไม่ได้ขาย จึงไม่มีรายได้ จะถูกถือว่าเป็นคนยากจน และสามารถเรียกร้องรับเงินสวัสดิการจากรัฐได้  โดยคนที่ยังต้องซื้อของมากินจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และคนที่ทำงานในระบบเงินเดือนจะเป็นคนจ่ายภาษีเงินได้เป็นทุนในระบบสวัสดิการของรัฐ) ถ้าสนใจลองหาหนังสือเก่าๆ อย่างเช่น Small is beautiful (เล็กนั้นงาม) ของ E. F. Schumacher  พิมพ์ครั้งแรกปี  1989 (พ.ศ.2532) หรือ Village Swaraj (คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน) ของมหาตมะ คานธี พิมพ์ครั้งแรกปี 1962 (พ.ศ.2505) สะท้อนแนวคิด และแนวทางที่ประชาชนที่ยากจนของอินเดียจะสามารถพึ่งพาตนเอง และต่อกรกับมหาอำนาจอย่างอังกฤษ  รู้สีกว่าทั้ง 2 เล่มจะถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้ว  แต่ไม่ได้รับความนิยมในการอ่าน  น่าจะหาซื้อยากพอสมควร   ถ้าอ่านแล้วจะพบว่าแนวคิดคล้ายๆ กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในหลวงทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยครั้งแรกปี พ.ศ. 2517 และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540)  เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่าปราชญ์หลายท่านในโลกต่างได้ข้อสรุปเรื่องเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่คล้ายคลึงกันแม้นว่าจะนำเสนอในช่วงเวลาต่างกัน  แต่แนวคิดเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน  รัฐบาลต่างพยายามใช้ระบบที่ทำให้ประชาชนต้องพิ่งพิงรัฐ และรัฐต้องพิ่งพิงมหาอำนาจต่างประเทศ

ส่วนการทำเกษตรอินทรีย์ยิ่งจะลดการทำให้ GDP ยิ่งตกต่ำเข้าไปใหญ่  เพราะจะทำให้ขาดการซื้อขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเคมี และเมล็ดพันธุ์พืช  หากทำในวงกว้างจะทำธุรกิจอีกหลายอย่างขาดกำไร จึงเป็นเหตุให้ในสภาวะปกติรัฐบาลไม่นิยมส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เพราะประชาชนจะพึ่งพาตนเองได้มากไป  ธุรกิจที่หากินกับเกษตรกรซึ่งจ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองอยู่จะไม่พอใจ ส่งผลให้ทำให้รัฐไม่มีอำนาจ (เพราะประชาชนต้องพึ่งรัฐน้อยลง) ทำให้เงินในระบบทุนนิยมไม่เดินสะพัด  จะไม่ค่อยมีคนสนใจมาลงทุนในประเทศเพราะไม่ค่อยคุ้มเนื่องจากคนส่วนใหญ่จะจ่ายเงินค่าบริโภคให้กับธุรกิจน้อยลง 

ส่วนในสภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในสภาวะที่รัฐบาลบอกว่า "เอาอยู่" แต่เอาไม่อยู่ ระบบการพึ่งพาตนเองจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหา แต่จะทำให้อำนาจหลุดไปจากควบคุมจากส่วนกลาง  ชาวบ้านจะบริหารจัดการกันเองภายในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเอาตัวรอด

2. ประเทศคิวบาพัฒนาความสามารถคนของประเทศได้ในช่วงต้นก่อน special period เพราะอาศัยความช่วยเหลืออย่างมากจากสหภาพโซเวียต เนื่องจากเป็นประเทศเดียวที่อยู่ใกล้จมูกของสหรัฐอเมริกาที่ยังเป็นระบบคอมมิวนิตส์

3. มี NGO เข้ามาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี  ทำให้ยกระดับของทักษะในพึ่งพาตนเองของประชาชน

4. ในสภาวะวิกฤตประชาชนกลับมาช่วยเหลือกันเองอย่างมาก มากกว่าในสภาวะปกติ (น่าจะคล้ายๆ กับตอนเราเจอน้ำท่วมปีที่แล้ว)

5. รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจ (ไม่เหมือนระบอบประชาธิปไตย) และรัฐบาลกล้ายอมรับความผิดพลาดของตนเอง และทำการกระจายอำนาจให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว  รวมทั้งใช้อำนาจในการบังคับให้ทำเกษตรอินทรีย์ในวงกว้าง

โดยสรุปแล้วงานแก้ไขวิกฤตส่วนใหญ่ทำโดยภาคประชาชน รัฐบาลไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้เร็วเท่าที่ประชาชนดำเนินการเอง แต่ภาคประชาชนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างรวดเร็ว  ทำให้สามารถทำซ้ำแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มเล็กๆ ออกไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว  (ถ้าเป็นประเทศเราอาจจะต้องพึ่งกลไกของ NGO แทน  แต่อาจจะขาดความเป็นเอกภาพ)

ส่วนคำถามที่ 2 ผมว่าตอบยากทั้งเรื่องเวลา และราคาน้ำมัน  ผมคิดว่าถ้าไม่มีเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้พลังงานต่ำออกมา  เราน่าจะเริ่มเผชิญจุดเริ่มต้นของปัญหาในระหว่างปี ค.ศ. 2020 - 2030  แต่อย่างที่เคยให้ความคิดเห็น  มนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวสูง  เราคงจะผ่านวิกฤตไปได้  โดยคนในประเทศกำลังพัฒนาจะปรับตัวง่ายกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว  และคนในต่างจังหวัดจะปรับตัวได้ง่ายกว่าคนในชุมชนเมือง  อาจจะไม่ได้ตอบคำถามน้องตั้ม  แต่ยืนยันว่าจักรยานนั้นซื้อไว้เถอะ  โดยเฉพาะจักรยานแบบมีเกียร์ เพราะในเวลาวิกฤตคงหาซื้อได้แต่จักรยานธรรมดา  ซึ่งใช้ปั่นไกลๆ ไม่ไหว

ปล1. ถ้าสนใจเรื่องชุมชนพึ่งพาตนเองในทางปฏิบัติในเมืองไทย ลองศีกษาเรื่องราวของชาวตําบลไม้เรียง อําเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยการนำของคุณประยงค์ รณรงค์ จนได้รับรางวัลแม็กไซไซ  คุณประยงค์นำชาวบ้านสำรวจการบริโภคของครัวเรือนต่างๆ และการผลิตอาหาร/สินค้า ในตำบลทำให้เข้าใจว่าพวกเขาบริโภคอะไร และใครผลิตอะไร จากนั้นพวกเขาก็พยายามผลิตสิ่งที่คนในตำบลบริโภค ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนจากการผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภคทำให้ไม่ต้องออกไปหาตลาดไกล และลดการพิ่งพิงพลังงานที่ต้องขนสินค้าจากต่างตำบลเข้ามาขาย  มีการควบคุมปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณการบริโภคในชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำจากสินค้าล้นตลาด  มีขอความร่วมมือให้แม่ค้าเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในตำบลก่อนแม้นว่าตลาดภายนอกชุมชนจะทำการ Dump ราคาเมื่อเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด  คนในชุมชนเข้าใจดีว่าถ้าทำแบบนั้น  คนที่ผลิตก็จะขาดทุน  คนที่ขาดทุนก็จะไม่มีเงินมาซื้อสินค้าอื่นที่แม่ค้าเอามาขาย  ขาดทุนบ่อยๆ ก็จะยากจน ความยากจนก็ส่งผลกระทบกับปัญหาอื่น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด  ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ประชาชนผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภค และคนในชุมชนก็เลือกซื้อสินค้าที่คนในชุมชมผลิตก่อนเป็นอันดับแรกจะแก้ไขปัญหาได้มากมายขนาดนั้น  สมแล้วที่คุณประยงค์ได้รับรางวัลแมกไซไซ

ปล. 2 พระราชดำรัส ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2540 ตอนหนึ่งความว่า
"...อย่างข้าวที่ปลูก เคยสนับสนุนให้ปลูกข้าวให้พอเพียงกับตัวเอง แต่ละครอบครัวเก็บเอาไว้ในยุ้งเล็กๆ แล้วถ้ามีพอก็ขาย.  แต่คนอื่นกลับบอกว่าไม่สมควร.  โดยเฉพาะในทางภาคอีสาน เขาบอกว่าต้องปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อจะขาย.  อันนี้ถูกต้อง ข้าวหอมมะลิขายได้ดี แต่เมื่อขายแล้ว จะบริโภคเองต้องซื้อ ต้องซื้อจากใคร.  ทุกคนก็ปลูกข้าวหอมมะลิ.  ในภาคอีสานส่วนมากเขาชอบบริโภคข้าวเหนียว ซึ่งใครจะเป็นคนปลูกข้าวเหนียว เพราะประกาศโฆษณาว่า คนที่ปลูกข้าวเหนียวเป็นคนโง่.  อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ.  เลยได้สนับสนุนบอกว่าให้เขาปลูกข้าวบริโภค เขาจะชอบข้าวเหนียวก็ปลูกข้าวเหนียว.  เขาจะชอบปลูกข้าวอะไรก็ตาม ให้เขาปลูกข้าวอย่างนั้น และเก็บไว้เพื่อที่จะบริโภคตลอดปี ถ้ามีที่ที่จะทำนาปรัง หรือมีที่มากพอสำหรับปลูกข้าว ก็ปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อที่จะขาย

ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่า ข้าวที่ปลูกสำหรับบริโภค ไม่ต้องเที่ยวรอบโลก.  ถ้าข้าวที่ซื้อมา ต้องเที่ยว อาจจะไม่ถึงรอบโลก แต่ก็ต้องข้ามจังหวัด หรืออาจจะข้ามประเทศ ค่าขนส่งนั้นก็บวกเข้าไป ในราคาข้าว ตกลงเขาจะต้องขายข้าวในราคาถูก เพราะว่าข้าวนั้นต้องขนส่งไปสู่ต่างประเทศ ที่จะขายได้กำไร ก็ต้องบวกค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็บวกเข้ามาในราคาข้าว.  หมายความว่าราคาข้าวของเกษตรกรจะถูกตัด.  เขาบอกว่าขายข้าวหอมมะลิได้ราคาแพง จริง ตอนขายถึงผู้บริโภคในต่างประเทศ แต่ต้นทางก็ไม่ได้ค่าตอบแทนมากนัก และยังต้องไปซื้อข้าวบริโภค ซึ่งจะแพงกว่า เพราะว่าจะต้องขนส่งมา...."


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 09:17:59 PM
ขออนุญาตพักประเด็นเรื่อง peak oil และประเทศคิวบากลับมาที่เรื่องราวของสวนขี้คร้านต่อ

บทที่ 3 การทำแบบไม่กระทำ

ฟังเพลง ลุงฟาง จาก คาราบาว
คาราบาว - ลุงฟาง (http://www.youtube.com/watch?v=_AhLaUmZFaM#)

"เป็นกระท่อมฟางไม่ร้างไม่ไร้ผู้คน
ห่างไกลชุมชน สับสนแย่งชิง
หลังคาหญ้าแฝกแตกฝอย หิ่งห้อยอ้อยอิ่ง
ใบไม้ไหวติง คนนั่งผิงไฟ

ที่แนวไพรช่างเงียบสงบ
ฤดูกาลผ่านมารับใช้
หน้าฝนขุดหาหน่อไม้
หน้าหนาวติดเตาคั่วชา

เสียงไก่ป่าขัน ตะวันโผล่พ้นภูผา
แหวกกอข้าวกล้า ถั่วงางอกแซม
ไม่ไถไม่พรวน ไม่วางยาฆ่าแมลง
คน,พืช,มดแมลง ร่วมมือทำนา

รอฝนโปรย ฟ้าโรยร่วมแรง
ผลผลิตงดงามก็ตามมา
ทำนาโดยไม่ต้องทำนา
เก็บเวลาไว้คุยกับตะวัน

หลายปีผ่านหัวใจหลงผิด
ชีวิตพอเพียงกับสิ่งเหล่านั้น
บ้านฟางหลังน้อยนี่คือรางวัล
หนังสือกองนั้นเพิ่มภูมิปัญญา

"ลุงฟาง" สร้างโลกนี้ด้วยฟางข้าว
สายตาทอดยาวด้วยความเมตตา
ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมะ
ค้นหาตัวตนบนความสันโดษ"

ยิ่งได้ยินบทเพลง "ลุงฟาง" ของคาราบาว ในชุด 15 ปี หากหัวใจยังรักควาย ที่ผู้แต่งเพลงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของปู่ฟู ยิ่งทำให้ผมหวนคิดถึงการทำเกษตรแบบไม่กระทำ เราจะได้ทำการเกษตรแบบใช้พลังงานฟอสซิลน้อยไปด้วย

ความจริงก็อยากทำเกษตรกรรมแบบไม่กระทำ 100% แม้นว่าจะแหกกฎของปู่ฟูไปบ้างเรื่องการแทรกแซงธรรมชาติด้วยการกำจัดปลวก   แต่พอเอาเข้าจริง...ใจก็ยังอยากควบคุมธรรมชาติบ้างอยู่ดี  ยังไม่ค่อยวางใจว่าเราจะปล่อยมันเป็นไปตามธรรมชาติเฉยๆ เลยหรอ

ไปอ่านเจอเรื่องการทำปุ๋ยหมักน้ำ  ยิ่งอ่านยิ่งทำให้หลงคิดไปว่าจุลินทรีย์นี่ล่ะจะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้  มันจะช่วยเร่งการกลับเข้าสู่สมดุลของธรรมชาติโดยจะช่วยเรื่องการควบคุมโรค และแมลง ช่วยการเร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ย และช่วยทำให้การรักษาความชื้นในธรรมชาติ  โอ...แม่เจ้า...จุลินทรีย์ดูชั่งเป็นยารักษาสารพัดโรคเชียว  ไม่ลงมือทำไม่ได้แล้ว

ว่าแล้วเราก็ต้องรีบลงมือทำเลยลองทำแบบขั้นอนุบาลก่อนด้วยการใช้เชื้อ พด. เป็นตัวเร่ง  ไปขอ พด. สูตรต่างๆ จากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดมาทดลอง 2 ส่วน ส่วนแรกขยายจำนวนหัวเชื้อเพื่อที่จะได้ไม่ต้องลางานไปขอหัวเชื้อบ่อยๆ  โดยใช้สูตรของกรมพัฒนาที่ดิน "นำสารเร่งจุลินทรีย์ 1 ซอง ละลายในน้ำ 5 ลิตร ผสมกากน้ำตาล 2 ลิตร ในถังพลาสติก ผสมให้เข้ากันแล้วปิดฝา หมักทิ้งไว้ 7 วัน เชื้อจะเจริญเติบโตเต็มที่ จากนั้นนำเชื้อที่ผสมได้ผสมกับรำหยาบ 5 กิโลกรัม รำละเอียด 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้ชุ่มสม่ำเสมอ จากนั้นนำไปผึ่งในที่ร่ม ให้แห้ง จะได้เชื้อจุลินทรีย์ เพิ่มขึ้นเป็น 5-6 กิโลกรัม แล้วเก็บไว้ในถุงพลาสติกสำหรับเป็นหัวเชื้อในการผลิตสารชีวภาพต่อไป" ที่เห็นในกะละมังคือผลของการผสมกับรำหยาบ 5 กิโล  ผึ่งมาแล้ว 1 สัปดาห์  วันนี้มาตักใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ใช้  ส่วนขวดน้ำอัดลมเอามาเป็นที่ตวง  เวลาตักจะได้กะให้ปริมาณแต่ละถุงใกล้เคียงกัน
(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/P8202304.JPG)

ส่วนที่สองก็เอามาทำน้ำหมักโดยทดลองทำ 3 สูตร พด.2 ใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.6 ใช้ทำน้ำหมักสำหรับบำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่น และพด.7 ใช้ทำน้ำหมักสมุนไพรกำจัดแมลง  วัตถุดิบก็หาเอาในสวนไม่ว่าจะเป็นหยวกกล้วย ต้นสาบเสือ ใบสะเดา ต้นบอระเพ็ด มะละกอ ชมพู่ มะกรูด มะนาว ฯลฯ  แบ่งใช้วัตถุดิบไปตามสูตรของแต่ละ พด. (เพื่อนๆ คงหาอ่านตามอินเทอร์เน็ตได้)  แต่เนื่องจากยังไม่มีที่พักในสวนก็เลยฝากถังหมักไว้ใต้ต้นมะม่วงไปก่อน  ไม่อยากให้โดนแดดตรงๆ

(https://lh6.googleusercontent.com/-j390aAFrWG4/UJKEA6U4hGI/AAAAAAAAARc/rAvz4T50Ivo/s664/P3170038.JPG)

หมักเสร็จก็รอ...กลับมากวนถังหมักใต้ต้นมะม่วงสัปดาห์ละครั้ง ไม่กี่สัปดาห์ก็ใช้ได้  พอได้ที่ก็เอามารดตามต้นไม้ในสวนให้ทั่ว  แล้วก็รอ.. รอ..รอ..ไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ใดๆ ทั้งสิ้น  เราจะมารอดูธรรมชาติทำงานตามสไตล์สวนขี้คร้าน....และประหยัดพลังงานด้วยเพราะไม่ต้องสูบน้ำมารดต้นไม้

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_2.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_2.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 10:22:25 PM
ถ้าพูดถึง คิวบา  ผมนึกถึงแต่ทีมนักมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิค  ถ้านักมวยคิวบาขึ้นชก ต้องดู มันเร้าใจ  เป็นสุดยอดทีมมวยสากลสมัครเล่นเลย  นักมวยสากลสมัครเล่นของไทย ยังได้รับอานิสงค์  จากโค้ชมวยสากลสมัครเล่นของคิวบา  ที่ชื่อ ฟอนตาเนี่ยล  ที่มาช่วยเป็นโค้ชให้ไทย  จนได้เหรียญทองโอลิมปิคมาแล้ว  นับเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของทีมมวยสากลสมัครเล่นของไทยเลยก็ว่าได้  แต่สงสัยอยู่ว่า ทำไมมวยคิวบาไม่ยอมชกอาชีพ  ซึ่งทำเงินมากมาย 

ถ้าพูดถึงชาวนาไทย  ถ้าจะต้องเจอกับสภาพน้ำมันหมดจากโลก  ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ  ราวๆ 2510   ผมก็เห็นพ่อแม่ รวมทั้งชาวนาคนอื่นๆ สามารถทำมาหากินได้อย่างมีความสุข  โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน  ถึงตอนนี้ 2555  มันผ่านมานานมากแล้ว  ชาวนาไม่ใช้ควายใถนาแล้ว  เครื่องยนต์เข้ามามีบบาทมากมายในการทำนา  แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ  ผมคิดว่าชาวนาปรับตัวได้ไม่ยาก

และถ้าพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง  ผมว่าชาวนาทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่แบบนั้นอยู่แล้ว  และที่ถูกดูแคลนว่ายากจน  มันก็แค่เอามาตรฐานของคนเมืองเข้ามาวัดและไม่รู้จัก เศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่แท้จริง   แต่ที่เขาอยู่กันกินกัน  ไม่ได้อดอยากอะไร ไม่มีใครอดตาย นี่พูดถึงชาวนาอาชีพ  และเป็นชาวนาส่วนใหญ่เท่าที่ผมมองเห็น  คนที่ยากจนในชนบทจริงๆ  คือคนที่ไม่ได้ทำนา  ส่วนใหญ่รับจ้างเล็กๆน้อยๆ และร่างกายไม่แข็งแรงเสียส่วนใหญ่  แต่ก็ไม่อดตาย อาจจะมีเงินน้อย  ชาวนาสมัยนี้แม้ไม่มีที่นา  ก็เพียงขอให้ได้เช่านาทำ  ก็มีอยู่มีกินและอาจรวยได้

ผมว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ  คนที่เครียดและจะต้องปรับตัวขนานใหญ่  ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  ก็เราๆท่านๆ  และคนเมือง มนุษย์เงินเดือนนี่แหละ  เตรียมตัวเตรียมใจ ไว้บ้างก็ดีครับ 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 11:45:27 PM
ถ้าพูดถึง คิวบา  ผมนึกถึงแต่ทีมนักมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิค  ถ้านักมวยคิวบาขึ้นชก ต้องดู มันเร้าใจ  เป็นสุดยอดทีมมวยสากลสมัครเล่นเลย  นักมวยสากลสมัครเล่นของไทย ยังได้รับอานิสงค์  จากโค้ชมวยสากลสมัครเล่นของคิวบา  ที่ชื่อ ฟอนตาเนี่ยล  ที่มาช่วยเป็นโค้ชให้ไทย  จนได้เหรียญทองโอลิมปิคมาแล้ว  นับเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของทีมมวยสากลสมัครเล่นของไทยเลยก็ว่าได้  แต่สงสัยอยู่ว่า ทำไมมวยคิวบาไม่ยอมชกอาชีพ  ซึ่งทำเงินมากมาย 

ถ้าพูดถึงชาวนาไทย  ถ้าจะต้องเจอกับสภาพน้ำมันหมดจากโลก  ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ  ราวๆ 2510   ผมก็เห็นพ่อแม่ รวมทั้งชาวนาคนอื่นๆ สามารถทำมาหากินได้อย่างมีความสุข  โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน  ถึงตอนนี้ 2555  มันผ่านมานานมากแล้ว  ชาวนาไม่ใช้ควายใถนาแล้ว  เครื่องยนต์เข้ามามีบบาทมากมายในการทำนา  แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ  ผมคิดว่าชาวนาปรับตัวได้ไม่ยาก

และถ้าพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง  ผมว่าชาวนาทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่แบบนั้นอยู่แล้ว  และที่ถูกดูแคลนว่ายากจน  มันก็แค่เอามาตรฐานของคนเมืองเข้ามาวัดและไม่รู้จัก เศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่แท้จริง   แต่ที่เขาอยู่กันกินกัน  ไม่ได้อดอยากอะไร ไม่มีใครอดตาย นี่พูดถึงชาวนาอาชีพ  และเป็นชาวนาส่วนใหญ่เท่าที่ผมมองเห็น  คนที่ยากจนในชนบทจริงๆ  คือคนที่ไม่ได้ทำนา  ส่วนใหญ่รับจ้างเล็กๆน้อยๆ และร่างกายไม่แข็งแรงเสียส่วนใหญ่  แต่ก็ไม่อดตาย อาจจะมีเงินน้อย  ชาวนาสมัยนี้แม้ไม่มีที่นา  ก็เพียงขอให้ได้เช่านาทำ  ก็มีอยู่มีกินและอาจรวยได้

ผมว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ  คนที่เครียดและจะต้องปรับตัวขนานใหญ่  ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  ก็เราๆท่านๆ  และคนเมือง มนุษย์เงินเดือนนี่แหละ  เตรียมตัวเตรียมใจ ไว้บ้างก็ดีครับ 

ด้วยระบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ "คนรวย 6.5 ล้านคนเป็นเจ้าของที่ดิน 117 ล้านไร่ ขณะที่คนจน 50 ล้านคน มีที่ดินรวมกันแค่ 13 ล้านไร่ พูดให้ชัดก็คือ คนรวยร้อยละ 10 ครอบครองที่ดินถึงร้อยละ 90 แต่คนจนร้อยละ 90 มีที่ดินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น" ในโมเดลของระบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ เชื่อว่าเมื่อเกิดวิกฤตคนรวยที่ถือครองที่ดินอยู่อาจจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด และให้คนจนที่ไม่มีที่ดินเข้ามาทำการเกษตรในที่ดินของตน โดยส่งส่วยเป็นอาหาร พวกเขาก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และไม่อดตายทั้งๆ ที่ไม่ได้ลงมือทำการเกษตรเอง คนจนที่ทำงานเกษตรเป็นก็จะไม่เดือดร้อนมากเพราะมีทักษะที่เป็นที่ต้องการจึงไม่อดตาย ส่วนคนชั้นกลาง หรือคนจนที่ไม่มีที่ดิน และก็ไม่มีทักษะเหล่านี้ล่ะ?  จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวพวกเขา?  ส่วนหนึ่งคงผันชีวิตมารับจ้างทำการเกษตรมากขึ้น แล้วคนที่ปรับตัวไม่ได้ก็ลำบากหน่อย แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตรได้ ปริมาณที่ดินในประเทศไทยมีมากพอจะสร้างอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศครับ bill mollison เคยทำนายไว้ว่าถ้าคนทำเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆเพียง 10%-20% ก็เพียงพอทีจะเลี้ยงคนอีก 80%-90% ที่เหลือ

ปล.ฟังวิธีการคิดแล้วทุกท่านคงไม่ประหลาดใจว่าหลังน้ำท่วมที่ผ่านมามีคนชั้นกลางในเมืองออกมาหาซื้อที่ดินต่างจังหวัดจำนวนมากจนทำให้ราคาพุ่งกระโดด


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: James ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 08:26:16 AM
ฮ่า! ฮ่า พี่หล้วง อย่างน้อยผมก็มี1ไร่1งาน คงไม่ไปทำเกษตรในที่ดินคนรวยเพื่อส่งส่วยแล้วนะครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Nine. ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 09:15:46 AM
คุณTeerapanครับ ต่อๆไป หากพอมีเวลา
รบกวนความรู้เรื่องแนวโน้มในเรื่องน้ำๆในอนาคตด้วยครับ ;)



หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: jaewnoi ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 12:22:07 AM
เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  :) :) :)

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: jeenapat ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 12:45:48 AM
แฮ่...ตกข่าว มัวแต่เล็งติดตามอ่านในมุมสมาชิก คุณธี โพสที่ไหนต้องอ่านทุกตัวอักษร
ระหว่างรอระบบทำงาน มีเสียงเรียกอย่างตื่นเต้น ... จี จี เห็นหรือยัง คุณธี เปิดกระทู้แล้ว :o
ยินดีเป็นที่สุดรอชมสวนขี้คร้านอยู่นะคะ...โลกมันกลมเหวี่ยงให้ได้มาเจอมาสัมผัสฝีไม้ลายมือ
อีกรูปแบบหนึ่ง ที่เกินคาดเกินคำบรรยาย ขอเป็นลูกศิษย์รอบสองคร้าาาาาา ;) ;) ;)
  


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Sa-to (สา-โท) ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 07:00:11 AM
ปักหมุด เป็นสมาชิก ขี้คร้านด้วยคน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: zin ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 05:52:51 PM
เพิ่งจะเห็นครับ!!!!! ราวกับแสงแดดสาดจ้าเข้าดวงตามืดบอด
"teerapan"นามนี้ราวฟ้าร้องก้องหู ข้าน้อยทำสวนสันหลังยาวววว แต่ทว่าหาได้มีความลุ่มลึกในหลักปรัชญาอันใดไม่
เป็นเพียงหาเหตุผลสูงส่ง เพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับความขี้คร้านของตนเองเท่านั้น
ขอไล่กวดตามวิถีสวนขี้คร้านไปห่างๆ เพื่อที่ว่าภูมิปัญญาจะได้ซึมเข้าแก่นในอันทื่อด้านของข้าน้อยบ้าง

                                                             ขอกราบคารวะฝากเนื้อฝากตัว

                                                               จอมดาบสันหลังยาวววว
ปล."สายลมลอย"นามนี้เคยได้ยินมาหรือไม่ครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: jeenapat ที่ พฤศจิกายน 04, 2012, 11:17:25 AM
ปล. ถ้าสนใจเรื่องชุมชนพึ่งพาตนเองในทางปฏิบัติในเมือง ลองศีกษาเรื่องราวของชาวตําบลไม้เรียง อําเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยการนำของคุณประยงค์ รณรงค์ จนได้รับรางวัลแม็กไซไซ  คุณประยงค์นำชาวบ้านสำรวจการบริโภคของครัวเรือนต่างๆ และการผลิตอาหาร/สินค้า ในตำบลทำให้เข้าใจว่าพวกเขาบริโภคอะไร และใครผลิตอะไร จากนั้นพวกเขาก็พยายามผลิตสิ่งที่คนในตำบลบริโภค ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนจากการผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภคทำให้ไม่ต้องออกไปหาตลาดไกล และลดการพิ่งพิงพลังงานที่ต้องขนสินค้าจากต่างตำบลเข้ามาขาย  มีการควบคุมปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณการบริโภคในชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำจากสินค้าล้นตลาด  มีขอความร่วมมือให้แม่ค้าเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในตำบลก่อนแม้นว่าตลาดภายนอกชุมชนจะทำการ Dump ราคาเมื่อเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด  คนในชุมชนเข้าใจดีว่าถ้าทำแบบนั้น  คนที่ผลิตก็จะขาดทุน  คนที่ขาดทุนก็จะไม่มีเงินมาซื้อสินค้าอื่นที่แม่ค้าเอามาขาย  ความยากจนก็ส่งผลกระทบกับปัญหาอื่น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด  ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ประชาชนผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภค และคนในชุมชนก็เลือกซื้อสินค้าที่คนในชุมชมผลิตก่อนเป็นอันดับแรกจะแก้ไขปัญหาได้มากมายขนาดนั้น  สมแล้วที่ครูประยงค์ได้รับรางวัลแมกไซไซ
อยากอยู่ชุมชนพึ่งพาตนเองแบบชาวตำบลไม้เรียง มานานแล้ว ถ้าจะไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในชุมชนตัวเองค่อนข้างยากมาก ๆ
หากเป็นไปได้ ชาว กพพ.ที่ชอบแนวเดียวกันมาอยู่รวมกัน  น่าจะง่ายกว่ามั้งคะ  เอาสัก 10 ครอบครัวเป็นครอบครัวตัวอย่างคงจะดีมิน้อย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 05:11:56 PM
ฮ่า! ฮ่า พี่หล้วง อย่างน้อยผมก็มี1ไร่1งาน คงไม่ไปทำเกษตรในที่ดินคนรวยเพื่อส่งส่วยแล้วนะครับ
ใช่ครับที่ดิน 1 ไร่ บริหารจัดการดีๆ เลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ

คุณTeerapanครับ ต่อๆไป หากพอมีเวลา
รบกวนความรู้เรื่องแนวโน้มในเรื่องน้ำๆในอนาคตด้วยครับ ;)
เรื่องน้ำนี่ผมเจอแต่ปัญหาเรื่องแล้ง  ส่วนเรื่องน้ำท่วมไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่  เพราะจริงๆ แลัวการจัดการปัญหาน้ำท่วมต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ  ไม่ใช่ไปพยายามแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง  การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากคนจำนวนมาก  ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ครับ

เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  :) :) :)

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ;D ;D ;D
ยินดีครับ  ผมไม่ได้มีความสามารถอะไรหรอก สิ่งที่ทำไม่ใช่อะไรใหม่ เป็นการเรียนรู้ และเดินตามคนที่เดินมาก่อนหน้าเท่านั้นเอง

ปักหมุด เป็นสมาชิก ขี้คร้านด้วยคน
คุณน้อย ด้วยความยินดีครับ

เพิ่งจะเห็นครับ!!!!! ราวกับแสงแดดสาดจ้าเข้าดวงตามืดบอด
"teerapan"นามนี้ราวฟ้าร้องก้องหู ข้าน้อยทำสวนสันหลังยาวววว แต่ทว่าหาได้มีความลุ่มลึกในหลักปรัชญาอันใดไม่
เป็นเพียงหาเหตุผลสูงส่ง เพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับความขี้คร้านของตนเองเท่านั้น
ขอไล่กวดตามวิถีสวนขี้คร้านไปห่างๆ เพื่อที่ว่าภูมิปัญญาจะได้ซึมเข้าแก่นในอันทื่อด้านของข้าน้อยบ้าง

                                                             ขอกราบคารวะฝากเนื้อฝากตัว

                                                               จอมดาบสันหลังยาวววว
ปล."สายลมลอย"นามนี้เคยได้ยินมาหรือไม่ครับ

ท่านจอมดาบสันหลังยาวววว กล่าวเกินไป ข้าน้อยด้วยวรยุทธเพิ่งเริ่มฝึกวิชาได้เพียงขวบปี ยังคงเป็นท่า”หม่าปู้” หรือ ”นั่งม้า” อยู่เลย   บรรดาท่านอาจารย์ปู่ทั่งหลายบอกว่าให้ทำจิตให้นิ่ง หัดสังเกตุให้มาก คิดให้มาก ใช้เวลาเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด  ด้วยความด้อยยุทธเวลาเมื่อยๆ กับจากการ "นั่งม้า" ข้าน้อยก็มักจะขยับแข้งขยับขาอย่างไร้กระบวนท่า  หาได้เป็นท่ามวยกับเขาไม่  คงอีกนานกว่าจะมีเคล็ดวิชามาแลกเปลี่ยนกับท่านจอมดาบฯ  ข้าน้อยสิต้องขอคาราวะท่านจอมยุทธ zin 1 จอก  ในภายภาคหน้าจะเข้าไปเยี่ยมคาราวะด้วยตนเอง

ปล. 1 "สายลมลอย" เป็นสำนักมีดที่ข้าน้อยเพิ่งได้รับอาวุธชิ้นแรกมา เป็นมีดแคมป์แบบสมดุลตรงคอมีดสำหรับคนแรงน้อยอย่างข้าน้อย  ทำให้กวัดแกว่งใบมีดหนาได้อย่างสบายมือ ไม่รู้สึกว่ามีดมีแรงเหวี่ยงจนควบคุมไม่ได้

ปล. 2 เมื่อว่านี้ได้มีโอกาสยลโฉมองุ่นทะเลของท่าน zin  ที่สำนักดาบรินทร์  ทรงใบของต้นชั่งงดงามยิ่งนัก


อยากอยู่ชุมชนพึ่งพาตนเองแบบชาวตำบลไม้เรียง มานานแล้ว ถ้าจะไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในชุมชนตัวเองค่อนข้างยากมาก ๆ
หากเป็นไปได้ ชาว กพพ.ที่ชอบแนวเดียวกันมาอยู่รวมกัน  น่าจะง่ายกว่ามั้งคะ  เอาสัก 10 ครอบครัวเป็นครอบครัวตัวอย่างคงจะดีมิน้อย

คุณรุจี  เรื่องนี้หาใช่เรื่องใหม่เลย หากเราสังเกตุให้ดี  สิ่งเหล่านี้ได้ปรากฎในขั้นที่ 2-3  ของแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงของในหลวงอยู่แล้ว โดยแนวคิดดังกล่าวมี 3 ขั้นดังนี้

ขั้นที่ 1 เป็นระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือหลักการที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” โดยมุ่งเน้นการผลิตพืชผลให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรกเมื่อเหลือพอจากการบริโภคแล้ว จึงคำนึงถึงการผลิตเพื่อการค้าเป็นอันดับรองลงมา ผลผลิตส่วนเกินที่ออกสู่ตลาดก็จะเป็นกำไรของเกษตรกร ในสภาพการณ์เช่นนี้เกษตรกรจะกลายสถานะเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้กระทำต่อตลาด แทนที่ว่าตลาดจะเป็นตัวกระทำหรือเป็นตัวกำหนด เกษตรกรดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และหลักใหญ่สำคัญยิ่ง คือ การลดค่าใช้จ่าย โดยการสร้างสิ่งอุปโภคบริโภคในที่ดินของตนเอง เช่น ข้าว น้ำ ปลา ไก่ ไม้ผล พืชผัก ฯลฯ

ขั้นที่ 2 เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ความสำคัญกับการ "พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน" หรือการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ทั้งนี้กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรชาวบ้านจะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้หลากหลาย ครอบคลุมทั้งการเกษตรแบบผสมผสาน หัตถกรรมการแปรรูปอาหาร การทำธุรกิจค้าขาย และการท่องเที่ยวระดับชุมชน ฯลฯ เมื่อองค์กรชาวบ้านเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง และมีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้นแล้วเกษตรกรทั้งหมดในชุมชนก็จะได้รับการดูแลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะสามารถเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจสามารถขยายตัวไปพร้อม ๆ กับสภาวการณ์ด้านการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น

ขั้นที่ 3 สร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคราชการ ในด้านเงินทุน การตลาด การผลิต การจัดการ และข่าวสารข้อมูล

ความร่วมมือร่วมใจของชุมชนไม้เรียงเป็นเพียงการตอกย้ำให้มั่นใจว่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปใช้งานได้เป็นอย่างดี  และเราไม่ต้องไปหาที่ไหน  ชุมชนดังกล่าวเริ่มต้นที่บ้านของเราเอง และค่อยๆ ขยายจาก 1 บ้านเป็น 2 บ้าน ขยายเป็นหมู่บ้าน ขยายเป็นตำบล เป็นจังหวัด และเป็นระดับประเทศในขั้นที่ 3  และยังศักยภาพในการขยายไปยังระดับภูมิภาคในอนาคต  แต่โปรดสังเกตุว่า แนวทางแก้ไขเริ่มจากตัวเรา..ไม่ใช่รอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  การประสานกับภาครัฐจะอยู่ในขั้นที่ 3  พวกเรากำลังเดินมาในแนวทางที่ถูกต้องแล้วครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 09:26:34 PM
การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)

ภายหลังจากได้พ่นน้ำหมักชีวภาพให้ทั่วสวน ด้วยความหวังที่ว่าจุลินทรีย์จะช่วยให้ธรรมชาติจะกลับเข้าสู่สมดุล  ย่อยสลายสารอินทรีย์  รักษาความชื้น  และดูแลสวนได้เองโดยที่มนุษย์ไม่ต้องแทรกแซงมากนัก ผมจึงทำการทดลองหักดิบครั้งใหญ่ในสวนที่เคยได้รับการดูแลจากเจ้าของสวนเดิมด้วยการ...ไม่รดน้ำต้นไม้เลย  ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อหน้าแล้งจริงๆ มาเยือนคือ

(https://lh5.googleusercontent.com/-9uAL9XDDm7s/UI6I7k9o1xI/AAAAAAAAAN8/p0JcFfWKZRM/s664/P3170017.JPG)
กล้วยที่ถือว่าเป็นไม้พี่เลี้ยงก็ดูเหมือนจะเอาตัวเองไม่รอด ท่าทางไม้พี่เลี้ยงอย่างกล้วยจะเสียชื่อก็คราวนี้ เหล่าวัชพืชก็แห้งตายไม่เป็นท่า

(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/P2260043.jpg)
ต้นกล้วยหลายๆ ต้นคอหักไม่เป็นท่า

(https://lh6.googleusercontent.com/-7CJursa87Ok/UI6Jxr95d2I/AAAAAAAAAO0/5VWGrM8-IYI/w369-h276-n-k/P3170040.JPG)
กล้วยหวีเล็ก และสุกทั้งๆ ที่ยังไม่โตพอ

(http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/P2260025.jpg)
แนวไม้ที่เคยรกชัฏเดินลุยเข้าไปแทบไม่ได้กลับโปร่ง โล่ง และเต็มไปด้วยใบไม้แห้ง

(https://lh3.googleusercontent.com/-OIhDTFhKVqE/UI6KDZJLWYI/AAAAAAAAAPE/whBmUUSRJS0/s664/P3170028.JPG)
ต้นมะพร้าวใบแห้งและค่อยๆ ร่วง ทิวเขาที่เคยเป็นสีเขียวขจีในหน้าฝนกลับเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเกือบทั้งลูก  ต้นมะนาวแป้นในสวนที่เจ้าของเดิมปลูกไว้เกือบ 200 ต้นค่อยๆ แห้ง และยืนต้นตายทีละต้น

(https://lh3.googleusercontent.com/-td_eieOXdJI/UI6JDe8b8AI/AAAAAAAAAOc/UfAx6194XEM/s664/P3170048.JPG)
ต้นไม้ใหญ่อีกหลายๆ ต้นสลัดใบทิ้งหมด  โดยมิรู้เลยว่าจะกลับมาฟื้นคืนชีพในหน้าฝนได้หรือไม่  ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนวังเวงมาก

ยามค่ำคืนเห็นแนวไฟป่า (bush fire) ค่อยๆ ลามไปทั้งภูเขา  เหมือนมีคนขึ้นไปติดหลอดไฟสีเหลืองเป็นแนวยาวไปทั้งภูเขา (ดูคล้ายไฟประดับภูเขาทอง วัดสระเกศในกรุงเทพฯ )  ชั่งเป็นภาพที่ทั้งดูงดงาม และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน (ถ่ายรูปมาแต่ดูไม่ค่อยเห็นเพราะว่ามืดมาก)  ทั้งๆ ที่มีการใช้งบประมาณของกรมป่าไม้ว่าจ้างชาวบ้านขึ้นไปช่วยดับไฟบนภูเขา  แต่เหตุการณ์ไฟป่าขยายวงออกไปกว้างกว่ากำลังของมนุษย์จะควบคุมมันอยู่  ไฟป่าจึงเผาไหม้ต่อเนื่องอยู่หลายสัปดาห์ (เพิ่งมารู้จากชาวบ้านว่าไฟก็ไหม้แบบนี้เกือบทุกปี)

ไฟป่าที่เจอค่อนข้างจะแตกต่างจาก  ไฟป่าที่เคยเจอ  เนื่องจากเป็น bush fire จะเป็นลักษณะไหม้หญ้า/วัชพืชที่เหี่ยวแห้งตามพื้น และค่อยๆ ลามเป็นวงแหวนแห่งไฟไปทั้งภูเขา  ปรากฎให้เห็นเด่นชัดในยามค่ำคืน  แม้นจะทำให้เกิดควันพอสมควร แต่เปลวเพลิงก็ไม่ได้รุนแรงจนทำให้ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตายไปซะทีเดียว  เมื่อได้รับน้ำฝนในอีกหลายเดือนถัดมาป่าบนภูเขาก็กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง

ผลของการทำแบบไม่ทำได้เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ว่าเป็นเคยเป็นป่าดิบแล้ง ของดินแดนที่เรียกว่าแก่งกระจาน (คุณ Magnum (rew) ได้ชี้แจงในกระทู้น้องตั้มแล้วว่าป่า 59% ของแก่งกระจานเป็นป่าดิบแล้ง) การเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แห้งแล้ง และรายล้อมด้วยภัยจากไฟป่าของผืนดินแห่งนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของสวนขี้คร้านมิน้อย  มันจะเป็นไปได้หรือการทำสวนแบบไม่ต้องรดน้ำ 

ฤ เราคงต้องใช้พลังงานมหาศาลในการต่อสู้กับธรรมชาติท่ามกลางป่าดิบแล้งแห่งนี้ เหมือนเจ้าของสวนข้างๆ ที่ต้องขึ้นมาสูบน้ำจากแหล่งน้ำไกลออกไปร่วม 100 เมตรทุกๆ 2 วันเพื่อเลี้ยงชีวิตต้นชมพู่ในสวนของเขา  และต้องใช้แรงสูบมหาศาลโดยเครื่องยนต์เบนซินขนาดใหญ่ของรถยนต์มาปั่นสูบ (ต้องใช้แรงสูบเยอะ  เขาบอกว่าปั๊มไฟฟ้าเอาไม่อยู่) ต้องเสียค่าน้ำมันเดือนละเกือบหมื่นบาท

ฤ เราจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการรดน้ำต้นไม้ในสวนแห่งนี้เพียงเพื่อจะหล่อเลี้ยงชีวิตของไม้ผลเหล่านี้  ดูท่าความหวังในการทำการเกษตรแบบที่ใช้พลังงานน้อย หรือการทำสวนแบบสบายๆ สไตล์ขี้คร้านคงเป็นไปได้ยาก  ผมเริ่มสงสัยว่าผมทำอะไรผิดพลาดไปหรือ? 

ปล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าด่วนตัดสินใจซื้อที่ดินเพราะเห็นความชุ่มชื้นในหน้าฝน  ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tumtump ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 09:28:35 PM
เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  :) :) :)

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ;D ;D ;D

บอกได้คำเดียวว่าสมราคาคุยครับพี่น้อย  เฮ้อ......น่าจะบอกกันเร็วๆหน่อย ผมปล่อยอะไรรั่วๆไปหลายกระบุงครับ :D :D :D

พี่teerapan ครับ  ขอต้อนรับสู่เมืองป่าดิบแล้ง  ที่แห้งได้ใจเป็นเขาหัวโล้นครับ  ขนาดที่สวนผมเองปีที่แล้วยังโดนไฟลามเขาสวนเลยครับ พอหน้าฝนนี่ก็รกจนดูคล้ายป่าดงดิบ "อย่าซื้อที่สวนเมืองเพชรหน้าฝน" คำนี้ผมต้องมานั่งขำกลิ้งกับเพื่อนที่ไปซื้อที่ด้วยกัน  สภาพป่าดิบแล้ง ถ้าจำไม่ผิดจะเรียกตามลักษณะพันธุ์ไม้ที่ขึ้นว่าป่าเต็งรัง  ซึ่งไฟป่านี่เองที่เป็นตัวคุมชนิดพันธุ์พืชที่จะเติบโตและงอกงามได้ในผืนดินปนหินแบบนี้ครับ  การจัดการพื้นที่ให้อยู่หมัด ผมเองก็เริ่มต้นแบบมวยวัดตรงเป็น"คนช่างขุด" คือขุดบ่อน้ำมันให้กระจายไปทั่วสวนนี่แหละครับ  แม้ว่าพอหน้าแล้งจะแห้งขอดไปหลายส่วน  แต่อย่างน้อยก็พอจะพยุงไม้ปลูกใหม่ไปได้หลายชีวิตครับ

ปล.กระถินเทพาที่ว่าแน่ๆ ยังยกทีมกันตายหมู่มารอบนึงแล้ว  แล้งนี้มาดูมะฮอกกานีรุ่นสองกันครับ(รุ่นแรกรอดเพราะปลูกริมร่องน้ำครับ)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: สุ ป่าริมห้วย ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 11:28:47 PM
เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  :) :) :)

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ;D ;D ;D

บอกได้คำเดียวว่าสมราคาคุยครับพี่น้อย  เฮ้อ......น่าจะบอกกันเร็วๆหน่อย ผมปล่อยอะไรรั่วๆไปหลายกระบุงครับ :D :D :D

พี่teerapan ครับ  ขอต้อนรับสู่เมืองป่าดิบแล้ง  ที่แห้งได้ใจเป็นเขาหัวโล้นครับ  ขนาดที่สวนผมเองปีที่แล้วยังโดนไฟลามเขาสวนเลยครับ พอหน้าฝนนี่ก็รกจนดูคล้ายป่าดงดิบ "อย่าซื้อที่สวนเมืองเพชรหน้าฝน" คำนี้ผมต้องมานั่งขำกลิ้งกับเพื่อนที่ไปซื้อที่ด้วยกัน  สภาพป่าดิบแล้ง ถ้าจำไม่ผิดจะเรียกตามลักษณะพันธุ์ไม้ที่ขึ้นว่าป่าเต็งรัง  ซึ่งไฟป่านี่เองที่เป็นตัวคุมชนิดพันธุ์พืชที่จะเติบโตและงอกงามได้ในผืนดินปนหินแบบนี้ครับ  การจัดการพื้นที่ให้อยู่หมัด ผมเองก็เริ่มต้นแบบมวยวัดตรงเป็น"คนช่างขุด" คือขุดบ่อน้ำมันให้กระจายไปทั่วสวนนี่แหละครับ  แม้ว่าพอหน้าแล้งจะแห้งขอดไปหลายส่วน  แต่อย่างน้อยก็พอจะพยุงไม้ปลูกใหม่ไปได้หลายชีวิตครับ

ปล.กระถินเทพาที่ว่าแน่ๆ ยังยกทีมกันตายหมู่มารอบนึงแล้ว  แล้งนี้มาดูมะฮอกกานีรุ่นสองกันครับ(รุ่นแรกรอดเพราะปลูกริมร่องน้ำครับ)

  แอบฟังจอมยุทธเขาคุยกัน สุน้อยผู้ไร้วรยุทธก็เบาใจ ฤ สูงสุดสู่สามัญ ผูกเปลน้อยนอนชมริมห้วยสบายจายยยยย...
  ทำเล..ทำเล..ทำเล..สุดยอดกลยุทธทางการค้าของเจ้าสัว.ซีพี ทำบางสิ่ง ละเว้นบางสิ่ง ย่อมเป็นกลยุทธปลูกป่าของสุน้อย..คริ

                                                                                                                                 :D :D :D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 11:56:17 PM
  แอบฟังจอมยุทธเขาคุยกัน สุน้อยผู้ไร้วรยุทธก็เบาใจ ฤ สูงสุดสู่สามัญ ผูกเปลน้อยนอนชมริมห้วยสบายจายยยยย...
  ทำเล..ทำเล..ทำเล..สุดยอดกลยุทธทางการค้าของเจ้าสัว.ซีพี ทำบางสิ่ง ละเว้นบางสิ่ง ย่อมเป็นกลยุทธปลูกป่าของสุน้อย..คริ
                                                                                                                                 :D :D :D

แม่นางสุ ผู้สำเร็จวิชาเก้าอิมจินเก็งของสำนักสุสานโบราณ ย่อมไม่ธรรมดา ทั้งลีลาการเลือกทำเล และชนิดของต้นไม้ไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งเคล็ดวิชาเรียงหินสวยงามยังมีชื่อเลื่ิองลือไปทั้งยุทธภพ วันนี้ข้าน้อยขอน้อมรับเคล็ดวิชา "สูงสุดคืนสู่สามัญ" ไปศึกษาในภาคค่ำต่อไป

จอมขี้คร้าน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ พฤศจิกายน 06, 2012, 07:53:59 AM
  แอบฟังจอมยุทธเขาคุยกัน สุน้อยผู้ไร้วรยุทธก็เบาใจ ฤ สูงสุดสู่สามัญ ผูกเปลน้อยนอนชมริมห้วยสบายจายยยยย...
  ทำเล..ทำเล..ทำเล..สุดยอดกลยุทธทางการค้าของเจ้าสัว.ซีพี ทำบางสิ่ง ละเว้นบางสิ่ง ย่อมเป็นกลยุทธปลูกป่าของสุน้อย..คริ
                                                                                                                                 :D :D :D

แม่นางสุ ผู้สำเร็จวิชาเก้าอิมจินเก็งของสำนักสุสานโบราณ ย่อมไม่ธรรมดา ทั้งลีลาการเลือกทำเล และชนิดของต้นไม้ไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งเคล็ดวิชาเรียงหินสวยงามยังมีชื่อเลื่ิองลือไปทั้งยุทธภพ วันนี้ข้าน้อยขอน้อมรับเคล็ดวิชา "สูงสุดคืนสู่สามัญ" ไปศึกษาในภาคค่ำต่อไป

จอมขี้คร้าน

นึกถึง แม่นางเซียวเหล่งนึ่ง  ท่านอา ของเอี้ยก้วยเลย  เธอสวย สง่างาม สงบนิ่ง  เยือกเย็น  อย่างยิ่ง


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Bankao ที่ พฤศจิกายน 06, 2012, 11:53:46 AM
เข้ามาแอบอ่านด้วยคนครับ มีคำกล่าวที่ว่าไว้ว่า "ถ้าจะขายที่สวนให้ขายหน้าฝนหรือปลายฝน แต่ถ้าจะซื้อที่ให้ไปซื้อหน้าแล้ง" แต่ก็ไม่เคยทำได้สักกะที เห็นเขียว ๆ ดินดำ ๆ หน่อย กระโดดเข้าใส่ทันทีเลย

ผมก็ทำสวนอยู่กาญจน์ แถว ๆบ้านเก่า บางคนว่าเป็นเขตเงาฝน ปีนึง ๆ เจอแล้งไปนานถึง 6 เดือน (ครึ่งปีเลยนะนั่นน่ะ) เพราะเริ่มแล้งตั้งแต่เดือน พย เป็นต้นไป บางปีฝนแรกกว่าจะมาก็เดือนมิย (เมื่อสองปีก่อน) ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความแล้งและความโหดร้ายของเปลวแดด จนบางครั้งเวลาไปสวน (ไปเฉพาะเสาร์อาทิตย์) ยังคิดอยู่บ่อย ๆ ว่าเรามาทำอะไรอยู่เนี่ยกับพื้นที่อย่างนี้ นั่งอยู่นิ่ง ๆ แต่เหงื่อหยดลงมาติ๋ง ๆ ตลอด จากบทสรุปที่ผ่านมา 4-5 ปีนี้ สรุปได้ว่า น้ำอย่างเดียวเลยครับที่ทำให้อยู่รอดได้ ไม่งั้นตายเกลี้ยงแน่ ๆ โดยเฉพาะที่ปลูกสองปีแรก ทั้งยาง มะพร้าว ไผ่ กระถินเทพา

ส่วนบริเวณข้าง ๆ บ้าน ผมก็ปลูกต้นไม้ไว้แน่นไปหมดเลย เอาเยอะไว้ก่อน เพื่อจะได้ร่มเงาบังแดดได้ น่าดีใจที่ปีนี้ ได้เงามากพอที่จะผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ได้แล้ว คงไม่ต้องอุดอู้ทนร้อนอยู่แต่ในบ้านชั้นเดียวที่ไม่มีฝ้าต่างหาก

ยังไงก็ยังขอติดตามและเก็บความรู้จากสวนขี้คร้านมาใช้บ้างนะ เพราะหลัง ๆ เริ่มจะขี้คร้านขึ้นมาบ้างเหมือนกัน อยากทำอะไร โดยไม่ต้องทำบ้าง


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 06, 2012, 07:29:23 PM
เข้ามาแอบอ่านด้วยคนครับ มีคำกล่าวที่ว่าไว้ว่า "ถ้าจะขายที่สวนให้ขายหน้าฝนหรือปลายฝน แต่ถ้าจะซื้อที่ให้ไปซื้อหน้าแล้ง" แต่ก็ไม่เคยทำได้สักกะที เห็นเขียว ๆ ดินดำ ๆ หน่อย กระโดดเข้าใส่ทันทีเลย

ผมก็ทำสวนอยู่กาญจน์ แถว ๆบ้านเก่า บางคนว่าเป็นเขตเงาฝน ปีนึง ๆ เจอแล้งไปนานถึง 6 เดือน (ครึ่งปีเลยนะนั่นน่ะ) เพราะเริ่มแล้งตั้งแต่เดือน พย เป็นต้นไป บางปีฝนแรกกว่าจะมาก็เดือนมิย (เมื่อสองปีก่อน) ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความแล้งและความโหดร้ายของเปลวแดด จนบางครั้งเวลาไปสวน (ไปเฉพาะเสาร์อาทิตย์) ยังคิดอยู่บ่อย ๆ ว่าเรามาทำอะไรอยู่เนี่ยกับพื้นที่อย่างนี้ นั่งอยู่นิ่ง ๆ แต่เหงื่อหยดลงมาติ๋ง ๆ ตลอด จากบทสรุปที่ผ่านมา 4-5 ปีนี้ สรุปได้ว่า น้ำอย่างเดียวเลยครับที่ทำให้อยู่รอดได้ ไม่งั้นตายเกลี้ยงแน่ ๆ โดยเฉพาะที่ปลูกสองปีแรก ทั้งยาง มะพร้าว ไผ่ กระถินเทพา

ส่วนบริเวณข้าง ๆ บ้าน ผมก็ปลูกต้นไม้ไว้แน่นไปหมดเลย เอาเยอะไว้ก่อน เพื่อจะได้ร่มเงาบังแดดได้ น่าดีใจที่ปีนี้ ได้เงามากพอที่จะผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ได้แล้ว คงไม่ต้องอุดอู้ทนร้อนอยู่แต่ในบ้านชั้นเดียวที่ไม่มีฝ้าต่างหาก

ยังไงก็ยังขอติดตามและเก็บความรู้จากสวนขี้คร้านมาใช้บ้างนะ เพราะหลัง ๆ เริ่มจะขี้คร้านขึ้นมาบ้างเหมือนกัน อยากทำอะไร โดยไม่ต้องทำบ้าง

ขอบคุณคุณ Bankao ที่แวะมาเยี่ยนเยือน ตอนนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ "น้ำคือชีวิต" ว่าแต่...จะเอาน้ำมาจากไหน...


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 06, 2012, 09:43:32 PM
การทำแบบไม่กระทำ(ต่อ)

เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง  พอเจอปัญหาที่สวนก็เลยกลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องปริมาณน้ำฝนต่อปี จำนวนวันที่ฝนตกต่อปี และจำนวนเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 20 มิลลิเมตร โดยข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ยจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
  • จ.เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนต่อปีน้อยที่สุด จำนวนวันที่ฝนตกน้อยที่สุด และจำนวนเดือนที่ฝนตกน้อยกว่า 20 มม. มากที่สุดในภาคใต้  สรุปกันง่ายๆ แห้งแล้งที่สุดในภาคใต้  >:( >:( >:(
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งมากที่สุดในบรรดาจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งกว่า จ.ราชบุรี และ จ.กาญจนบุรีที่อยู่ในแนวภูเขาฝั่งตะวันตกของประเทศเหมือนกัน
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งกว่า กรุงเทพฯ  แถมกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่ฝนตกมากที่สุดในภาคกลาง !!!

(https://lh6.googleusercontent.com/-etLVk4IvfR0/UwxuSgLvU6I/AAAAAAAAEZI/cc3lHWm7Puc/w614-h501-no/rain01.jpg)
(https://lh3.googleusercontent.com/-SVxx_e4Us5k/UwxuShgbAuI/AAAAAAAAEZU/FZGS0Du1u74/w614-h498-no/rain02.jpg)
(https://lh6.googleusercontent.com/-pVPG3AZpvkU/UwxuSvRuEwI/AAAAAAAAEZE/_qEHtgWit3Q/w614-h498-no/rain03.jpg)
(https://lh4.googleusercontent.com/-I_eBY7xpdP4/UwxuTf5hDMI/AAAAAAAAEZY/MdjfEaWiStY/w614-h465-no/rain04.jpg)

โอ...พระเจ้า  ผมเลือกซื้อที่ดินได้ถูกจังหวัดจริงๆ  อย่างนี้สิจะเป็นจังหวัดที่เราจะอาบแดดได้อย่างสบายๆ ถึง 261 วันต่อปีโดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องฝนตก ;D ;D ;D  เสียดายแค่...ไม่ได้ครองแชมป์จังหวัดที่แล้งที่สุดในประเทศไทย  ;D ;D ;D  (มีคนแนะนำให้ปลูกยางพาราเหมือนเจ้าของที่ดินแถวๆ นี้กำลังนิยม  ด้วยเหตุที่มีวันที่ฝนไม่ตกเยอะ และเป็นที่ดอน น่าจะเหมาะสมกับธุรกิจการกรีดยาง  แต่ผมยังไม่อยากทำสวนยาง :'( :'( )

เมื่อศึกษารายละเอียดพบว่าน้ำฝนมีการกระจายตัวตกระหว่างปีดังนี้
(https://lh6.googleusercontent.com/-F1ccQ6Iz29g/UJj7fe2CBmI/AAAAAAAAATc/1RKOP0n7tpo/s714/Rain00.jpg)

ความจริงในช่วงเดือนตุลาคมก็มีฝนตกมิใช่น้อย  ด้วยเหตุอันใดจึงได้แห้งแล้งเช่นนี้หนอ...ผมเริ่มสงสัยว่าเราจะเอาน้ำในช่วงเดือนกันยายน และตุลาคม มาใช้ในช่วงเดือนธันวาคม - เดือนเมษายนให้เพียงพอได้อย่างไร?

ปู่ฟูกูโอกะสอนให้เฝ้าสังเกตุธรรมชาติ และปรับตัวให้เข้ากับวิถีของธรรมชาติ  ในแนวคิดของปู่ฟูเริ่มจากการคิดว่าเราจะไม่ทำขั้นตอนนี้ได้มั๊ย  จะไม่ทำขั้นตอนนั้นได้มั๊ย  และค่อยๆ ลดทอนการแทรกแซงธรรมชาติ  ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามาจัดการเอง  แม้นว่าจะเห็นด้วยและเคารพปู่ฟูแต่ดูเหมือนว่าข้างในจิตใจของผมยังคงละวางไม่ได้  เพราะถ้าปล่อยไปสภาพในสวนคงไม่ต่างกับสภาพแห้งแล้งบนภูเขาธรรมชาติที่รายรอบ นี่หาใช่สิ่งที่ผมปารถนาเลย  ท่าทางมนุษย์เราได้เข้าไปรุกรานธรรมชาติแถบนี้เกินกว่าจะเยียวยาได้ในเร็ววัน

ถ้าผมเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งภูเขาให้เป็นสีเขียวทั้งปีไม่ได้ในวันนี้  มีอะไรที่ผมจะทดลองทำเพื่อนำพาความชุ่มชื้นกลับสู่ผืนดินแห่งนี้ได้บ้าง  นี่อาจจะหมายถึงเวลาในการออกเดินทางหาศาสตร์แขนงใหม่เพิ่มเติม


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 12:01:14 AM
การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)

ท่ามกลางข่าวร้ายยังมีข่าวดีอยู่บ้าง

(https://lh3.googleusercontent.com/-CXouva0TpKo/UI6JuEwAqhI/AAAAAAAAAOk/TxpGH8nnBGc/s664/P3170026.JPG)
มะม่วงที่ไม่เคยรดน้ำ  ยังออกผลให้ได้กินหลายต้น  แม้นผลจะไม่โต  แต่ผลสุกหวานมากๆ  ส่วนมะม่วงฟ้าลั่นตกพื้นกลับไม่แตกเหมือนต้นที่ได้รับน้ำเต็มที่  เป็นครั้งแรกที่ได้กินมะม่วงฟ้าลั่นสุกรสชาติดีมากแบบที่ไม่มีขายที่ตลาด

(https://lh5.googleusercontent.com/-dkjsWolVZk8/UI6J0JxiXXI/AAAAAAAAAO8/5g7a3nXB69Y/w369-h276-n-k/P4070052.JPG)
กล้วยในบางโซนของสวนก็ยังเติบโตได้ดีท่ามกลางความแห้งแล้ง  แต่ทุกสัปดาห์ก็จะมีของติดท้ายรถกลับไปทานที่บ้านเสมอ มากบ้างน้อยบ้างตามความกรุณาของธรรมชาติ (ไม่รดน้ำ ไม่พรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้าเฉพาะเวลาเดินเข้าไปเก็บเกี่ยว จะเรื่องมากไปทำไม)

ถ้าจะสรุปผลการทดลองจะมีดังนี้
- วัชพืชที่อยู่กลางแจ้ง แห้งตายเป็นส่วนใหญ่
- ต้นมะนาวแป้นตายเป็นส่วนใหญ่ หมดไปประมาณ 100 กว่าต้น  ต้นที่ยังรอดอยู่ต้องคอยดูต่อไป
- ต้นมะกรูดดูโทรมไปบ้างแต่ไม่ตาย ให้ผลผลิตบ้าง แต่ไม่เยอะ
- ต้นมะพร้าวส่วนใหญ่รอด ยืนต้นตาย 1 ต้น  คิดว่าเป็นเพราะด้วงมะพร้าวมากกว่าความแห้งแล้ง
- ต้นมะไฟ ต้นมะปราง และต้นฝรั่งยืนต้นตาย
- ต้นมะตูมให้ผลผลิต และทิ้งใบหมดเกลี้ยง  แต่ก็กลับมาผลิใบในหน้าฝน
- ต้นกล้วยแห้งคอหักไปบ้าง ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ แต่ไม่มีกอไหนตาย
- ต้นมะม่วงให้ผลเป็นบางต้น  แต่ยังเขียวขจีอยู่ดีทุกต้น
- ต้นสะเดา ไผ่ และต้นขี้เหล็กไม่สะทกสะท้านกับความแล้ง
- ต้นชมพู่อยู่รอดได้ แต่ให้ผลเล็กมาก และร่วงเยอะ  ไม่ได้กิน
- ต้นมะละกอให้ผลบ้าง บางต้นแห้งตายบ้าง
- พืชหัว เช่น มันเลือดนก มันมือเสือ และบุก ใบจะค่อยๆ เหี่ยวไป  และผลิใบออกมาใหม่เมื่อถึงฤดูฝน
- ขิง ข่า กระชาย กระทือ ขมิ้น ใบจะค่อยๆ เหี่ยวไป  และงอกใหม่เมื่อถึงฤดูฝน
- ต้นพริกและผักสวนครัวหลายชนิดตายหมด และไม่ฟื้นกลับมา
- ต้นไม้ที่ทดลองปลูกใหม่ เช่น ทุเรียน มะกอกฝรั่ง กาแฟ โกโก้ ฟักข้าว ผักเหรียง และผักกูด ตายทั้ง 100%

โดยรวมๆ แล้วยังมีพืชที่รอดจากหน้าแล้งได้  บางชนิดรอดเฉพาะในบางพื้นที่ในสวน  ดูเหมือนว่าทั้งชนิดของพรรณไม้ ทำเลที่ปลูก และวิธีการปลูกจะมีผลต่อความอยู่รอดของต้นไม้  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?  เราจะต้องออกแบบพรรณไม้และสถานที่ปลูกอย่างไร?  เราจะปรับพื้นที่ที่ไม่ค่อยเหมาะสมกับพืชมาเป็นทำเลที่เหมาะได้อย่างไร?  ดูเหมือนคำถามจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยยังไม่มีความตอบ...


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: siripan1112 ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 06:05:32 AM
เมื่อวิกฤติน้ำมันมาถึง  ผมตายแน่ๆ  คงถึงเวลาเลิกคิด หยุดฝัน แล้วลงมือทำ เสียที


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: DUMP ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 02:01:20 PM
อ่านแล้วเพลินได้ความรู้เยอะ เสียดายอย่างเดียวตอนซื้อที่ไม่ได้รอบคอบอะไร เรื่องฝนฟ้า
ก็ไม่ได้นึกได้ถามเพราะเจอที่ตอนหน้าฝน แถมไฟท์บังคับด้วย   อายุคนทำก็ ( เหลือ ) น้อยยังไงก็ต้องดิ้นรนกันหลายๆยก ทั้งวิชาเทพ วิชามาร  อย่างน้อยความรู้จากท่านๆทั้งหลาย
ต้องขอขอบคุณมา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Bankao ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 02:12:38 PM
อีกวิธีในการเก็บกักน้ำเพื่อให้มีความชื้นในที่ดินเราตลอดหน้าแล้ง คือขุดบ่อหรือสระเล็ก ๆ แต่ลึกหน่อย ทั่วบริเวณในที่ดิน เป็นหย่อม ๆ ไป น่าจะช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดินและความชุมชื้นในดินได้บ้าง หรือทำฝายเก็บกักน้ำเป็นจุด ๆ เพื่อให้น้ำที่กักไว้ซึมลงไปในที่ดินของเราได้มากที่สุด
ดังนั้นผมจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมทฤษฎีของในหลวงจึงกำหนดให้พื้นที่ที่เป็นน้ำมากถึง 30%


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: yangna ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 02:33:55 PM
แล้วสวนอยู่จังหวัดอะไร ตอบรึยังค่ะ ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 03:10:25 PM
คุณยางนาก็...

อิ อิ ขอช่วยสังเกตุธรรมชาติอีกสักนิดได้ไหมครับคุณteerapan

ต้นไม้ที่ยังเหลืออยู่
ต้นไหนที่มาจากการปลูกด้วยเมล็ด มีรากแก้ว
ต้นไหนมาจากการปลูกด้วยกิ่งตอน ไม่มีรากแก้ว


คิดว่าถึงเป็นต้นไม้ติดสวนมา พอรื้อค้นหาคำตอบได้

ผมเองอยากร่วมค้นหาปริศนาแห่งธรรมชาตินี้เหมือนกันครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: yangna ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 03:33:33 PM
น้อง rew

จะมาบอกว่าพี่ทำอะไร ผิดพลาดไปอีกรึเปล่าเนี้ย หรือว่าปล่อยไก่อีกแล้ว :-\ :-\ :-\

ชอบทำให้พี่ขาดความมั่นใจอยู่เรื่อย :'( :'( :'(

รู้แล้ว ๆ   เพชรบุรี  กลับไปตั้งใจอ่านอีกทีพึ่งเห็น >:( >:( >:( >:(


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 04:14:18 PM
ขำพี่ยางนาอ่ะ  :D :D :D :D

การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)


ผลของการทำแบบไม่ทำได้เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ว่าเป็นเคยเป็นป่าดิบแล้ง ของดินแดนที่เรียกว่าแก่งกระจาน (คุณ Magnum (rew) ได้ชี้แจงในกระทู้น้องตั้มแล้วว่าป่า 59% ของแก่งกระจานเป็นป่าดิบแล้ง) การเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แห้งแล้ง และรายล้อมด้วยภัยจากไฟป่าของผืนดินแห่งนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของสวนขี้คร้านมิน้อย  มันจะเป็นไปได้หรือการทำสวนแบบไม่ต้องรดน้ำ  


ปล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าด่วนตัดสินใจซื้อที่ดินเพราะเห็นความชุ่มชื้นในหน้าฝน  ;D ;D ;D



ขอบคุณครับ ที่สนใจบทความของผม เล่นเอาต้องไปหาข้อมูลอ้างอิงที่มาเลย

Clickที่นี่ (http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=581:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14)

ลองเข้าไปดูครับ เผื่้อจะเป็นไอเดียในการจัดการพื้นที่ได้
จริงๆในลิ้งค์ดังกล่าวบอกด้วยว่าแก่งกระจานเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญ ได้แก่  แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำภาชี แม่น้ำปราณบุรี
และแม่น้ำกุยบุรี

แล้งอย่างไร ก็เป็นแหล่งต้นน้ำ ป่าอย่างไรก็เป็นป่า ลองดูข้อมูลครับ ขบปริศนาแห่งธรรมชาติกันต่อไป  ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: yangna ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 04:55:05 PM

เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง


ไม่ใช่อันนี้หรอ

อายนะเนี้ย :-\ :-\ :-\

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย :'( :'( :'(



หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: konthain(นพ) ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 05:02:18 PM

เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง


ไม่ใช่อันนี้หรอ

อายนะเนี้ย :-\ :-\ :-\

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย :'( :'( :'(



ไม่ต้องอายครับ คนเยอะแยะ ว่าแต่จะให้ไปลบ comment นั้นจริงๆเหรอครับ ถ้าลบอันนั้น
ก็ต้องไล่ตามลบอีก 2-3 comment ปล่อยไว้ยังงั้นเถอะครับ เป็นสีสรร  ;D

 ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: yangna ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 05:11:13 PM
โถ่... ให้คนอื่นเป็นสีสรรได้มั้ย  :P :P :P

ไม่น่าเลยเรา  :'( :'( :'(

ไปดีกว่า  :'( :'( :'( 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 05:25:09 PM
เมื่อวิกฤติน้ำมันมาถึง  ผมตายแน่ๆ  คงถึงเวลาเลิกคิด หยุดฝัน แล้วลงมือทำ เสียที

ปูเสื่่อรอชมสวนน้อง siripan1112 อยู่ครับ

อ่านแล้วเพลินได้ความรู้เยอะ เสียดายอย่างเดียวตอนซื้อที่ไม่ได้รอบคอบอะไร เรื่องฝนฟ้า
ก็ไม่ได้นึกได้ถามเพราะเจอที่ตอนหน้าฝน แถมไฟท์บังคับด้วย   อายุคนทำก็ ( เหลือ ) น้อยยังไงก็ต้องดิ้นรนกันหลายๆยก ทั้งวิชาเทพ วิชามาร  อย่างน้อยความรู้จากท่านๆทั้งหลาย
ต้องขอขอบคุณมา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ

ขอบคุณที่พี่ดำที่แวะเข้ามาชมครับ  ตอนซื้อตัดสินใจเร็วมาก วันที่ไปดูที่ดินมีพระอาทิตย์ทรงกลด  ภรรยายังบอกว่าท่าทางฤกษ์งามยามดี  สงสัยต้องได้ซื้อที่ดินแน่ๆ  พอไปถึงที่ดินดูวันนั้นตัดสินใจวันนั้นเลยครับ เพิ่งมารู้ว่าพระอาทิตย์ทรงกลดเตือนว่า "มันแล้งมาก" ;D ;D ;D

ส่วนอายุคนทำเหลือน้อยจริงๆ เรี่ยวแรงกำลังก็เหลือน้อย เลยต้องหัดทำแบบขี้คร้าน  เพราะว่าถ้าต้องทำแบบใช้แรงกำลังเยอะๆ เดี๋ยวก็จะทำไม่ไหวแล้ว

อีกวิธีในการเก็บกักน้ำเพื่อให้มีความชื้นในที่ดินเราตลอดหน้าแล้ง คือขุดบ่อหรือสระเล็ก ๆ แต่ลึกหน่อย ทั่วบริเวณในที่ดิน เป็นหย่อม ๆ ไป น่าจะช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดินและความชุมชื้นในดินได้บ้าง หรือทำฝายเก็บกักน้ำเป็นจุด ๆ เพื่อให้น้ำที่กักไว้ซึมลงไปในที่ดินของเราได้มากที่สุด
ดังนั้นผมจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมทฤษฎีของในหลวงจึงกำหนดให้พื้นที่ที่เป็นน้ำมากถึง 30%

ขอบคุณครับคุณ Bankao มีคำแนะนำดีๆ มาให้กันอยู่เสมอ

แล้วสวนอยู่จังหวัดอะไร ตอบรึยังค่ะ ;D ;D ;D

อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรีครับน้องปู

อิ อิ ขอช่วยสังเกตุธรรมชาติอีกสักนิดได้ไหมครับคุณteerapan

ต้นไม้ที่ยังเหลืออยู่
ต้นไหนที่มาจากการปลูกด้วยเมล็ด มีรากแก้ว
ต้นไหนมาจากการปลูกด้วยกิ่งตอน ไม่มีรากแก้ว

คิดว่าถึงเป็นต้นไม้ติดสวนมา พอรื้อค้นหาคำตอบได้
ผมเองอยากร่วมค้นหาปริศนาแห่งธรรมชาตินี้เหมือนกันครับ

ฮ่าๆๆ  น้องเอ็ม อยากจะบอกว่าไม่ทราบเหมือนกันครับว่าต้นไหนเมีรากแก้วหรือไม่มีรากแก้ว  กลายเป็นว่าต้นไหนตายก็ตายไป  เราก็มุ่งปลูกเฉพาะต้นที่มีรากแก้วแทนแล้วกันครับ

การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)


ผลของการทำแบบไม่ทำได้เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ว่าเป็นเคยเป็นป่าดิบแล้ง ของดินแดนที่เรียกว่าแก่งกระจาน (คุณ Magnum (rew) ได้ชี้แจงในกระทู้น้องตั้มแล้วว่าป่า 59% ของแก่งกระจานเป็นป่าดิบแล้ง) การเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แห้งแล้ง และรายล้อมด้วยภัยจากไฟป่าของผืนดินแห่งนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของสวนขี้คร้านมิน้อย  มันจะเป็นไปได้หรือการทำสวนแบบไม่ต้องรดน้ำ 



ขอบคุณครับ ที่สนใจบทความของผม เล่นเอาต้องไปหาข้อมูลอ้างอิงที่มาเลย

Clickที่นี่ ([url]http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=581:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14[/url])
ลองเข้าไปดูครับ เผื่้อจะเป็นไอเดียในการจัดการพื้นที่ได้
จริงๆในลิ้งค์ดังกล่าวบอกด้วยว่าแก่งกระจานเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญ ได้แก่  แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำภาชี แม่น้ำปราณบุรี
และแม่น้ำกุยบุรี

แล้งอย่างไร ก็เป็นแหล่งต้นน้ำ ป่าอย่างไรก็เป็นป่า ลองดูข้อมูลครับ ขบปริศนาแห่งธรรมชาติกันต่อไป  ;D


ขอบคุณอีกครั้งครับน้องเอ็ม  ความจริงเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับเพราะว่าแถบสวนผมก็เป็นต้นน้ำของลำห้วยที่ส่งไปเลี้ยงหมู่บ้านด้านล่าง  แต่เวลาแล้งข้างบนจะแล้งก่อนเพราะอยู่เหนืออ่างเก็บน้ำ  ส่วนน้ำในอ่างเก็บน้ำจะค่อยๆ ปล่อยไปตามลำห้วย  ทำให้คนในที่ราบสามารถทำการเกษตรได้เรื่อยๆ ส่วนบนที่ดอนเหนืออ่างเก็บน้ำ เพาะปลูกได้เฉพาะตอนที่ด้านบนยังมีน้ำสูงพอที่จะสูบมาใช้


เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง

ไม่ใช่อันนี้หรอ
อายนะเนี้ย :-\ :-\ :-\

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย :'( :'( :'(

เอ่อ...เราลืมๆ กระทู้ด้านบนดีกว่านะน้องปู


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 05:32:23 PM

เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง

ไม่ใช่อันนี้หรอ

อายนะเนี้ย :-\ :-\ :-\

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย :'( :'( :'(

ไม่ต้องอายครับ คนเยอะแยะ ว่าแต่จะให้ไปลบ comment นั้นจริงๆเหรอครับ ถ้าลบอันนั้น
ก็ต้องไล่ตามลบอีก 2-3 comment ปล่อยไว้ยังงั้นเถอะครับ เป็นสีสรร  ;D ;D

น้องปูครับ  จะลบต้อง admin อย่างคุณ konthain(นพ) เลยครับ เพราะว่าใน board นี้เจ้าของกระทู้ไม่มีสิทธิ moderate คอมเม้นท์ของคนอื่น  แต่ว่าเอาไว้เป็นสีสันก็ดีครับ  วันนี้เลยมีเม้นท์เยอะเลย ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: konthain(นพ) ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 06:22:50 PM
กินอยู่คือ มีกินอยู่ อย่างเข้าใจ 18Sep12 (http://www.youtube.com/watch?v=XfONhJ-bhcE#)

เอา Video เรื่องการทำเกษตรแนวแบบสวนขี้คร้าน ของปราช์ญชาวบ้าน คุณนฤทธิ์ คำธิศรี ไอเดียแบบเดียวกันเลยมาฝากครับเผื่อเป็นไอเดียเพิ่มเติม  ;D

 ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: maya_amazon ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 10:10:14 PM
ู^
^
^
น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ การสร้างป่าด้วยการเลียนแบบวิถีธรรมชาติิของต้นไม้ ไว้จะลองทำบ้างดีกว่าเนอะ เก็บผลไม้มากินแค่ 75% ที่เหลือปล่อยไว้ให้เป็นปุ๋ย เก่งจริงๆ คิดได้ไง :-[ :-[ :-[


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 07, 2012, 10:43:35 PM
เอา Video เรื่องการทำเกษตรแนวแบบสวนขี้คร้าน ของปราช์ญชาวบ้าน คุณนฤทธิ์ คำธิศรี ไอเดียแบบเดียวกันเลยมาฝากครับเผื่อเป็นไอเดียเพิ่มเติม  ;D
 ;)

ขอบคุณมากครับ  เคยได้เรื่องราวของคุณนฤทธิ์มาหลายครั้ง  แต่รอบนี้ VDO ยาวดีครับ  ได้มุมมองเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 12:15:12 AM
บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน

เท้าความถึงบทที่แล้ว หลังจากตกกะใจกับผลการทดลองที่ทำเอาต้นมะนาวตายไปเกือบทั้งสวน หญ้าก็ปล่อยรกเต็มสวน  เรื่องราวของชายเพี้ยนก็กระฉ่อนไปทั้งหมู่บ้าน  ;D ;D ;D  ส่วนชายเพี้ยนยังคงหมกหมุ่นในการแสวงหาศาสตร์ใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ด้วยความปารถนาจะทำสวนแบบคนขี้คร้าน  ในระหว่างที่ออกท่องยุทธภพแบบ Virtual กับอากู๋ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  เริ่มจากหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ  พอหาอ่านภาษาไทยไม่ค่อยจะเจอ ก็ขยับเป็นภาษาปะกิต  ด้วยความรู้แบบ snake ๆ fish ๆ  ก็ไปเจอคำศัพท์ไม่รู้จักเรียกว่า Permaculture (เพอร์มาคัลเชอร์) ซึ่งดูแล้วน่าสนใจมาก และอาจจะมาตอบคำถามหลายๆ อย่างที่กำลังค้นหาอยู่  ค้นหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จากเรื่องนึงไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง  สุดท้ายก็เริ่มเข้าใจว่าเพอร์มาคัลเชอร์เป็นเรื่องราวเดียวกันกับเกษตรกรรมธรรมชาติของปู่ฟูกูโอกะ  เป็นการเดินทางขึ้นภูเขาลูกเดียวกันด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน

ก่อนที่เราจะเข้าไปในเรื่องเพอร์มาคัลเชอร์  เรามาทำความรู้จักกับปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในด้านนี้ก่อน  ท่านแรกที่ท่านรู้จักกันแล้ว คือ Masanobu Fukuoka (ปู่ฟู) ส่วนท่านที่สองคือคนที่บัญญัติศัพท์คำว่าเพอร์มาคัลเชอร์ชื่อว่า Bruce Charles 'Bill' Mollison (ปู่บิล)
(https://lh6.googleusercontent.com/-CtQb048Gn0g/U3Sje0uGrFI/AAAAAAAAFJM/FgdI_jbLKN8/w410-h293-no/3140943920_c96e6feee2.jpg)

มันชั่งเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ Bruce Charles 'Bill' Mollison (ปู่บิล) และ Masanobu Fukuoka (ปู่ฟู) ซึ่งต่างคนต่างคิดและลงมือทำในช่วงเวลาเดียวกัน ในที่ดินของตนเองในคนละทวีป คนละสภาพแวดล้อม คนละสภาพอากาศกลับได้คำตอบที่คล้ายกันมากของคำถามที่ว่า "มนุษย์จะอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?"  ปู่บิล และปู่ฟูเลือกเส้นทางที่แตกต่างในการไปถึงจุดหมายเดียวกัน และแนวคิดของทั้งคู่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับพื้นที่ในทุกสภาพอากาศ

(http://24.media.tumblr.com/tumblr_m3gy9nk67S1qjfurbo1_500.jpg)
ปู่ฟูเริ่มเกิดในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ในหมู่บ้านเล็กๆ บนเกาะชิโกกุทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เขาจบการศึกษาทางจุลชีววิทยา สาขาพยาธิวิทยาของพืช และทำงานเป็นนักวิจัยทางเกษตรของกรมศุลกากรในเมืองโยโกฮาม่า ในแผนกตรวจสอบพันธุ์พืชที่จะนำเข้าและส่งออก  เมื่อเขาอายุได้ 25 ปี ฟูกูโอกะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมสมัยใหม่ เขาตัดสินใจลาออกจากงานและกลับ ไปทำเกษตรกรรมที่บ้านในชนบท เขาอุทิศเวลากว่า 50 ปีให้กับการพัฒนาวิธีการทำเกษตรกรรมธรรมชาติ (รายละเอียดสามารถหา อ่านได้จากหนังสือของปู่ฟู  จึงขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดมากนัก)

(https://lh5.googleusercontent.com/-aT7oE_fYQ9k/UpdVip24RbI/AAAAAAAAD8Y/ucRowpQoXeQ/w196-h275-no/bill_mollison.jpg)
ส่วนปู่บิลเกิดในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ในทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย  เขาลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อออกมาช่วยครอบครัวทำงานร้านขนมปัง  ต่อมาเขาทำงานเป็นชาวประมงบนเรือล่าปลาฉลาม การทำงานบนเรือทำให้เขามีโอกาสในการเดินทาง และหันไปทำงานอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นคนงานเหมือง คนขับรถไถ คนดักจับสัตว์ เจ้าหน้าที่ดูแลป่าไม้ และนักธรรมชาติวิทยา  

เมื่อปู่บิลมีอายุ 26 ปีเขาร่วมงานกับหน่วยงานสำรวจสัตว์ป่าของ The Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation (CSIRO) และทำงานที่นั่นเป็นเวลา 9 ปี  ตามสถานที่ห่างไกลผู้คนในฐานะนักชีววิทยาทำงานวิจัยเกี่ยวกับ กระต่าย ตั๊กแตน นกมัตตัน (muttonbirds) สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องเลี้ยงสำหรับเลี้ยงลูก (เช่น จิงโจ้) และปัญหาการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม  ในช่วงปี ค.ศ. 1959 ระหว่างที่ทดลองปลูกป่าด้วยพรรณไม้ 26 ชนิด ควบคู่ไปกับเลี้ยงสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้องสำหรับเลี้ยงลูก 5 สายพันธุ์  เขาค้นพบว่าจะมีพรรณไม้เพียง 4 ชนิด และจิงโจ้ 2 สายพันธุ์เท่านั้นก็เพียงพอจะเติบโตได้ดีร่วมกัน  เขาเริ่มมองเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติจากระบบง่ายๆ ที่ใช้ในการทดลองยังได้ผลดี  เขามีความเชื่อว่ามนุษย์สามารถออกแบบระบบที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ และได้ผลดีกว่านั้นแน่นอน  เขาอยากจะเล่าเรื่องการค้นพบครั้งนี้ให้ผู้คนฟังแต่ยังไม่มีโอกาส

ปี ค.ศ. 1963 เขากลับมาทำงานเอกสารที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองทัสมาเนียได้เพียง 1 ปี  แต่เขายังคงติดใจความมหัศจรรย์ของการทำงานร่วมกันขององค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติ  ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกลับไปทำงานลงพื้นที่อีกเป็นนักสำรวจระบบนิเวศน์ของสัตว์น้ำจืด  ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาศัย ห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำ และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของลำห้วย แม่น้ำ และทะเลสาบต่างๆ ในเมืองทัสมาเนีย

ด้วยจิตวิญญาณของการเป็นครู  ปู่บิลต้องการถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติที่เขาค้นพบจากการทำงานในฟิลดิ์  ในปี ค.ศ. 1966 เขากลับมาเรียนหนังสืออีกครั้งตอนอายุ 38 ปี (หลังจากลาออกไปทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี) ในขณะที่เรียนเขาก็ทำงานเลี้ยงวัว, ทำประมงจับปลาฉลาม และเป็นอาจาย์ part time ที่โรงเรียน  ภายหลังจากที่ได้รับปริญญาทางด้านชีวภูมิศาสตร์ (bio-geography) เขาก็ได้รับบรรจุเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  เขาได้พัฒนาหลักสูตรจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม เขายังเขียนบทความและทำงานวิจัยเกี่ยวกับชาวอะบอริจิน (ชนพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย)  

ในระหว่างนั้นเขาค้นพบเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจหลายอย่าง เช่น นักนิเวศวิทยาไม่เคยประยุกต์ใช้ความรู้ให้สวนในบ้านของตนมีระบบนิเวศน์ที่ดี  นักฟิสิกส์กลับอยู่ในบ้านที่ใช้พลังงานจำนวนมาก สถาปนิกออกแบบสร้างบ้านไม่เคยเข้าใจการกระจายของความร้อน ที่สำคัญมนุษย์รู้วิธีทำการเกษตรมากว่า 7,000 ปี  แต่เรากลับปล่อยให้ป่าไม้แห้งแล้งมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นทะเลทราย ปู่บิลแปลกใจมากที่ยังไม่มีคนคิดนำความรู้ทางการเกษตรที่มี มาใช้ในการออกแบบระบบที่มีความสมดุลย์ทางนิเวศน์  แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นแรงจูงใจในการนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "เพอร์มาคัลเชอร์"

ต่อมาในปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517) เขาได้ร่วมกับ David Holmgren พัฒนาแนวคิด และบัญญัติศัพท์คำว่า Permaculture (เพอร์มาคัลเชอร์) ขึ้นมา  โดยมาจากการสนธิของคำว่า Permanent + Culture  ต่อมาจึงได้ตีพิมพ์หนังสือ 2 เล่มคือ Permaculture One : A Perennial Agriculture for Human Settlements (เล่มนี้เขียนร่วมกับ David Holmgren พิมพ์์ปี ค.ศ. 1978) และ Permaculture Two : Practical Design for Town and Country in Permanent Agriculture (เล่มนี้เขียนคนเดียว พิมพ์ปี ค.ศ. 1979)

ปี ค.ศ. 1979 ภายหลังจากที่เขาลาออกจากการทำงานที่มหาวิทยาลัย เขาได้จัดตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อว่า Permaculture Institute (สถาบันเพอร์มาคัลเชอร์) และได้อุทิศตนในการพัฒนาหลักสูตรในการเผยแพร่แนวคิดของเพอร์มาคัลเชอร์ และเข้าไปช่วยงานในโครงการนำเอาแนวคิดของเพอร์มาคัลเชอร์ไปประยุกต์ใช้ทั่วโลก  

ปี ค.ศ. 1997 ในวัย 69 ปีปู่บิลเกษียณอายุจากการเป็นผู้อำนวยการของสถาบันเพอร์มาคัลเชอร์  โดยให้ Geoff Lawton เข้ามาดำเนินการต่อ  แต่เขาก็ยังเป็นวิทยากรในการสอนหลักสูตรต่างๆ ตามโอกาสจะอำนวย

การพบปะของปู่ฟู และปู่บิล

เนื่องจากปู่ฟูทำงานเหมือนคนบ้าอยู่คนเดียวอยู่ในสวนของเขาเป็นหลายปีโดยที่ทั่วโลกไม่มีใครรู้จักเขา  แนวคิดของปู่ฟูจึงเป็นเพียงเรื่องลึกลับของชายเพี้ยนคนหนึ่งที่ร่ำลือกันบ้างในหมู่คนกลุ่มเล็กๆ ในโลก (น่าจะเป็นเพราะอุปสรรคทางภาษา)  จนกระทั่ง Larry Korn ซึ่งเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นได้ยินเรื่องราวนี้ เขาสนใจเป็นอย่างมากจึงได้เดินทางไปทำงานในไร่ของปู่ฟูในปี ค.ศ. 1973  (ในขณะนั้นโลกก็ยังไม่รู้จักคำว่าเพอร์มาคัลเชอร์ เพราะหนังสือของปู่บิลยังไม่ได้ถูกตีพิมพ์  มีเพียงการพูดคุยกันในรายการวิทยุที่กระจายเสียงเฉพาะในประเทศออสเตรเลีย)  ต่อมาในปี ค.ศ. 1975 ปู่ฟูเขียนหนังสือเล่มแรก "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางข้าวเส้นเดียว" ลูกศิษย์อย่าง Larry Korn จึงได้ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษและตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1978 (ปีเดียวกับที่ Bill Mollison ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก ชื่อ Permaculture One)

ในปี ค.ศ. 1978 พวกเขาทั้งสองคนจึงได้เรียนรู้ว่ามีคนในอีกซีกหนึ่งของโลกกำลังพยายามหาคำตอบเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติเช่นกัน  ทั้งสองต่างได้นำแนวคิดของแต่ละฝ่ายมาใช้งานตั้งแต่ยังไม่ได้พบกัน  โดยแนวคิดเพอร์มาคัลเชอร์ของปู่บิลที่ออกมาในช่วงต้นๆ เน้นเรื่องเทคนิคและวิทยาศาสตร์มากเกินไป(ปู่บิลเน้นที่การลงมือปฏิบัติโดยไม่ต้องมีแรงจูงใจว่าทำไมต้องทำ)  ปู่บิลได้ส่วนที่เป็นปรัชญาของปู่ฟูมาช่วยเสริมแนวคิดด้านเพอร์มาคัลเชอร์  ทำให้มีเหตุผลทางจิตวิญญาณว่าทำไมจะต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติ  นอกจากนี้ปู่บิลยังได้นำเทคนิคหลายอย่างที่ปู่ฟูพัฒนาขึ้นมาไปประยุกต์ใช้งาน เช่น การทำแปลงผักแบบไม่ต้องพรวนดิน  หรือ กระสุนดิน

ส่วนปู่ฟูได้แนวคิดวิธีการทำงานที่ขับเคลื่อน และการกระจายองค์ความรู้ในรูปแบบเป็นองค์กร  มีความครบถ้วนทั้งเรื่องการเกษตร การตลาด และการบริหารจัดการทางการเงิน มีทำงานร่วมกับคนในท้องถิ่นเพื่อให้โครงการมีคนทำงานต่อเนื่อง  ทำให้การเผยแพร่องค์ความรู้ และการถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ออกไปได้อย่างรวดเร็ว  ปู่ฟูจึงเริ่มทำกิจกรรมการฝึกอบรม การเขียนหนังสือ และการเดินทางไปช่วยเหลืองานขับเคลื่อนการนำเกษตรกรรมธรรมชาติไปใช้งานในประเทศต่างๆ

เขาทั้งสองคนมีโอกาสได้พบกันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) ในประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งต่อมาได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดกันอีกหลายครั้ง

ปัจจุบันปู่ฟูได้จากโลกใบนี้ไปแล้วในวันที่ 16 สิงหาคม 2008 (พ.ศ.2551) ในวัย 95 ปี  ส่วนปู่บิลเกษียณเพื่อกลับไปอยู่ที่สวนของเขาด้วยวัย 84 ปี (นับถึงปี พ.ศ. 2555) และยังคงมีส่วนร่วมในการเผยแพร่การประยุกต์ใช้เพอร์มาคัลเชอร์เป็นครั้งคราว

ในตอนต่อไปเรามาติดตามดูว่าปู่บิลมีแนวคิดที่แตกต่างจากปู่ฟูมากน้อยเพียงใด  และแนวคิดของปู่บิลจะเอามาประยุกต์ใช้ที่สวนขี้คร้านได้หรือไม่

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/blog-post_5.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/blog-post_5.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: nipun ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 10:05:44 AM
ขอเป็นลูกหาบ ร่วมเดินทางกับ สวนขี้คร้านด้วยครับ :)))


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: namneung ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 10:06:39 AM
โอ้  พี่นึกเปิดสวนแล้ว  แวะมาให้กำลังใจค่ะ  ถึงจะช้าหน่อย  ก็ตั้งใจมาจร้า


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: maya_amazon ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 10:09:00 AM
สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ ถ้า รบ. ไทยรู้จักที่จะนำแนวทางเกษตรพอเพียงมาพัฒนาประเทศก็คงดีเนอะ จะได้สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นครัวของโลกหน่อย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: jaewnoi ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 11:40:27 AM
อ่านแล้วเพลินได้ความรู้เยอะ เสียดายอย่างเดียวตอนซื้อที่ไม่ได้รอบคอบอะไร เรื่องฝนฟ้า
ก็ไม่ได้นึกได้ถามเพราะเจอที่ตอนหน้าฝน แถมไฟท์บังคับด้วย   อายุคนทำก็ ( เหลือ ) น้อยยังไงก็ต้องดิ้นรนกันหลายๆยก ทั้งวิชาเทพ วิชามาร  อย่างน้อยความรู้จากท่านๆทั้งหลาย
ต้องขอขอบคุณมา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ
ขอบคุณที่พี่ดำที่แวะเข้ามาชมครับ  ตอนซื้อตัดสินใจเร็วมาก วันที่ไปดูที่ดินมีพระอาทิตย์ทรงกลด  ภรรยายังบอกว่าท่าทางฤกษ์งามยามดี  สงสัยต้องได้ซื้อที่ดินแน่ๆ  พอไปถึงที่ดินดูวันนั้นตัดสินใจวันนั้นเลยครับ เพิ่งมารู้ว่าพระอาทิตย์ทรงกลดเตือนว่า "มันแล้งมาก" ;D ;D ;D

ส่วนอายุคนทำเหลือน้อยจริงๆ เรี่ยวแรงกำลังก็เหลือน้อย เลยต้องหัดทำแบบขี้คร้าน  เพราะว่าถ้าต้องทำแบบใช้แรงกำลังเยอะๆ เดี๋ยวก็จะทำไม่ไหวแล้ว

;D ;D ;D ดีใจจังสวนเดิมบางมีคู่หูแล้ว เหมือนคู่แฝดเลยค่ะ  ...แต่สวนขี้คร้านได้เปรียบนิดนึงตรงอายุเจ้าของสวน
เป็นกำลังใจ...งานท้าทายความสามารถ ผ่านได้อยู่แล้ว :D



หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: sompol ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 11:59:22 AM
...น่าติดตามชมเป็นอย่างมาก เรื่องราวของคิวบา ก็คงเหมือนสมัยปู่ย่าตายายของเรา ที่ท่านทำมาหากินและอยู่รอดกับธรรมชาติได้อย่างดี และยังสมารถส่งลูกหลานให้ได้เรียนหนังสือมีการศึกษา และมีความรู้สูงๆ อย่างพวกเราในเว็บนี้

...ห้องทดลองแห่งนี้จะเป็นแบบอย่างในการสู้กับความแห้งแล้งโดยอาศัยการอิงธรรมชาิติ เคารพธรรมชาติ และเติบโตไปกับธรรมชาติ อีกแห่งหนึ่งแน่นอนครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Bankao ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 01:42:53 PM
เข้ามาอ่านทุกวัน เป็นหนึ่งในกระทู้ที่จะต้องขาดไม่ได้ไปแล้ว

อยากถามว่า หนังสือของปู่บิล มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วหรือยังครับ เพราะเคยเห็นมีแต่ของปู่ฟูเท่านั้น


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 02:48:06 PM
โถ่... ให้คนอื่นเป็นสีสรรได้มั้ย  :P :P :P

ไม่น่าเลยเรา  :'( :'( :'(

ไปดีกว่า  :'( :'( :'( 

เดี๋ยวว่างๆ จะรื้อหาRep. เด็ดๆของพี่ปูมารวมเล่มดีกว่า.....  ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: กัญจน์ ที่ พฤศจิกายน 08, 2012, 03:23:16 PM
ต้องขอกล่าวสวัสดีพี่Teerapanผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจนำเอาความรู้ต่างๆมาแบ่งปันกับเพื่อนๆณ.ที่แห่งนี้ ครอบครัวบ้านสวนไทรงามขอเป็นกำลังใจให้กับคนชอบปลูกเหมือนกันครับ เชื่อว่าสวนขี้คร้านเกิดขึ้นด้วยใจรักการจะก้าวไปดั่งใจฝันคงไม่ยาก พื้นที่เช่นนี้เหมาะแล้วที่เราจะได้พิสูจน์ให้ชุมชนได้ประจักษ์ว่าเราก็สามารถพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับแผ่นดินได้ ผมเองตอนตัดสินใจซื้อที่ก็มิได้คิดอะไรมากเพราะตอนไปดูครั้งแรกในเดือนเมษาทิวทัศน์แถวนั้นก็ดูร่มรื่นดี ชาวบ้านบอกว่าที่นี่แล้งนะก็ไม่เชื่อเพราะคิดว่าศาสตร์พระราชาจะกระทำได้ทุกที่ในผืนแผ่นดินไทยเพียงแต่ให้เวลาและความเพียร
(http://upic.me/i/tu/2gpage.jpg) (http://upic.me/show/40900172)
(http://upic.me/i/f9/ssa47411_resize.jpg) (http://upic.me/show/40900475)
พื้นที่ของสวนจึงถูกกำหนดด้วยแหล่งน้ำกระจายให้ครอบคลุม
(http://upic.me/i/go/dsc08956_resize.jpg) (http://upic.me/show/40901321)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 09, 2012, 12:28:22 PM
ขอเป็นลูกหาบ ร่วมเดินทางกับ สวนขี้คร้านด้วยครับ :)))
ด้วยความยินดีครับ

โอ้  พี่นึกเปิดสวนแล้ว  แวะมาให้กำลังใจค่ะ  ถึงจะช้าหน่อย  ก็ตั้งใจมาจร้า
ขอบคุณครับน้องมน  อาการไม่สบายดีขึ้นแล้วยังครับ?

สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ ถ้า รบ. ไทยรู้จักที่จะนำแนวทางเกษตรพอเพียงมาพัฒนาประเทศก็คงดีเนอะ จะได้สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นครัวของโลกหน่อย
เห็นด้วยครับ  แต่ก่อนอื่นจะต้องเปลี่ยนดัชนีชี้วัดกันก่อน  เพราะว่าหากมีปฏิบัติทั้ง 3 ขั้น อาจจะหมายถึงการลดลงของ GDP Growth รบ. อาจจะไม่แฮบปี้เท่าไหร่

;D ;D ;D ดีใจจังสวนเดิมบางมีคู่หูแล้ว เหมือนคู่แฝดเลยค่ะ  ...แต่สวนขี้คร้านได้เปรียบนิดนึงตรงอายุเจ้าของสวน
เป็นกำลังใจ...งานท้าทายความสามารถ ผ่านได้อยู่แล้ว :D
ว่างๆ จะขอไปเรียนงานที่สวนเดิมบางฯ ครับ

...น่าติดตามชมเป็นอย่างมาก เรื่องราวของคิวบา ก็คงเหมือนสมัยปู่ย่าตายายของเรา ที่ท่านทำมาหากินและอยู่รอดกับธรรมชาติได้อย่างดี และยังสมารถส่งลูกหลานให้ได้เรียนหนังสือมีการศึกษา และมีความรู้สูงๆ อย่างพวกเราในเว็บนี้

...ห้องทดลองแห่งนี้จะเป็นแบบอย่างในการสู้กับความแห้งแล้งโดยอาศัยการอิงธรรมชาิติ เคารพธรรมชาติ และเติบโตไปกับธรรมชาติ อีกแห่งหนึ่งแน่นอนครับ

ขอบคุณครับ คุณ sompol  แวะเข้าไปเยี่ยมสวนคุณ sompol หลายครั้ง  มีเรื่องให้เรียนรู้เยอะเลยนะครับ

เข้ามาอ่านทุกวัน เป็นหนึ่งในกระทู้ที่จะต้องขาดไม่ได้ไปแล้ว
อยากถามว่า หนังสือของปู่บิล มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วหรือยังครับ เพราะเคยเห็นมีแต่ของปู่ฟูเท่านั้น
หนังสือของปู่บิลยังไม่มีคนแปลครับ  ถึงแปลก็น่าจะหาคนสนใจอ่านน้อยนะครับ  สำหรับเมืองไทยเรื่องเพอร์มาคัลเจอร์ยังไม่ดังครับ  แต่พวกเพื่อนๆ ชาวออสเตรเลียจะรู้เรื่องนี้ดี  มีคนนำเอาแนวคิดมาประยุกต์ในเมืองไทยก็หลายคน  แถมบรมอาจารย์ด้านเพอร์มาคัลเจอร์ทั้งหลายมาเยี่ยมเมืองไทยกันแล้วทุกท่านครับ  คุณ Bankao สนใจเป็นคนแปลคนแรกมั๊ยละครับ?

ต้องขอกล่าวสวัสดีพี่Teerapanผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจนำเอาความรู้ต่างๆมาแบ่งปันกับเพื่อนๆณ.ที่แห่งนี้ ครอบครัวบ้านสวนไทรงามขอเป็นกำลังใจให้กับคนชอบปลูกเหมือนกันครับ เชื่อว่าสวนขี้คร้านเกิดขึ้นด้วยใจรักการจะก้าวไปดั่งใจฝันคงไม่ยาก พื้นที่เช่นนี้เหมาะแล้วที่เราจะได้พิสูจน์ให้ชุมชนได้ประจักษ์ว่าเราก็สามารถพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับแผ่นดินได้ ผมเองตอนตัดสินใจซื้อที่ก็มิได้คิดอะไรมากเพราะตอนไปดูครั้งแรกในเดือนเมษาทิวทัศน์แถวนั้นก็ดูร่มรื่นดี ชาวบ้านบอกว่าที่นี่แล้งนะก็ไม่เชื่อเพราะคิดว่าศาสตร์พระราชาจะกระทำได้ทุกที่ในผืนแผ่นดินไทยเพียงแต่ให้เวลาและความเพียร พื้นที่ของสวนจึงถูกกำหนดด้วยแหล่งน้ำกระจายให้ครอบคลุม
ขอบคุณครับคุณกัญจน์  ผมก็ติดตามเรื่องราวดีๆ ของสวนไทรงามอยู่เสมอครับ  ชื่นชมวิธีการสอนลูกของคุณกัญจน์ครับ

ปล. อาทิตย์นี้ของพักเคียร์ธุระก่อน  ขอมาต่อกระทู้บทที่ 4 สัปดาห์หน้านะครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: siripan1112 ที่ พฤศจิกายน 10, 2012, 03:23:55 AM
"เห็นด้วยครับ  แต่ก่อนอื่นจะต้องเปลี่ยนดัชนีชี้วัดกันก่อน  เพราะว่าหากมีปฏิบัติทั้ง 3 ขั้น อาจจะหมายถึงการลดลงของ GDP Growth รบ. อาจจะไม่แฮบปี้เท่าไหร่"


ถึงแม้  GDP  สูงหรือต่ำ ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี  ประเทศเป็นหนี้  IMF  หรือปลดหนี้  IMF  ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี
ผมวางมือทางการมืองแล้ว  ปลูกต้นไม้ดีกว่า.....ช่าง(หัว)  GDP  มันเถอะ  หนี้สาธารณะลืมไปได้เลย  แก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคลใ้ห้รอดก่อน  555 >:( >:( >:( :(


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: DUMP ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 09:13:00 AM
สวัสดีครับคุณ Teerapan ต้องขอโทษด้วยครับที่ผมเขียนให้เข้าใจผิด ทีว่าดูที่ไม่รอบคอบและอายุเหลือน้อย หมายถึงตัวผมเองครับ เพราะผมซื้อที่สุพรรณเป็นร่องปลอดฝน   ฝนน้อยจริงๆ   ห่างกันแค่สามกิโลเมตร เขาตกกันตรึม ที่ของผมแค่ปลอยๆ  ยังไงก็เข้ามาให้กำลังใจ
คอเดียวกันครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 12:50:23 PM
"เห็นด้วยครับ  แต่ก่อนอื่นจะต้องเปลี่ยนดัชนีชี้วัดกันก่อน  เพราะว่าหากมีปฏิบัติทั้ง 3 ขั้น อาจจะหมายถึงการลดลงของ GDP Growth รบ. อาจจะไม่แฮบปี้เท่าไหร่"

ถึงแม้  GDP  สูงหรือต่ำ ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี  ประเทศเป็นหนี้  IMF  หรือปลดหนี้  IMF  ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี
ผมวางมือทางการมืองแล้ว  ปลูกต้นไม้ดีกว่า.....ช่าง(หัว)  GDP  มันเถอะ  หนี้สาธารณะลืมไปได้เลย  แก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคลใ้ห้รอดก่อน  555 >:( >:( >:( :(
เห็นด้วยครับน้อง siripan1112 บันไดขั้นที่ 1 ของเศรษฐกิจพอเพียงคือการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองเพื่อให้ครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองเองได้  ไม่ได้มีส่วนไหนพระราชดำรัสกล่าวถึงการพึ่งพารัฐ พึ่งพานักการเมือง หรือการออกไปประท้วงเวลาที่ราคาพืชผลบางชนิดตกต่ำเลย

หลักการสำคัญยังคงอยู่รอบๆ การบริหารความเสี่ยง  ถ้าเราปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก ปัญหาเรื่องปากท้องก็จะพึ่งพิงราคาขายของผลผลิตน้อยลงไป  การลดต้นทุนผลิตโดยใช้เกษตรอินทรีย์แทนสารเคมีก็จะเป็นการลดความเสี่ยง เช่นกัน เราอาจจะได้ผลผลิตไม่มาก ขายก็ได้เงินไม่มากเหมือนการเร่งผลผลิตโดยใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง  แต่เวลาราคาพืชตกต่ำเราก็จะไม่เดือดร้อนมากเพราะมีต้นทุนที่ต่ำ  หรือแม้นแต่การหาทางเลือกของการใช้ผลผลิตโดยการเลี้ยงสัตว์ร่วมกับการปลูกพืชก็จะเป็นการลดความเสี่ยงเช่นกัน  เช่น ผักราคาถูกเอาไปขายไม่คุ้มก็ตัดให้หมู ให้ไก่กินบ้าง  ถ้าขายได้ราคาเราก็เอาผักไปขาย แล้วหาอย่างอื่นที่ราคาถูกให้เขากินแทน  เป็นการแปลงพืชในช่วงที่ราคาต่ำมาสะสมเป็นเนื้อแทนที่จะปล่อยให้เสีย หรือขายแบบขาดทุน  ส่วนสัตว์ที่เลี้ยงเราก็ใช้ส่วนเหลือจากการเพาะปลูกเป็นหลักก็ไม่ต้องมาคิดมากเรื่องอัตราแลกเนื้อ หรือระยะเวลาในการเลี้ยง เพราะว่าต้นทุนอาหารหลักของเราต่ำ

เมื่อเราทำระดับครอบครัวได้อย่างนี้แล้วก็ขยายแนวคิดมาเป็นระดับชุมชน  เพราะว่าครอบครัวเราคงจะผลิตทุกอย่างเองไม่ได้  แต่ถ้าร่วมมือกันเป็นชุมชน จะมีประสิทธิภาพมากกว่า ชุมชนผลิตสิ่งที่ชุมชนบริโภค และคนในชุมชนก็บริโภคสิ่งที่ชุมชุมผลิตเป็นหลัก ก็จะลดความเสี่ยงของชุมชนที่เกิดจากราคาผลผลิตนอกชุมชน  ลดความเสี่ยงจากค่าขนส่งไปขายในเมือง หรือราคาน้ำมัน

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ก้าวแรกก็ยังต้องเริ่มที่ตัวเรา "กินข้าวที่ละคำ ทำที่ละอย่าง" อย่าเพิ่งไปนึกฝันไปไกลถึงขั้นที่ 3 ที่ 4 เลย  ลงมือที่บ้านเราก่อนดีกว่า  สรุปแล้วเห็นด้วยกับน้อง siripan1112 ว่าไม่ต้องไปรอ รบ. ว่าเขาจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไรให้เราหรอก


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 01:07:56 PM
สวัสดีครับคุณ Teerapan ต้องขอโทษด้วยครับที่ผมเขียนให้เข้าใจผิด ทีว่าดูที่ไม่รอบคอบและอายุเหลือน้อย หมายถึงตัวผมเองครับ เพราะผมซื้อที่สุพรรณเป็นร่องปลอดฝน   ฝนน้อยจริงๆ   ห่างกันแค่สามกิโลเมตร เขาตกกันตรึม ที่ของผมแค่ปลอยๆ  ยังไงก็เข้ามาให้กำลังใจ
คอเดียวกันครับ

ขอบคุณครับพี่ดำ  ผมเข้าใจไม่ผิดหรอก เพราะว่าผมก็ไม่ได้รอบคอบตอนซื้อที่ดินจริงๆ ครับ  ตอนนั้นเอามาหาซื้อที่ดินแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย  เจอที่ดีตามความต้องการปุ๊บก็ตัดสินใจไปเลย จะแล้งหรือไม่ จะต้องบริหารจัดการยังไงก็ไม่ต้องสนใจศึกษาเลย  ต้องการเพียงแต่จะเริ่มก้าวที่ 1 ให้ได้  ไม่งั้นทางเลือกมันจะเยอะไป  มัวแต่ฝัน ไม่ได้ลงมือทำ  เมื่อเจอเข้าจริงๆ ก็ถือเป็นความท้าทาย มีเรื่องให้ทำเยอะ ทดลองเยอะ เรียนรู้เยอะ มีโอกาสได้เป็นชายเพี้ยนทดลองทำอะไรที่ชาวบ้านแถวนี้ไม่ทำกัน

ทุกวันนี้ยังคงมีชาวบ้านจอดรถถามผมทุกครั้งที่ผมปลูกหญ้าแฝกข้างถนนด้านหน้าที่ดิน  น่าแปลกใจที่พวกเขารู้ว่าสวนของพวกเขาก็แล้ง และหญ้าแฝกน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาของเขาได้ส่วนหนึ่ง  แต่...ไม่มีใครลงมือปลูก  มีแต่คนตัดหญ้าเอาไปเลี้ยงวัว  ปล่อยให้ดินโล่งๆ ไม่มีวัชพืชปกคลุม  ทำในที่ดินของตัวเองไม่พอ ก็มักจะแอบไปตัดตามที่ดินของคนอื่นอีก (หน้าสวนผมโดนแอบตัดประจำ  จับตัวไม่ได้  แต่ตัดไปทั้งหญ้าทั้งต้นไม้ที่ผมปลูกเลยทั้งๆ ที่มีไม้หลักปักอยู่ก็ไม่สนใจ  >:( >:( >:( ) การปลูกหญ้าทั้งๆ ที่มีแต่คนตัดฟรีๆ โดยไม่ต้องปลูกจึงถูกมองว่าเพี้ยน  ;D ;D ;D

ส่วนเรื่องอายุไม่ต้องพูดถึง  มัวแต่ทำเรื่องอื่นอยู่ไม่ได้เริ่มลงมือจนอายุมาก  ตอนมาลงมือทำจึงเริ่มตระหนักว่า "อนิจฺจา วต สงฺขารา" จริงๆ ด้วยล่ะ  ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 04:12:37 PM
ท่านพระอาจารย์ลี  แห่งอโศการาม ท่านบอกว่า สรรพสิ่ง  ประกอบด้วย ดิน น้ำ  ลม  ไฟ   อากาศธาตุและ วิญญาณธาตุ  มาประชุมรวมกัน ก่อเกิดเป็นสรรพสิ่ง  ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป    ชีวิตย่อมไม่เกิดเพราะปัจจัยไม่ครบ  ทั้งคน  สัตว์  ต้นไม้

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วสงสัยสวนนี้  จะขี้คร้านไม่ได้่เสียแล้ว  ต้องระดมสรรพกำลังทั้งกำลังกาย กำลังใจ รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่มีอยู่ในตัว ออกมาหมดทีเดียวเชียว   โจทก์ยาก  เมื่อตอนแก้ปัญหาเสร็จ  มันภูมิใจนะ   ขอให้กำลังใจครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: jeenapat ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 04:53:49 PM
ฟังธรรมเทศนาพระอาจารย์ ท่านบอกว่า  ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ สร้างวีรบุรุษ วีรสตรี เป็นผู้มีปัญญาที่ยิ่งใหญ่ ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 08:27:55 PM
ท่านพระอาจารย์ลี  แห่งอโศการาม ท่านบอกว่า สรรพสิ่ง  ประกอบด้วย ดิน น้ำ  ลม  ไฟ   อากาศธาตุและ วิญญาณธาตุ  มาประชุมรวมกัน ก่อเกิดเป็นสรรพสิ่ง  ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป    ชีวิตย่อมไม่เกิดเพราะปัจจัยไม่ครบ  ทั้งคน  สัตว์  ต้นไม้

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วสงสัยสวนนี้  จะขี้คร้านไม่ได้่เสียแล้ว  ต้องระดมสรรพกำลังทั้งกำลังกาย กำลังใจ รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่มีอยู่ในตัว ออกมาหมดทีเดียวเชียว   โจทก์ยาก  เมื่อตอนแก้ปัญหาเสร็จ  มันภูมิใจนะ   ขอให้กำลังใจครับ

ฟังๆ ดูพี่ชุติพนต์พูดเหมือนที่ปู่ฟูพูดว่า

"The nature is an indivisible whole. There is no starting point or destination, only an endless flux. To learn from nature, you must get rid of your preconceptions, your analyses, your intellectual distinctions. Make the inside of your head empty. Do not think anything. Become a foolish man. Be like the baby who sees everything at once, holistically. Then you can understand nature and instinctively understand what needs to be done—and what must not be done—in order to work in harmony with its processes."

"ธรรมชาติเป็นรวมเป็นหนึ่งเดียวที่แยกแยะไม่ได้  มันไม่มีจุดเริ่มต้น หรือจุดสิ้นสุด เป็นเพียงการเคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด  การที่จะเรียนรู้จากธรรมชาติ เราจะต้องละทิ้งความคิดอคติ ละทิ้งการคิดวิเคราะห์ ละทิ้งการใช้ความคิดแยกแยะสิ่งต่างๆออกจากกัน  ทำจิตให้ว่าง ไม่ต้องคิดอะไร ทำตัวเป็นคนโง่ ทำตัวเหมือนเด็กทารกที่พร้อมจะมองดูทุกสิ่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน  เมื่อนั้นคุณจะเข้าใจธรรมชาติ  เข้าใจว่าอะไรต้องทำ และอะไรต้องไม่ทำ เพื่อที่จะทำงานเป็นร่วมกับธรรมชาติอย่างผสมกลมกลืน"

ผมฟังแล้วก็ยังงงๆ ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่เอาเป็นว่าอย่ามองธรรมชาติอย่างแยกส่วน  ให้ดูทุกอย่างมาประชุมร่วมกันอย่างที่พี่ชุติพนต์ว่า และต้องทำตัวโง่ๆ ให้มากหน่อยจะได้เรียนรู้เยอะๆ  ;D ;D ;D

แต่สำคัญตอนมีคนสัมภาษณ์ปู่ฟูว่าคุณมุ่งหมายในชีวิตการทำงานของปู่ฟูคืออะไร  ปู่ฟูบอกว่า "ส่วนหนึ่งของเป้าหมายในชีวิตของผมคือการสร้างสังคมที่ไม่มีใครต้องทำงานอะไร  (แล้วเขาก็วาดรูปคนนอนหลับใต้ต้นไม้) นี่คือเกษตรกรธรรมชาติ นอนหลับท่ามกลางแสงแดด  เขาไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องพรวนดิน ไม่ต้องกำจัดวัชพืช แทบจะไม่มีงานต้องทำ  คุณพูดได้ว่าผมได้นอนหลับมาตลอดเวลา 40 ปี แต่ผลผลิตของไร่ของผมก็ใกล้เคียงกับคนที่ทำงานยุ่งตลอดเวลา"  อ่านเจอแล้วผมก็ฝันหวานตามปู่ฟู  คิดว่าจะได้นอนหลับสบายใต้ต้นไม้แบบในภาพแล้ว  แต่...ทำไมยังไม่เห็นเป็นเช่นนั้นหว่า ;D ;D ;D




หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 08:31:57 PM
ฟังธรรมเทศนาพระอาจารย์ ท่านบอกว่า  ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ สร้างวีรบุรุษ วีรสตรี เป็นผู้มีปัญญาที่ยิ่งใหญ่ ;D ;D ;D

คุณรุจีครับ สรุปแล้วคือ "บุรุษที่เชื่อฟังภรรยาผู้มีปัญญาที่ยิ่งใหญ่จะประสบผลสำเร็จเป็นวีรบุรุษที่แก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่ได้"  ใช่หรือเปล่า  ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 09:10:49 PM
บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน (ต่อ)

เมื่อได้รับทราบประวัติของผู้กำเนิดแนวคิดทั้งสองท่านแล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่าอะไรทำให้ปราชญ์หลายๆ ท่านในโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกันต่างเสาะแสวงหาคำตอบของคำถามว่า "มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?" เมื่อศึกษาลงไปให้ลึกผมคิดว่าต้นเหตุคือปราชญ์เหล่านี้ต่างมองเห็นปัญหาของการ "ปฏิวัติเขียว"

(http://www.iricefood.com/wp-content/uploads/2012/06/Fritz-Haber-129x150.jpg)
การ "ปฏิวัติเขียว" เริ่มต้นจากการค้นพบปุ๋ยเคมี  โดยฟริตซ์  ฮาเบอร์ (Fritz Haber) นักเคมีชาวเยอรมัน เขามีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเรียกว่าเป็นสงครามของนักเคมี  เพราะมีการผลิตสารเคมีมีพิษ เช่น คลอรีน เพื่อใช้ในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม  ในระหว่างที่พยายามจะสร้างอาวุธทางเคมี ฟริตซ์  ฮาเบอร์ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน  คาร์ล  บอสซ์ (Carl Bosch) ได้ค้นพบกระบวนการจับไนโตรเจนในอากาศ ในปี ค.ศ.1909 (พ.ศ. 2452)  จนสามารถนำมาผลิตปุ๋ยเคมีในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยกระบวนการผลิตแอมโมเนียจากปฏิกิริยาระหว่างไนโตรเจนกับไฮโดรเจน มีธาตุเหล็กเข้มข้นเป็นตัวกระตุ้น แอมโมเนียสารมารถนำไปผลิตไนเตรต และไนไตรต  โดยสารไนเตรตนับเป็นอาวุธสำคัญ เพราะสามารถนำไปผลิตเป็นระเบิดสังหารชีวิตผู้คน และมีอำนาจในการทำลายล้างสูง  แต่ขณะเดียวกันก็สามารถนำไปผลิตปุ๋ยเคมีไนโตรเจนซึ่งช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางใบ  ซึ่งทำให้ฟริตซ์  ฮาเบอร์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461)  ต่อมาพบว่าปุ๋ยเคมีไนโตรเจนมีผลข้างเคียงทำให้พืชอ่อนแอ โรคแมลงเข้าทำลายได้ง่าย  แต่ก็ยังมีการใช้กันอย่างกว้างขวาง  เนื่องจากองค์ความรู้จากการผลิตอาวุธเคมีในช่วงสงครามโลก  ทำให้นักเคมีสามารถผลิตยาฆ่าแมลงขึ้นมาใช้งานควบคู่กับปุ๋ยเคมี

หมายเหตุ ปู่ฟูเกิดในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ส่วนปู่บิลเกิดในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ซึ่งพวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของการปฎิวัติเขียว

(http://www.iricefood.com/wp-content/uploads/2012/06/Norman-Borlaug-136x150.jpg)
ต่อในปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ.2486) บุคคลสำคัญในการ "ปฏิวัติเขียว" คนที่ 2 ดร.นอรแมน  บอร์ลก (Norman Borlaug) ซึ่งทำงานให้มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ประสพความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลี ในเม็กซิโก ให้มีลักษณะต้นเตี้ย ให้ผลผลิตสูง ให้ผลผลิตได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล (ไม่ไวแสง)  จนทำให้ ดร.นอร์แมน บอร์ลก ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) และเขาเป็นเจ้าของวาทะ “สันติภาพจะเกิดเมื่อท้องอิ่ม”  เขาเป็นที่เชิดชูของวงการเทคโนโลยีชีวภาพ แม้ว่าข้าวสาลีพันธุ์ปรับปรุงจะให้ผลผลิตได้สูง แต่ก็ต้องเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานดี และมีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี

ในปี ค.ศ.1960 (พ.ศ. 2503) รัฐบาลสหรัฐและมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์  และได้ใช้องค์กรนี้ในการขับเคลื่อนการ "ปฏิวัติเขียว"  ด้วยการนำเทคโนโลยีพันธุ์ข้าวของ ดร. นอรแมน ไปเผยแพร่  นับว่าเป็นความสำเร็จที่ทำให้มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ในการขยายอำนาจออกไปทั่วโลก

ข้าวพันธุ์ IR8 ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และถูกเรียกว่าเป็นพันธุ์ข้าวมหัศจรรย์ ที่มีลักษณะต้นเตี้ยจนกระทั้งหญิงตั้งครรภ์ไม่สามารถจะก้มเกี่ยวได้ แตกกอดี ให้ผลผลิตสูง และไม่ไวต่อช่วงแสง แต่ต้องเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานดี  การปลูกโดยใช้ข้าวพันธุ์นี้ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์มีข้าวเพียงพอรับประทานในประเทศจนกระทั่งสามารถส่งออกข้าวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ในปี ค.ศ. 1961 ประเทศอินเดียประสพปัญหาความอดอยากอย่างรุนแรง  จึงได้เชิญ ดร.นอรแมน ไปเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงเกษตร มีการนำพันธุ์ข้าว IR8 ของมาทดลองปลูกในรัฐปัญจาบ ของประเทศอินเดีย  การทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก  ชาวนาอินเดียที่ใช้ข้าว IR8 โดยใช้ปุ๋ยเคมีได้ผลผลิตถึง 10 ตันต่อเอเคอร์ (ประมาณ 1.6 ตันต่อไร่) ซึ่งมากกว่าผลผลิตต่อไร่ของข้าวพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศอินเดียถึง 10 เท่าตัว  มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความอดอยากในประเทศอินเดีย

ความสำเร็จของพันธุ์ข้าวของ IRRI ในประเทศอินเดีย ทำให้ข้าว IR8 ถูกขนานนามว่า "ข้าวมหัศจรรย์" และมีการพัฒนาสายพันธุ์ต่อมาเป็น IR36 ทำให้อินเดียสามารถขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญรายหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา  ส่วนตระกูลร็อกกี้เฟลเลอร์ซึ่งเดิมร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน (ผู้ผลิตน้ำมัน Esso) กลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก (http://www.askmen.com/top_10/entertainment/11b_top_10_list.html (http://www.askmen.com/top_10/entertainment/11b_top_10_list.html))  สามารถขยายฐานอำนาจจนผูกขาดตลาดและถูกฟ้องร้องในที่สุด

ส่วนตลาดของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปผู้ค้าเพียง 10 รายควบคุมตลาดเมล็ดพันธุ์กว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก โดย 2 รายที่เป็นผู้ค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นบริษัทของประเทศสหรัฐอเมริกา (DuPont และ Monsanto) และยังเป็นผู้ผลิตยาฆ่าแมลงรายใหญ่ของโลก  ในขณะเดียวกันบริษัท Bayer (Germany) และ Syngenta (Switzerland) ก็มีลักษณะคล้ายกันคือเป็นทั้งผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ และยาฆ่าแมลงรายใหญ่ของโลก ....ประเทศกำลังพัฒนากำลังกลายเป็นทาสของมหาอำนาจโดยใช้การ "ปฎิวัติเขียว" เป็นระเบิดนำร่อง และมีเมล็ดพันธุ์ / ยาฆ่าแมลง เป็นโซ่ตรวน

(http://www.grain.org/seedling_files/seed-market-2010.jpg)

(http://www.gasandoil.com/oilaround/2011/06/resolveuid/270e68389e62d27a8ca9ead7d39d1b14)

ส่วนเรื่องข้าวพันธุ์มหัศจรรย์ IR8 ในไทย ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเพราะเป็นข้าวแข็ง  รสนิยมการกินข้าวของคนไทยละเอียดลึกล้ำเกินกว่าจะยอมรับข้าวแข็งอย่าง IR8 ได้ แม้ว่าจะให้ผลผลิตสูงจนกระทั้งปัจจุบันก็ไม่พบว่ามีความนิยมข้าวพันธุ์นี้  แม้นว่าข้าวพันธุ์ IR8 ไม่เป็นที่นิยมในไทย  เกษตรไทยก็ให้ความสนใจการเพิ่มอัตราการให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นของการ "ปฏิวัติเขียว" ในช่วงปี ค.ศ. 1940-2000 เราเริ่มเห็นการคัดเลือกสารพันธุ์พืชชนิดต่างๆ การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ของพันธุ์พืชต่างๆ มีการโปรโมทเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ เกษตรกรการนำเอาพืชพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งมาปลูกเป็นจำนวนมากจนทำให้พืชพันธุ์พื้นเมืองเริ่มสูญพันธุ์ไป เกษตรกรเริ่มตกเป็นทาสของบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ และที่สำคัญที่สุด  พืชที่บริษัทขายเมล็ดพันธุ์จำหน่าย และเป็นที่นิยมปลูกมักไม่สามารถเติบโตได้เองในธรรมชาติ  พืชเหล่านี้ต้องการระบบชลประทานที่ดี ฮอร์โมน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และพลังงาน  เพื่อจะให้ผลผลิตสูง   เราเริ่มเห็นราคาผลผลิตต่างๆ ในตลาดโลกราคาตกต่ำลงเนื่องจากทุกประเทศต่างก็สามารถผลิตอาหารได้มากขึ้น  เกษตรกรไม่ได้เห็นผลกำไรมากมายจากการที่มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเหมือนที่พวกเขาคาดหวัง  

สิ่งที่เราเห็นประเทศกำลังพัฒนาคือกลับมาพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พันธุ์พืช และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมากขึ้น หลังจากกว่า 50 กว่าปีของการ "ปฏิวัติเขียว" เกษตรกรเริ่มหลงลืมวิถีของการเพาะปลูกแบบเก่าๆ  เราใช้พลังงานมากขึ้นมากในการผลิตอาหาร การผลิตในสมัยใหม่ต้องการ input ในการเพาะปลูกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืช ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเกษตรรายใหญ่ที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร  แตกต่างกับระบบเกษตรอินทรีย์เดิมๆ input เหล่านี้เกษตรกรไม่มีเทคโนโลยีที่จะผลิตได้เองทำให้จำเป็นต้องมีเงินมาซื้อ/ลงทุน ก่อนจะได้ผลผลิต  แต่เนื่องจากในชนบทมีเกษตรกรยากจนมีจำนวนมาก จึงเกิดแหล่งเงินกู้จำนวนมากในชนบท ทั้งแบบบนดิน และใต้ดิน   คนที่เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ไม่ว่าเป็นเงินทุนต้นทุนต่ำ (จ่ายดอกเบี้ยน้อย) หรือถือครองที่ดินจำนวนมากจึงเริ่มได้เปรียบเกษตรกรที่ยากจนกว่าจึงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเริ่มเข้าไปใช้เทคโนโลยีในช่วงต้นๆ  ผลลัพธ์จาก"ปฏิวัติเขียว" ทำให้มีผลผลิตออกมาในตลาดมากขึ้นกว่าปกติจนราคาพืชผลตกต่ำ  ทำให้เกษตรกรรายย่อยยิ่งย่ำแย่ลงไป  เพราะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า มีภาระดอกเบี้ยสูง แต่..รายได้ต่ำ  คนรวยที่เป็นนายทุนปล่อยกู้ยิ่งร่ำรวยมากขึ้น  ยึดครองที่ดินที่เกษตรกรที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด  ทำให้ยิ่งมีที่ดินมาปล่อยเช่าให้เกษตรกรที่ยากจนเช่า  ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้นพร้อมกับการมาถึงของเทคโนโลยี  เกษตรกรที่ปรับตัวไม่ทันต่างตกเป็นเหยื่อ

ผมคิดว่าปู่ฟู ปู่บิล และปราชญ์อีกหลายท่านมองเห็นปัญหาเหล่านี้ของการ "ปฏิวัติเขียว" ทั้งผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม  จนกระทั่งมีแรงบันดาลใจให้แสวงหาทางออกให้มนุษยชาติในการอยู่ในโลกนี้โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง เพื่อจะสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน  

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_5.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_5.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 10:32:26 PM
ผมอยากจะขออนุญาตแชร์บางส่วนของบทนำของหนังสือ"ปฏิวัติยุคสมัยด้วบฟางข้าวเส้นเดียว"ที่เขียนโดยอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

"ในด้านการเกษตรนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติก็คือ "การปฏิวัติเขียว" (The Green Revplution) โดยเริ่มต้นจากเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผสมพันธุ์พืชสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง การใช้สารเคมีชนิดต่าง ๆ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนสุขภาพอนามัยและระบบนิเวศวิทยาของโลก

จุดเด่นของการปฏิวัติเขียวอยู่ที่การนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เละเทคโนโลยี มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอย่างได้ผลชััดเจนดังเช่นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของพันธุ์ข้าว "มหัศจรรย์" ต่าง ๆ เป็นต้น แต่จุดอ่อนของมันก็คือละเลยต่อผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาซึ่งมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

โดยอาศัยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในที่สุด ระบบการเกษตรในแนวทาง "การปฏิวัติเขียว" ก็กลายเป็นนโยบายหลักของแทบทุกประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกรต่างถูกชักจูงให้ยอมรับระบบการเกษตรดังกล่าวด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนนานาชนิด จนกระทั่งกลายเป็นกระแสหลักของระบบการเกษตรในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป ระบบการเกษตรปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการใหญ่ ๆ เพียง ๒ ประการคือ ความมักง่ายและความรุนแรง

"ความมักง่าย" แสดงออกโดยการมองทุกสิ่งอย่างแยกส่วน เช่น มองเห็นดินเป็นเพียงพื้นที่สำหรับพืชอาศัยยืนต้นและเป็นแหล่งธาตุอาหารเท่านั้นเมื่อดินขาดความอุดมสมบูรณ์ก็เพียงแต่ใส่ธาตุอาหารลงไปโดยตรงในรูปของปุ๋ยเคมี ซึ่งในที่สุดก็พัฒนามาจนไม่ต้องปลูกพืชบนดินก็ได้ กล่าวคือ ปลูกบนกกรวดทรายที่มีสารละลายของธาตุอาหารหล่อเลี้ยงอยู่แทน (Hydroponic)

ส่วน "ความรุนแรง" จะเห็นได้จากการแก้ปัญหาศัตรูพืช เช่น โรครา แมลง วัชพืชหรือสัตว์อื่น ๆ เช่นหนูนา โดยการฆ่าหรือทำลายโดยตรงด้วยสารเคมีพิษชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยากำจัดเชื้อรา ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช หรือยาเบื่อหนูก็ตาม

ระบบการเกษตรปัจจุบันพยายามแยกตัวออกจากธรรมชาติ โดยใช้วิธีการควบคุมและบังคับธรรมชาติไปในทิศทางที่มนุษย์ต้องการ เพียงเพื่อสนอง "ความต้องการเทียม" ของคนกลุ่มน้อยที่มีกำลังซื้อ ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชเมืองร้อนในประเทศเขตหนาว หรือปลูกพืชเมืองหนาวในประเทศเขตร้อน รวมทั้งการบังคับให้ต้นไม้ออกผลนอกฤดูกาล เป็นต้น

รูปธรรมอันเป็นผลจากระบบการเกษตรดังกล่าวที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน ก็คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจการกลุ่มบรรษัทผลิตสารเคมีและเครื่องจักรกลที่ใช้ในการเกษตร การล่มสลายของเกษตรกรรายย่อย หนี้สินต่างประเทศของประเทศเกษตรกรรม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภคผลจากระบบการเกษตรนี้

และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็พบว่าแท้จริงแล้ว ระบบการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กลับมิได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังที่กล่าวอ้างกันมาแต่ต้น หากแต่เป็นระบบที่ด้อยประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการผลิตอาหารให้ได้พลังงาน ๑ แคลอรี่นั้น จะต้องใช้พลังงานในการผลิตถึง ๗ แคลอรี่ ในขณะที่ระบบการเกษตรดั้งเดิมนั้นใช้พลังงานการผลิตเพียง ๑ แคลอรี่ แต่ผลิตอาหารได้พลังงานถึง ๕๐ แคลอรี่ ดังนั้น ระบบการเกษตรในปัจจุบันจึงใช้ทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและไม่อาจหมุนเวียนกลับมาใช้้ใหม่ได้อีก เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดของเของเสียซึ่งเป็นพิษต่อดิน น้ำ อากาศ ตลอดจนปนเปื้อนมากับอาหารที่ผลิตได้ เป็นพิษภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย

ปัญหาอันเกิดจากระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ทวีความรุนแรงและคับขันยิ่งขึ้นทุกขณะ จนอาจกล่าวได้ว่าใกล้ถึงจุด "วิกฤต" แล้ว เช่นเดียวกับปัญหาด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ฯลฯ

ทางออกของ "วิกฤตการณ์" ดังกล่าวก็คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "การปฏิวัติ" ครั้งใหม่ในระบบการเกษตรของโลก

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เป็นทั้งแนวความคิดและรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านดังกล่าว แต่เป็นการปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวคือเปลี่ยนระบบการเกษตรปัจจุบัน เป็นระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ (Natural Farming) นั่นเอง"

ปล. ท่านที่ไม่รู้จักอาจารย์เดชา  ลองเข้าหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/khaokwanfoundation?ref=ts&fref=ts (https://www.facebook.com/khaokwanfoundation?ref=ts&fref=ts)

https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3/176870855699598?ref=ts&fref=ts (https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3/176870855699598?ref=ts&fref=ts)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 12, 2012, 10:35:00 PM
ตอนปู่ฟูอายุ 25 ปี ในขณะที่เขานอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล  ปู่ฟูรู้สึกเหมือนบรรลุธรรม มีความซาบซึ้งในธรรมชาติว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเข้าไปปรุงแต่งแทรกแซงธรรมชาติมากนัก  ในการตอบคำถามที่ว่า "มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?"  ปู่ฟูมองว่าวิธีการเชิงวิทยาศาตร์ที่เรามองธรรมชาติแบบแยกส่วน  พยายามจะเข้าใจธรรมชาติโดยใช้สติปัญญาของเรา และพยายามจะควบคุมธรรมชาตินั้น จะทำให้เราเข้าทางออกของปัญหาได้ช้าเกินไป  มันจะไม่ทันการณ์กับการทำลายล้างระบบนิเวศน์โดยการ "ปฏิวัติเขียว"  ธรรมชาตินั้นมีความเชื่อมโยง สลับซับซ้อน และสมบูรณ์แบบกว่าที่เราจะเข้าใจด้วยวิถีเชิงวิทยาศาสตร์แบบเดิมๆ ได้  เขาจึงเลือกที่จะ "ไม่กระทำ"  ในช่วงต้นเขาทดลองไม่กระทำ  ไม่ตัดแต่งกิ่งส้ม  ก็ประสบความล้มเหลวต้นส้มเสียหายไปเป็นจำนวนมาก (ฟังดูคล้ายกับสวนเราเลย  :) :) :) )

บทเรียนนี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่า  "ในการทำเกษตรกรรมธรรมชาติเราจะต้องเข้าใจว่าธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่ง หรือดัดแปลงคืออะไร  ผู้คนมักจะเข้าใจธรรมชาติผิดไปด้วยการดูสิ่งที่เลียนแบบธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้น  เราไม่สามารถเป็นเกษรกรธรรมชาติได้โดยการละทิ้งธรรมชาติภายหลังจากที่มันถูกดัดแปลงไปแล้ว แต่เราจะต้องค่อยๆ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และตัดสินใจว่าจะปลูกมันเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร  ทั้งนี้การปลูกเหล่านี้จะต้องทำหลังจากที่สำรวจธรรมชาติ และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงในพื้นแผ่นดินของเราก่อน"

เอ...ฟังดูเข้าท่า  เราก็ปล่อยสวนมันเป็นไปตามธรรมชาติ  เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติแบบที่ปู่ฟูบอก  ตอนนี้เริ่มรู้ขึ้นมานิดๆ แล้ว  ว่าพืชชนิดไหนจะอยู่รอด  พืชชนิดไหนจะต้องปลูกแถวไหนถึงจะรอด  แล้วงัยต่อ?....

เทคนิคของปู่ฟูฟังดูดีแต่ผมมีเวลาอยู่สวนน้อย (ไม่ได้อยู่ทุกวันแบบปู่ฟู) แถมปู่ฟูยังใช้เวลาตั้งเกือบ 30-40 ปีในการค่อยๆ เรียนรู้ธรรมชาติภายในไร่ของตนเอง  นอกจากนั้นปู่ฟูยังบอกอีกว่าธรรมชาติในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน copy กันบ่ได้  ต้องเอาแต่หลักการไป ที่เหลือไปหัดสังเกตุ และเรียนรู้จากธรรมชาติของแต่ละพื้นเอง  เอ..เรามันพวกอายุเหลือน้อย แถมมีเวลาทำสวนน้อยอีกท่าทางจะต้องมองหาวิธีลัดก่อนดีกว่า มาฟังปู่บิลบ้างดีกว่า

ปู่บิลมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากปู่ฟู  เขาไม่เคยจบการศึกษาทางจุลชีววิทยาสาขาโรคพืชวิทยาเหมือนปู่ฟู  เพราะเขาออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 15 ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย  โดยเฉพาะการทำงานศึกษา ทดลองเกี่ยวกับระบบนิเวศน์  และการฟื้นฟูป่า  ทำให้เขาเล็งเห็นความสำคัญของการออกแบบ  และมีความเชื่อว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบที่ดีจะทำให้ธรรมชาติทำงานได้เต็มที่และรวดเร็วกว่าการรอให้ธรรมชาติกลับเข้าสู่สมดุลด้วยตนเอง  แตกต่างจากปู่ฟูที่เน้นการเพาะปลูกข้าว ปู่บิลเน้นการทำงานกับต้นไม้ที่ทานได้  สุขภาพ ภูมิทัศน์ของที่ดิน การเงิน และสังคม เพื่อที่สร้างองค์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาพลักดันการฟื้นฟูธรรมชาติโดยยึดธรรมนูญ 3 อย่างคือ

รักษ์โลก  - การที่ระบบของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกจะมีชีวิต และสืบพันธุ์ต่อไปได้จะต้องยึดธรรมนูญข้อนี้เป็นอันดับแรก เพราะว่าถ้าไม่มีโลกที่อุดมสมบูรณ์มนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้  การรักษ์โลกหมายรวมถึงการดูแลดินให้มีชีวิต ป่าและลำน้ำเป็นเสมือนปอดและเส้นเลือดของโลก มันช่วยให้โลกมีชีวิตและเป็แหล่งอาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิดทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นว่ามันมีประโยชน์กับความต้องการของเราก็ตาม  

รักษ์มนุษย์ - รักษ์มนุษย์เริ่มต้นจากตัวเราแล้วค่อยๆ ขยายไปยังครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชมท้องถิ่น และชุมชนที่อยู่ไกลออกไป  ความท้าทายคือการค่อยๆ เติบโตกลุ่มโดยพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยไม่ผลิต หรือบริโภคทรัพยากรมากเกินไป  การทำงานร่วมกันจะได้ภูมิปัญญา และผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำงานโดยลำพัง

แบ่งปันส่วนเกิน - เมื่อเราได้ผลผลิตมากเกินกว่าที่เราจะบริโภคแล้วก็ควรจะแบ่งปันส่วนเกินให้บุคคลอื่น หรือสัตว์อื่น หลายครั้งที่การบริโภคที่เพิ่มขึ้นของมนุษย์หมายถึงการสูญพันธุ์ของพืช / สัตว์ชนิดต่างๆ บางครั้งเราต้องคิดตัดสินใจอย่างหนักว่าจุดไหนเป็นความพอเพียงของเรา


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Nine. ที่ พฤศจิกายน 13, 2012, 09:11:01 AM

ทางออกของ "วิกฤตการณ์" ดังกล่าวก็คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "การปฏิวัติ" ครั้งใหม่ในระบบการเกษตรของโลก

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เป็นทั้งแนวความคิดและรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านดังกล่าว แต่เป็นการปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวคือเปลี่ยนระบบการเกษตรปัจจุบัน เป็นระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ (Natural Farming) นั่นเอง"[/color]

อยากให้มี"การปฎิวัติ"(ทางระบบการเกษตร)เร็วๆจังครับ อาจได้เป็นผู้สนับสนุน แม้จะทำได้แค่เป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: konthain(นพ) ที่ พฤศจิกายน 13, 2012, 09:49:44 AM
ผมอยากจะขออนุญาตแชร์บางส่วนของบทนำของหนังสือ"ปฏิวัติยุคสมัยด้วบฟางข้าวเส้นเดียว"ที่เขียนโดยอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

"ในด้านการเกษตรนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติก็คือ "การปฏิวัติเขียว" (The Green Revplution) โดยเริ่มต้นจากเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผสมพันธุ์พืชสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง การใช้สารเคมีชนิดต่าง ๆ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนสุขภาพอนามัยและระบบนิเวศวิทยาของโลก

จุดเด่นของการปฏิวัติเขียวอยู่ที่การนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เละเทคโนโลยี มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอย่างได้ผลชััดเจนดังเช่นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของพันธุ์ข้าว "มหัศจรรย์" ต่าง ๆ เป็นต้น แต่จุดอ่อนของมันก็คือละเลยต่อผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาซึ่งมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

โดยอาศัยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในที่สุด ระบบการเกษตรในแนวทาง "การปฏิวัติเขียว" ก็กลายเป็นนโยบายหลักของแทบทุกประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกรต่างถูกชักจูงให้ยอมรับระบบการเกษตรดังกล่าวด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนนานาชนิด จนกระทั่งกลายเป็นกระแสหลักของระบบการเกษตรในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป ระบบการเกษตรปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการใหญ่ ๆ เพียง ๒ ประการคือ ความมักง่ายและความรุนแรง

"ความมักง่าย" แสดงออกโดยการมองทุกสิ่งอย่างแยกส่วน เช่น มองเห็นดินเป็นเพียงพื้นที่สำหรับพืชอาศัยยืนต้นและเป็นแหล่งธาตุอาหารเท่านั้นเมื่อดินขาดความอุดมสมบูรณ์ก็เพียงแต่ใส่ธาตุอาหารลงไปโดยตรงในรูปของปุ๋ยเคมี ซึ่งในที่สุดก็พัฒนามาจนไม่ต้องปลูกพืชบนดินก็ได้ กล่าวคือ ปลูกบนกกรวดทรายที่มีสารละลายของธาตุอาหารหล่อเลี้ยงอยู่แทน (Hydroponic)

ส่วน "ความรุนแรง" จะเห็นได้จากการแก้ปัญหาศัตรูพืช เช่น โรครา แมลง วัชพืชหรือสัตว์อื่น ๆ เช่นหนูนา โดยการฆ่าหรือทำลายโดยตรงด้วยสารเคมีพิษชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยากำจัดเชื้อรา ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช หรือยาเบื่อหนูก็ตาม

ระบบการเกษตรปัจจุบันพยายามแยกตัวออกจากธรรมชาติ โดยใช้วิธีการควบคุมและบังคับธรรมชาติไปในทิศทางที่มนุษย์ต้องการ เพียงเพื่อสนอง "ความต้องการเทียม" ของคนกลุ่มน้อยที่มีกำลังซื้อ ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชเมืองร้อนในประเทศเขตหนาว หรือปลูกพืชเมืองหนาวในประเทศเขตร้อน รวมทั้งการบังคับให้ต้นไม้ออกผลนอกฤดูกาล เป็นต้น

รูปธรรมอันเป็นผลจากระบบการเกษตรดังกล่าวที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน ก็คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจการกลุ่มบรรษัทผลิตสารเคมีและเครื่องจักรกลที่ใช้ในการเกษตร การล่มสลายของเกษตรกรรายย่อย หนี้สินต่างประเทศของประเทศเกษตรกรรม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภคผลจากระบบการเกษตรนี้

และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็พบว่าแท้จริงแล้ว ระบบการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กลับมิได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังที่กล่าวอ้างกันมาแต่ต้น หากแต่เป็นระบบที่ด้อยประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการผลิตอาหารให้ได้พลังงาน ๑ แคลอรี่นั้น จะต้องใช้พลังงานในการผลิตถึง ๗ แคลอรี่ ในขณะที่ระบบการเกษตรดั้งเดิมนั้นใช้พลังงานการผลิตเพียง ๑ แคลอรี่ แต่ผลิตอาหารได้พลังงานถึง ๕๐ แคลอรี่ ดังนั้น ระบบการเกษตรในปัจจุบันจึงใช้ทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและไม่อาจหมุนเวียนกลับมาใช้้ใหม่ได้อีก เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดของเของเสียซึ่งเป็นพิษต่อดิน น้ำ อากาศ ตลอดจนปนเปื้อนมากับอาหารที่ผลิตได้ เป็นพิษภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย

ปัญหาอันเกิดจากระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ทวีความรุนแรงและคับขันยิ่งขึ้นทุกขณะ จนอาจกล่าวได้ว่าใกล้ถึงจุด "วิกฤต" แล้ว เช่นเดียวกับปัญหาด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ฯลฯ

ทางออกของ "วิกฤตการณ์" ดังกล่าวก็คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "การปฏิวัติ" ครั้งใหม่ในระบบการเกษตรของโลก

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เป็นทั้งแนวความคิดและรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านดังกล่าว แต่เป็นการปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวคือเปลี่ยนระบบการเกษตรปัจจุบัน เป็นระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ (Natural Farming) นั่นเอง"

ปล. ท่านที่ไม่รู้จักอาจารย์เดชา  ลองเข้าหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมได้ที่

[url]https://www.facebook.com/khaokwanfoundation?ref=ts&fref=ts[/url] ([url]https://www.facebook.com/khaokwanfoundation?ref=ts&fref=ts[/url])

[url]https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3/176870855699598?ref=ts&fref=ts[/url] ([url]https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3/176870855699598?ref=ts&fref=ts[/url])


ขอเสริมด้วย Video เกี่ยวกับท่านอาจารย์ เดชา ศิริภัทร นะครับ

Heroชุมชน #34 เดชา ข้าวสู่ขวัญ(1/2) (http://www.youtube.com/watch?v=2bSJ9Jz1Hbk#)

Heroชุมชน #34 เดชา ข้าวสู่ขวัญ(2/2) (http://www.youtube.com/watch?v=XZDCQi1ENxk#)


และตามมาด้วย Video ชุดความลับที่ชาวนาไม่รู้ ที่อยากให้ชาวนาได้ดูกันครับ  ;D

ความลับที่ชาวนาไม่รู้1 (http://www.youtube.com/watch?v=Ii7SL1s5Dzc#)

ความลับที่ชาวนาไม่รู้2 (http://www.youtube.com/watch?v=CmkwII8P8d4#)

ความลับที่ชาวนาไม่รู้3 (http://www.youtube.com/watch?v=tOjxZF-jBB4#)

ความลับที่ชาวนาไม่รู้4 (http://www.youtube.com/watch?v=a4qZ8P5zUDY#)

 ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: automate ที่ พฤศจิกายน 13, 2012, 02:06:50 PM
ผมได้อ่าน การปฏิวัติยุคสมัยฯ ของปู่ฟูแล้วรู้สึกว่าเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งมากครับ  ด้านปรัชญาอ่านแล้วยอมรับว่ายังเข้าไม่ถึงจริงๆ (ผมคงมีความคิดตื้นเขินเกินไป - -*)  แต่รู้สึกว่าในทางปฏิบัติแล้ว แกเป็นนักปฏิบัติจริงๆ การที่แกลาออกจากศูนย์วิจัยผมมองว่าแกกลับมาเริ่มทำการวิจัยอีกแบบหนึ่งซึ่งใช้ทั้งวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และก็ไม่ได้เป็นการวิจัยที่มีการควบคุมตัวแปรใดๆเลย (เป็นอย่างที่ธรรมชาติเป็นไปล้วนๆ) หลายสิบปีที่ลองผิดลองถูกกับเป้าหมายสุดยอดที่ว่า จะยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติให้น้อยที่สุด (ตามที่แกเขียนในหนังสือว่าแกรู้จักวิธีปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลมากกว่าใครๆเพราะแกลองมาหมดแล้ว) และในที่สุดแกก็ทำได้สำเร็จ   คือผมมองว่าวิธีการปลูกข้าวที่แกคิดค้นนั้นสุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย แกค้นหาหนทางลัดในวิธีการปลูกข้าวในสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นเมืองที่แกอยู่ได้สำเร็จจริง  กว่าจะได้ข้อสรุปแบบนั้นแกลองสารพัดวิธีมาแล้ว และก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง อาศัยการสังเกต  การตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ถ้าหากเราจะนำแนวคิดนี้มาใช้ผมว่าเกษตรกรต้องปรับใช้กับสิ่งแวดล้อมในบ้านเราให้ได้  คนที่จะทำสำเร็จต้องทุ่มเท ช่างสังเกต หาความรู้ เปรียบเทียบ ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศของบ้านเรา โรคพืช แมลงศัตรูพืช ความสัมพันธ์ของศัตรูพืช ตัวห้ำ ตัวเบียน โรคพืช เชื้อรา วัชพืช โครงสร้างดิน ฯลฯ  นำมาประมวลเป็นแนวทางในการวางแผนปฏิบัติงาน และที่สำคัญต้องลงมือปฏิบัติทดลองวิธีการต่าง ปรับปรุง กลั่นกรองจนกว่าจะได้วิธีการที่ใช้ได้กับท้องถิ่นที่จะทำเกษตรนั้นๆ  เพราะหัวใจของแนวคิดนี้ไม่ใช่การปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ  แต่เป็นการแทรกแทรงธรรมชาติน้อยที่สุดให้สอดคล้องกับแนวทางของธรรมชาติตามที่มันเป็น ซึ่งการจะรู้ว่าแนวทางธรรมชาติในท้องถิ่นของเราเป็นอย่างไรต้องสังเกตและเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 13, 2012, 08:28:09 PM
ผมได้อ่าน การปฏิวัติยุคสมัยฯ ของปู่ฟูแล้วรู้สึกว่าเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งมากครับ  ด้านปรัชญาอ่านแล้วยอมรับว่ายังเข้าไม่ถึงจริงๆ (ผมคงมีความคิดตื้นเขินเกินไป - -*)  แต่รู้สึกว่าในทางปฏิบัติแล้ว แกเป็นนักปฏิบัติจริงๆ การที่แกลาออกจากศูนย์วิจัยผมมองว่าแกกลับมาเริ่มทำการวิจัยอีกแบบหนึ่งซึ่งใช้ทั้งวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และก็ไม่ได้เป็นการวิจัยที่มีการควบคุมตัวแปรใดๆเลย (เป็นอย่างที่ธรรมชาติเป็นไปล้วนๆ) หลายสิบปีที่ลองผิดลองถูกกับเป้าหมายสุดยอดที่ว่า จะยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติให้น้อยที่สุด (ตามที่แกเขียนในหนังสือว่าแกรู้จักวิธีปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลมากกว่าใครๆเพราะแกลองมาหมดแล้ว) และในที่สุดแกก็ทำได้สำเร็จ   คือผมมองว่าวิธีการปลูกข้าวที่แกคิดค้นนั้นสุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย แกค้นหาหนทางลัดในวิธีการปลูกข้าวในสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นเมืองที่แกอยู่ได้สำเร็จจริง  กว่าจะได้ข้อสรุปแบบนั้นแกลองสารพัดวิธีมาแล้ว และก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง อาศัยการสังเกต  การตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ถ้าหากเราจะนำแนวคิดนี้มาใช้ผมว่าเกษตรกรต้องปรับใช้กับสิ่งแวดล้อมในบ้านเราให้ได้  คนที่จะทำสำเร็จต้องทุ่มเท ช่างสังเกต หาความรู้ เปรียบเทียบ ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศของบ้านเรา โรคพืช แมลงศัตรูพืช ความสัมพันธ์ของศัตรูพืช ตัวห้ำ ตัวเบียน โรคพืช เชื้อรา วัชพืช โครงสร้างดิน ฯลฯ  นำมาประมวลเป็นแนวทางในการวางแผนปฏิบัติงาน และที่สำคัญต้องลงมือปฏิบัติทดลองวิธีการต่าง ปรับปรุง กลั่นกรองจนกว่าจะได้วิธีการที่ใช้ได้กับท้องถิ่นที่จะทำเกษตรนั้นๆ  เพราะหัวใจของแนวคิดนี้ไม่ใช่การปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ  แต่เป็นการแทรกแทรงธรรมชาติน้อยที่สุดให้สอดคล้องกับแนวทางของธรรมชาติตามที่มันเป็น ซึ่งการจะรู้ว่าแนวทางธรรมชาติในท้องถิ่นของเราเป็นอย่างไรต้องสังเกตและเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ

ขอบคุณครับคุณ automate เท่าที่ทดลองและติดตามข้อมูลมา ผมคิดว่าเราคงจะใช้คำว่า "บ้านเรา" หมายถึงประเทศไทยคงไม่ได้  เนื่องจากที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน  การจัดการที่ราบลุ่มอย่างที่นาก็จะแตกต่างกับการจัดการที่ดอน  ปริมาณน้ำฝนของที่ดินในจังหวัดหวัดกันยังแตกต่างกันมาก แต่ละจุดในที่ดินแปลงเดียวกันยังมีชนิดดินที่ต่างกัน มีปริมาณน้ำใต้ดินต่างกัน  ในตำแหน่งเดียวกันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา 

การเพิ่มองค์ประกอบใหม่ๆ เข้าไปก็จะปรับระบบนิเวศน์ของบริเวณนั้น เช่น การสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ที่แห้งแล้งอาจจะทำให้มีกบมาวางไข่ ทำให้ประชากรกบในบริเวณรอบๆ แหล่งน้ำนั้นมีจำนวนมากขึ้นกว่าปกติ  ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับการควบคุมแมลงในพื้นที่ หรือ การมีแหล่งอาหาร และน้ำล่อให้นกมาทานเมล็ดธัญพืช ก็จะทำให้มีประชากรนกเข้ามากินไม่เฉพาะธัญพืชแต่จะกินแมลงในพื้นที่มากขึ้น  ในขณะเดียวกันประชากรนกก็อาจจะมาทำความเสียหายให้กับผลไม้ในบริเวณนั้นได้ เป็นต้น

นอกจากนั้นการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ก็อาจจะทำให้เกิดสิ่งที่ภาษาเพอร์มาคัลเชอร์จะเรียกว่า Micro-climate ซึ่งคือการบริหารจัดการจะทำให้เกิดสภาพอากาศย่อยเกิดขึ้น ที่แตกต่างจากสภาพอากาศรวมของพื้นที่  เช่น เราสามารถสร้างภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้นในบางส่วนของพื้นที่ดินที่สภาพอากาศส่วนใหญ่เป็นแบบทุ่งหญ้าได้ด้วยการบริหารจัดการน้ำเฉพาะจุด  โดยสรุปการออกแบบระบบของที่ดินแต่ละแปลงจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เราจึงมิอาจคัดลอกการแก้ไขปัญหาของที่ดินแปลงหนึ่งไปใช้กับอีกแปลงหนึ่งได้ทั้งหมด  แต่เราอาจจะเรียนรู้ได้จากหลักการเบื้องหลัง และนำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเราเองได้มากกว่า  ;) ;) ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 13, 2012, 09:06:11 PM
บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน (ต่อ)

ปู่ฟูเน้นการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ พยายามหาหนทางที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติในพื้นที่โดยการค่อยๆ ลดการกระทำของมนุษย์  ปู่ฟูทดลองด้วยวิธีการหว่านแห เช่น การโรยเมล็ดพืชไปทุกๆ ที่ในหลายๆ ช่วงเวลาเพื่อจะค้นหาว่ามันจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมอย่างไร

ส่วนปู่บิลกลับอาศัยประสบการณ์ในการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติที่หลากหลายในสมัยที่เป้นนักวิจัยในโครงการฟื้นฟูป่า และศึกษาระบบนิเวศน์  ปู่บิลรวบรวมประสบการณ์ออกมาเป็นรูปแบบ (pattern) ที่ทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศที่แตกต่างกัน  จากนั้นใช้องค์ความรู้เหล่านี้ในการถ่ายทอดการออกแบบระบบ และปรับภูมิทัศน์ของที่ดินเพื่อสร้างรูปแบบที่เอื้อให้ธรรมชาติทำงานได้ดี

ทั้ง 2 แนวคิดมุ่งเน้นที่เป้าหมายเดียวกันคือการทำงานร่วมกับธรรมชาติ  แต่ปู่ฟูมีความละเอียดอ่อนและมุ่งเน้นที่ "การไม่กระทำ"  ส่วนปู่บิลเน้นที่การออกแบบจะ "ลงมือกระทำ" เพื่อวางองค์ประกอบต่างๆ ในจุดและเวลาที่เหมาะสม เพื่อเสริมการทำงานของธรรมชาติ  ทั้ง 2 แนวทางมุ้งเน้นที่ความหลากหลาย และการลด "การกระทำ" ของมนุษย์ในระยะยาว  (ปู่ฟูจะให้เริ่มลดการไม่กระทำทันทีแต่ค่อยเป็นค่อยไป  ส่วนปู่บิลจะเน้นให้กระทำที่มากหน่อยในช่วงต้นที่มีการออกแบบระบบ สร้างระบบ และปรับภูมิทัศน์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระทำ/บำรุงรักษามากนักในระยะยาว)

ด้วยแนวคิดแบบนี้ของปู่บิล ในช่วงต้นเขาบัญญัติคำว่า Permaculture มาจากคำว่า Permanent + Agriculture หมายถึงการทำการเกษตรแบบยั่งยืนร่วมกับธรรมชาติ   ต่อมาแนวคิดของเขาขยายออกไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรม การจัดตั้งองค์กรทางการเงิน การจัดตั้งองค์ที่พลักดันการเคลื่อนไหวเพอร์มาคัลเชอร์ เป็นต้น  ต่อมาจึงได้มีคนขยายคำนิยามของเพอร์มาคัลเชอร์ ว่าน่าจะมาจากคำว่า Permanent + Culture (วัฒนธรรมยั่งยืน) มากกว่า  โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการทำการเกษตรยั่งยืนแต่เพียงอย่างเดียว  คนในเมืองที่ไม่มีที่ดินเพาะปลูกมากนักก็สามารถประยุกต์ใช้แนวคิดของเพอร์มาคัลเชอร์ในการดำเนินชีวิตได้

การเคลื่อนไหวหลักของเพอร์มาคัลเชอร์มุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือใหัคนสามารถพึ่งพาตนเองในธรรมชาติได้โดยอาศัยการออกแบบ และพัฒนาระบบที่ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน โดยหลักการออกแบบจะอยู่บนหลักธรรมนูญ 3 ข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้บนหลักการพื้นฐาน 12 ข้อคือ

1. การเฝ้าสังเกตุและทำงานกับธรรมชาติ : การให้เวลากับการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมจะทำให้เราออกแบบระบบได้เหมาะสมกับสถานะการณ์เฉพาะในสวนของเรา
2. การดักเก็บ และสะสมทรัพยากร : การพัฒนาระบบที่จะดักเก็บทรัพยากรในช่วงที่มีมากที่สุด และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ขาดแคลน
3. ได้รับผลผลิตจากระบบ : ต้องออกแบบระบบให้ได้ผลผลิตที่มนุษย์ต้องการด้วย
4. กำกับดูแล และแก้ไขด้วยตัวเอง : เพื่อระบบสามารถทำงานได้ในระยะยาว จะต้องหมั่นสำรวจความผิดปกติ และแก้ไขระบบ
5. ใช้และให้คุณค่ากับทรัพยากรหมุนเวียนและบริการ : การใช้ทรัพยการที่หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจะช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภค และลดการพึ่งพิงทรัยากรที่ใช้แล้วหมดไป
6. ลดการสร้างของเสีย : โดยการให้คุณค่ากับทุกทรัพยกรที่มี เราจะค้นพบว่าของเสียจากระบบหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับอีกระบบหนึ่ง  เมื่อบริหารการใช้งานของเสียดีๆ ก็จะไม่มีของเสีย
7. ออกแบบจากรูปแบบก่อนจะลงรายละเอียด : เมื่อเราย้อนกลับมาดูภาพใหญ่เราจะสังเกตุเห็นรูปแบบในธรรมชาติ และสังคม  รูปแบบเหล่านี้สามารถใช้งานเป็นแกนหลักในการออกแบบของเราก่อนที่จะใส่รายละเอียดต่างๆ ลงไป
8. การทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานแยกกัน : โดยการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ที่เหมาะสมจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ และทำให้องค์ประกอบทำงานเกื้อหนุนกัน
9. การแก้ปัญหาขนาดเล็ก และช้าๆ : ระบบขนาดเล็ก และช้าจะสามารถบำรุงรักษาได้ง่ายกว่าระบบขนาดใหญ่ๆ เป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และสร้างผลผลิตที่ยั่งยืนกว่า
10. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานความหลากหลาย : ความหลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม และใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนกัน
11. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานขอบ : รอยเชื่อมต่อขององค์ประกอบต่างๆ เป็นบริเวณที่สิ่งที่น่าสนใจต่างๆ มักจะเกิดขึ้น  ซึ่งสื่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นองค์ประกอบที่มีคุณค่า ความหลากหลาย และมีประสิทธิผลมากที่สุดในระบบ
12. ใช้งาน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ : เราสามารถที่จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยเฝ้าสังเกตุธรรมชาติอย่างรอบคอบ และเข้าไปช่วยส่งเสริมการทำงานของธรรมชาติในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ด้วยหลักการข้างต้น ผมพยายามออกแบบระบบต่างๆ ในสวนแบบงูๆ ปลาๆ โดยอาศัยการศึกษาเทคนิคย่อยๆ ในหนังสือคู่มือนักออกแบบที่ปู่บิลได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในบทต่อไปมาฟังประสบการณ์ในการเอาเพอร์มาคัลเชอร์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และก่อสร้างขนำ แบบงูๆ ปลาๆ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: jeenapat ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 08:44:44 AM
อยากเห็นหน้าตาสวนขี้คร้าน เร็ว ๆ จัง มาเร็ว ๆ ไว ๆ นะคะ ตั้งตารอชมอยู่คร้าาาา 8) 8) 8)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: SinchaiTK ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 09:04:18 AM
Congratulation!!! เย้ และแล้วก็คลอดกระทู้แรก เปิดบ้าน Permaculture เสียที

เพิ่งเริ่มอ่านหน้าแรกก็ติดใจแล้ว เลยขอเข้ามาแสดงความยินดีก่อน เดี๋ยวไล่อ่านจนจบให้ได้ครับ

ก้อง
14/11/2012


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: jeenapat ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 10:01:17 AM
Congratulation!!! เย้ และแล้วก็คลอดกระทู้แรก เปิดบ้าน Permaculture เสียที

เพิ่งเริ่มอ่านหน้าแรกก็ติดใจแล้ว เลยขอเข้ามาแสดงความยินดีก่อน เดี๋ยวไล่อ่านจนจบให้ได้ครับ

ก้อง
14/11/2012

ถึง พี่ก้อง เมื่อเช้ายังนั่งนึกอยู่เลยคะ ว่าพี่ก้องไปไหนน้าาาา :-\  :-\ :-\
ไม่เห็นมาเม้น ในกระทู้คุณธีเลย   รึว่ายังไม่ทราบข่าวการเปิดบ้านสวนขี้คร้าน ฯ
กระทู้นี้คงเป็นกระทู้รวบจอมทัพ ทั้งหลายแน่ ๆ ที่เห็น ก็ 5 ท่านแล้ว ส่วนลูกขุนก็ขอเก็บเกี่ยวความรู้ไปเรื่อย ๆคะ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: pakinees ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 11:14:16 AM
สวัสดีค่ะคุณธีระ ติดตามกระทู้ของคุณมาสักพัก ได้ความรู้ค่ะ ดิฉันเองก็ได้ที่ดินที่แล้งคล้ายกับของคุณ แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือ

ดีใจที่เริ่มมีการกล่าวถึงปราชญ์ด้านเกษตรกรรมของไทยแล้ว คุณเดชา ศิริภัทร เป็นบุคคลที่น่านับถือ ชื่นชมและน่าทึ่งกับแนวคิด อุดมคติ และการเลือกดำเนินชีวิตของเขา ดิฉันได้ติดตามหนังสือของคุณเดชาอยู่หลายเล่ม (แกเขียนอยู่ไม่กี่เล่ม) จนปัจจุบันเริ่มมีบุคคลากรท่านอื่นๆที่มีการศึกษาสูงและรักแนวทางของบรรพบุรุษเรา อย่าง ดร.แสวง รวยสูงเนิน ก็เป็นอีกท่านหนึ่งนะคะ มีหนังสือออกมา 2 เล่ม น่าสนใจและน่าติดตามผลงานของท่านเหล่านี้ โดยส่วนตัวแล้วดีใจมาก ที่มีบุคคลกรแบบนี้เพิ่มขึ้นในบ้านเมืองเรา ไม่ทราบว่าคุณธีระได้เคยอ่านหนังสือของ ดร.แสวงหรือยัง ชื่อประมาณว่า "ฟูกูโอกะคิด ดร.แสวง ลูกชาวนาไทยทำ"

เป็นกำลังใจให้เหมือนที่หลายๆท่านคอยเชียร์อยู่ ขอให้ประสบผลสำเร็จนะคะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลและประสบการณ์ที่นำมาให้ค่ะ จะคอยติดตามนะคะ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 11:42:55 AM
อยากเห็นหน้าตาสวนขี้คร้าน เร็ว ๆ จัง มาเร็ว ๆ ไว ๆ นะคะ ตั้งตารอชมอยู่คร้าาาา 8) 8) 8)
คุณรุจีใจร้อนแบบวัยรุ่นเลย คริ คริ  :) :)

Congratulation!!! เย้ และแล้วก็คลอดกระทู้แรก เปิดบ้าน Permaculture เสียที

เพิ่งเริ่มอ่านหน้าแรกก็ติดใจแล้ว เลยขอเข้ามาแสดงความยินดีก่อน เดี๋ยวไล่อ่านจนจบให้ได้ครับ

ก้อง
14/11/2012

ขอบคุณที่แวะมาเยียมเยือนครับพี่ก้อง  ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 12:27:18 PM
สวัสดีค่ะคุณธีระ ติดตามกระทู้ของคุณมาสักพัก ได้ความรู้ค่ะ ดิฉันเองก็ได้ที่ดินที่แล้งคล้ายกับของคุณ แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือ

ดีใจที่เริ่มมีการกล่าวถึงปราชญ์ด้านเกษตรกรรมของไทยแล้ว คุณเดชา ศิริภัทร เป็นบุคคลที่น่านับถือ ชื่นชมและน่าทึ่งกับแนวคิด อุดมคติ และการเลือกดำเนินชีวิตของเขา ดิฉันได้ติดตามหนังสือของคุณเดชาอยู่หลายเล่ม (แกเขียนอยู่ไม่กี่เล่ม) จนปัจจุบันเริ่มมีบุคคลากรท่านอื่นๆที่มีการศึกษาสูงและรักแนวทางของบรรพบุรุษเรา อย่าง ดร.แสวง รวยสูงเนิน ก็เป็นอีกท่านหนึ่งนะคะ มีหนังสือออกมา 2 เล่ม น่าสนใจและน่าติดตามผลงานของท่านเหล่านี้ โดยส่วนตัวแล้วดีใจมาก ที่มีบุคคลกรแบบนี้เพิ่มขึ้นในบ้านเมืองเรา ไม่ทราบว่าคุณธีระได้เคยอ่านหนังสือของ ดร.แสวงหรือยัง ชื่อประมาณว่า "ฟูกูโอกะคิด ดร.แสวง ลูกชาวนาไทยทำ"

เป็นกำลังใจให้เหมือนที่หลายๆท่านคอยเชียร์อยู่ ขอให้ประสบผลสำเร็จนะคะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลและประสบการณ์ที่นำมาให้ค่ะ จะคอยติดตามนะคะ

ขอบคุณครับคุณ pakinees  ความจริงตอนปู่ฟูมาเยี่ยมเมืองไทยในช่วงปี พ.ศ. 2533-2534 เพื่อมาตามหาเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปช่วยประเทศอินเดีย  ปู่ฟูมีโอกาสได้พบปราชญ์ด้านเกษตรกรรมธรรมชาติหลายท่าน  ได้แก่ ท่านพุทธทาส,  ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และพ่อคำเดื่อง ภาษี  ส่วน อ.เดชา ศิริภัทร ท่านเดินทางไปเยี่ยมปู่ฟูที่ญี่ปุ่นเลย  ความจริงยังมีปราชญ์ในเมืองไทยอีกจำนวนมากที่ทำเกษตรกรรมธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ดร.แสวง รวยสูงเนินที่คุณ pakinees กล่าวถึง หรือคุณนฤทธิ์ คำธิศรี ที่คุณ konthain(นพ) พูดถึง  หรือ คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ (ลุงนิล) หรือ คุณโจน จันได และอื่นๆ อีกมากมาย เรื่องราวของปราชญ์เหล่านี้ในเมืองไทย  เราจะเข้าถึงได้ง่ายกว่าเพราะสามารถเดินทางไปเยี่ยมท่านเหล่านั้นเพื่อขอเรียนรู้โดยตรงได้สะดวกกว่า (ส่วนตัวผมคิดว่าทุกๆ ท่านคงรู้จักปราชญ์เหล่านี้หมดแล้ว  เพราะท่านเหล่านี้มีผลงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติในเมืองไทยมายาวนาน

เรื่องหนังสือของ อ.เดชา กำลังอ่านเรื่อง "เส้นทางเกษตรกรรมยั่งยืน" อยู่ครับ  แต่เพิ่งอ่านไม่ถึง 50 หน้า  >:( >:( >:(  ส่วนเล่มอื่นยังไม่มีในครอบครอง

ส่วนเรื่องของ อ.แสวง ผมก็ติดตามอ่านในบล็อคของอาจารย์ที่ gotoknow อยู่เรื่อยๆ  มีทั้งเรื่องเกษตร เรื่องระบบการศึกษา และเรื่องพระเครื่องปนๆ กัน หลากหลายดีครับ  ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: pakinees ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 01:18:00 PM
เรื่องหนังสือของ อ.เดชา กำลังอ่านเรื่อง "เส้นทางเกษตรกรรมยั่งยืน" อยู่ครับ  แต่เพิ่งอ่านไม่ถึง 50 หน้า      ส่วนเล่มอื่นยังไม่มีในครอบครอง

พอกันกับดิฉันค่ะ คือ ค่อยๆอ่าน เพราะตัวเล็ก เนื้อหาเยอะ แต่เวลา(อ่าน)มีน้อย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: pong2510 ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 08:58:18 PM

  สวัสดีครับมาเจอศิษย์อาจารย์เดียวกัน แต่เราทำสวนไม่เหมือนกัน
แต่เราขี้เกียจเหมือนกัน "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ"


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 14, 2012, 09:41:34 PM
  สวัสดีครับมาเจอศิษย์อาจารย์เดียวกัน แต่เราทำสวนไม่เหมือนกัน
แต่เราขี้เกียจเหมือนกัน "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ"

สวัสดีครับพี่กันตพัฒน์  "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ" ฟังดูดีจังจะจำไว้ใช้  ผมไปสวน 1-2 สัปดาห์ครั้ง  คงต้องพึ่งธรรมชาติในการทำงานมากหน่อย  เลยไม่กล้าลงระบบที่ทำงานเร็ว  เพราะถ้ามีอะไรผิดปกติกว่าจะมีโอกาสแก้ไขก็คงสายเสียแล้ว  ถ้าเข้าที่เข้าทางคงจะทดลองระบบ Aquaponics แบบพี่กันตพัฒน์บ้าง (อยากจะทดลองมาก)

ส่วนเรื่อง BioActn ผมมีโอกาสได้ซื้อแล้วนะครับ  ผมกำลังทดลองเรื่อง Vertical Mulch ด้วยการใช้เทคนิคนี้ช่วยในการปลูกต้นไม้ในหน้าแล้งครับ  ได้ผลอย่างไรคงจะค่อยๆ เอามาลงกระทู้ครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: siripan1112 ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 03:33:07 AM
พี่  Teerapan  ช่วยทำลิ้งค์  หนังสือให้ผมบ้างได้ไหมครับ  ตอนนี้ผมพึงอ่านไปแค่สองเรื่องเอง  One straw evolution, Farmer's hand  book.  หนังสือที่พี่อ่าน ผมหาซื้อไม้ได้น่ะครับ  small is beautiful  หาไม่เจอน่ะครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 07:05:14 AM
พี่  Teerapan  ช่วยทำลิ้งค์  หนังสือให้ผมบ้างได้ไหมครับ  ตอนนี้ผมพึงอ่านไปแค่สองเรื่องเอง  One straw evolution, Farmer's hand  book.  หนังสือที่พี่อ่าน ผมหาซื้อไม้ได้น่ะครับ  small is beautiful  หาไม่เจอน่ะครับ

แหะๆ ขอโทษด้วย ผมซื้อเป็นเล่มจริงครับไม่ได้อ่านจากเน็ท หนังสมุดน่าจะมีทุกมหาวิทยาลัยนะครับ ชื่อไทยคือ "เล็กนั้นงาม"


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: SinchaiTK ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 12:23:22 PM
อ่านมาได้ 7 หน้าติดจนไม่ละสายตา จนน้องๆ ทีมงานสงสัยว่าพี่ก้องอ่านอะไรนานเหลือเกิน

หยุดตอนเข้าประชุมกับทำงาน พอเสร็จรีบกลับมาเปิดอ่านต่อ

ด้วยเวลาช่วงนี้ที่จำกัดเลยต้องทยอยอ่าน เพราะไม่อยากตกแม้แต่คำเดียว

อ่านและคิดตาม เพราะอยากตกผลึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง

จนเข้าใจว่า
ธรรมชาตินั้นแสนสามัญธรรมดา
แต่คนเรานี่หนาไปทำจนมันสับสน
พอหลงทางจะเดินกลับแสนวกวน
เพราะหลงตนคิดว่าข้าแน่จริงเอย


คนหรือมนุษย์ได้ปัญญามาคิดมาพัฒนา แต่ระหว่างทางกลับหลงลืมบันทึกหรือเรียนรู้เส้นทางเก่าๆ  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดว่าข้าแน่
จนมาถึงปัจจุบันเริ่มเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความดำรงอยู่อย่างยั่งยืน เริ่มค้นหาเริ่มค้นคว้าแต่มันก็เหมือนเราจะมีแต่ปีกที่บินขึ้นสูง ขึ้นสูง แต่เราไร้รากที่คอยยึดเราไว้

เราหลงลืมรากเหง้า ของการดำรงอยู่

ขอบคุณปู่ๆ อาจารย์ผู้ทรงความรู้ค้นหาและได้มาซึ่งคำตอบทางธรรมชาติ

และขอบคุณคุณนึกที่ได้ค้นหาและรวบรวม จนถ่ายทอดออกมาทำให้เรามองเห็นเส้นทางที่จะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ตอนผมเริ่มลงมือพัฒนาที่ดินที่บ้านเพลิน

ผมลองนั่งหลับตาและจินตนาการภพไปในอดีตสักร้อยปีที่แล้ว ว่าภาพในที่ดินที่เราซื้อมันน่าจะเป็นอย่างไร
ผมเห็นภาพแรกเป็นต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะมากๆ แต่พอนึกอีกทีหรือว่ามันจะเป็นภาพทุ่งรังสิตที่มีแต่หญ้าเต็มไปหมด
หรือว่าเมื่อร้อยปีที่แล้วมันก็เป็นทุ่งนาอย่างนี้นั้นแหละ ลองสอบถามลุงที่ทำนาบริเวณใกล้เคียงกันเขาบอกเขาทำนาที่นี่มาสี่สิบกว่าปีแล้วก็เป็นแบบนี้

รุ่นพอเขาก็ทำมาก่อน

ภาพมันเลยค่อยๆ ฉายกลับมาว่าถ้ามันเป็นนาอยู่ก่อนแล้ว มันก็สมควรจะเป็นนาต่อไป แต่เราจะจัดสรรให้มันเป็นนาที่เติมเต็มจากความรู้ที่เราเรียนมา เราจะไม่ไปบิดไปเบี้ยว ไม่เอาเทคโนโลยีไปเปลี่ยนแปลง แต่เราจะเอาเทคโนโลยีไปประคับประคอง ให้ที่นายังคงสมบูรณ์

เพื่อส่งต่อไปให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน และจะพยายามสร้างคู่มือองค์ความรู้เอาไว้ถ่ายทอดให้เขา ได้นำมาเรียนรู้ต่อๆ ไป พยายามเก็บบันทึกภาพถ่าย เอาไว้ให้เห็นความเปลียนแปลง

เราเองอาจโชคดีที่ได้รับรู้และมีโอกาสได้เตรียมการ แต่คนชั้นกลางอีกหลายๆ คนยั่งไม่ได้แม้จะเริ่มคิด

ได้อ่านเรื่องพลังงานแล้ววันนี้ผมเริ่มดีใจที่ตนเองรักการปั่นจักรยานอยู่แล้ว ครอบครัวก็ปั่นจักรยานกันจนเป็นนิสัย

วันนี้เลยวางแผนออกรถจักรยาน 3 ล้อที่มีกระบะพ่วงด้านหลังไว้ขนของเครื่องมือการเกษตร ผลผลิต ปุ๋ย พันธุ์ไม้เวลาเอาไปปลูก จะได้ไม่ต้องใช้น้ำมัน

เขียนมาเสียยาวรบกวนพื้นที่คุณนึกแบ่งปันความคิดนะครับ

รออ่านคำทำนายจากคุณนึกจนตกผลึกเพื่อใช้วางแผนก้าวเดินต่อไปครับ

ก้อง
15/11/2012


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:35:52 PM
อ่านมาได้ 7 หน้าติดจนไม่ละสายตา จนน้องๆ ทีมงานสงสัยว่าพี่ก้องอ่านอะไรนานเหลือเกิน
หยุดตอนเข้าประชุมกับทำงาน พอเสร็จรีบกลับมาเปิดอ่านต่อ
ด้วยเวลาช่วงนี้ที่จำกัดเลยต้องทยอยอ่าน เพราะไม่อยากตกแม้แต่คำเดียว
อ่านและคิดตาม เพราะอยากตกผลึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง
จนเข้าใจว่า
ธรรมชาตินั้นแสนสามัญธรรมดา
แต่คนเรานี่หนาไปทำจนมันสับสน
พอหลงทางจะเดินกลับแสนวกวน
เพราะหลงตนคิดว่าข้าแน่จริงเอย


คนหรือมนุษย์ได้ปัญญามาคิดมาพัฒนา แต่ระหว่างทางกลับหลงลืมบันทึกหรือเรียนรู้เส้นทางเก่าๆ  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดว่าข้าแน่
จนมาถึงปัจจุบันเริ่มเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความดำรงอยู่อย่างยั่งยืน เริ่มค้นหาเริ่มค้นคว้าแต่มันก็เหมือนเราจะมีแต่ปีกที่บินขึ้นสูง ขึ้นสูง แต่เราไร้รากที่คอยยึดเราไว้ เราหลงลืมรากเหง้า ของการดำรงอยู่
....

รออ่านคำทำนายจากคุณนึกจนตกผลึกเพื่อใช้วางแผนก้าวเดินต่อไปครับ

ก้อง
15/11/2012

คอมเม้นท์พี่ก้องเป็นที่ต้อนรับเสมอครับ  ใช้เนื้อที่ตามสบายครับ  ชอบที่พี่ก้องสรุปมากครับ  แต่ระวังเจ้านายข้างหลังหน่อย  ;D ;D ;D

ส่วนเรื่องคำทำนายจากผมคงไม่มีหรอก  มีแค่เรื่องราวของคนเพี้ยนทดลองอะไรบ้าๆ บอๆ ไปวันๆ  ท่าทางจะลองผิดมากกว่าลองถูก  แต่ก็ทำให้เราค้นพบอีกวิธีที่ใช้ไม่ได้  :D :D :D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2012, 04:55:32 AM
ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวนามาตลอด  หลายชั่วอายุคน ผมไม่แน่ใจว่า ชาวบ้านที่เป็น เกษตรกรไทย  ยากจนลงตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เท่าที่ผมมองเห็น   ก่อน 2510  ซึ่งผมยังเป็นเด็ก   ชาวนาไทย  ทำนาปีละ 1 ครั้ง ไม่มีปุ๋ย  ไม่มียาฆ่าแมลง ใช้ควายใถนา ไม่มีเครื่องสูบน้ำ  แต่มีระหัดวิดน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้   จึงมีการเลี้ยงควายกันเป็นเรื่องเป็นราว ทุกบ้านมีคอกควาย  มีควายเต็มคอก  พืชผักไม่ต้องซื้อหา ปลูกกินกัน และยังขอกันได้ด้วย  การดำนา  เกี่ยวข้าวมีประเพณีลงแขก   การทำนาต้องยกครัวออกไปนอนนา   ตั้งแต่เดือน 6  จะเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จกลับบ้านก็  ประมาณสงกรานต์  ชีวิตไม่เร่งรีบ  นาฬิกาแทบไม่มี  เขาดูเวลากันโดยดูดวงอาทิตย์  และพระตีกลองเพล
    
การขนส่ง ใช้วัวลากเกวียนเป็นพาหนะเดินทางและ ขนข้าวจากนามาเก็บไว้ในยุ้งฉาง   การเดินทางระยะไกล  นิยมขี่ม้าและ ทางเรือ  ถนนหนทางไม่ดี   รถมีน้อย  การเดินทางที่สุดหรูตอนนั้น ก็รถไฟรถจักรไอน้ำ  มีหัวดีเซลน้อยมาก นานๆเห็นที         รถจักรยานใช้ระยะใกล้  นักเรียนอย่างพวกผมต้องขี่จักรยานไปเรียน  ไปกลับวันละ 14-15 กม.     ภาระหนักที่สุดของผมตอนนั้นคือต้องลงไปหาบน้ำจากแม่น้ำน่านเอามาไว้ใส่โอ่ง  

การค้าข้าวจะมีพ่อค้ามารับซื้อ  โดยทางเรือยนต์ลากจูง ทางแม่น้ำน่าน  ซึ่งยังไม่มีเขื่อน    การซื้อขายใช้วิธีตวงข้าวเป็นถัง มีหน่วยวัดเป็นเกวียน  ราคาข้าวตอนนั้นประมาณ 500-700 บาท ต่อเกวียน ราคาทองคำประมาณบาทละ 400  บาท  

ผมเห็นชาวบ้านและครอบครัวผมก็มีความสุขดี  วันพระเขาต้องไปทำบุญที่วัด   หนุ่มสาวก็ไปเจอกันที่วัดเสียส่วนใหญ่   วันพระสำคัญคนจะไปทำบุญเยอะมาก  หนุ่มสาวจะรอวันสำคัญทางศาสนา  เพื่อจะไปวัดกัน  และพบกัน  วันนั้นจะแต่งตัวสวยหล่อกันเต็มพิกัด  ใครมีทองมีเครื่องประดับ แต่งกันเต็มที่  โดยเฉพาะวันสงกรานต์  จะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก  มีความหมายลึกซึ้ง  

ที่พูดมานั้นเดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไรเลย    ที่พบเห็นมากมายตอนนี้ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  พร้อมด้วย ความเร่งรีบ ความยากจน  ความเห็นแก่ตัว  การทะเลาะเบาะแว้ง  ของพี่น้องและเพื่อนบ้าน   คนบ้านใกล้กันจากเมื่อก่อน คือมิตรสนิท  จึงมาปลูกบ้านใกล้กัน  แต่เดี๋ยวนี้มัก ไม่ถูกกัน  ด้วยเหตุกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อย    

ผมรู้สึกว่า  แถวบ้านผม คนยากจนลง  ตอนไฟฟ้าเข้าถึง  ถนนหนทางเข้าถึง  ข้าวราคาตันละเป็นหมื่นนี่แหละ

ผมถึงดีใจ  ถ้าหากน้ำมันมันจะหมดไปจากโลกนี้เสียที     ผมอยากเห็นภาพนั้นอีก  ก่อนตายครับ  


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: siripan1112 ที่ พฤศจิกายน 17, 2012, 12:26:00 PM
พี่  Teerapan  ช่วยทำลิ้งค์  หนังสือให้ผมบ้างได้ไหมครับ  ตอนนี้ผมพึงอ่านไปแค่สองเรื่องเอง  One straw evolution, Farmer's hand  book.  หนังสือที่พี่อ่าน ผมหาซื้อไม้ได้น่ะครับ  small is beautiful  หาไม่เจอน่ะครับ


แหะๆ ขอโทษด้วย ผมซื้อเป็นเล่มจริงครับไม่ได้อ่านจากเน็ท หนังสมุดน่าจะมีทุกมหาวิทยาลัยนะครับ ชื่อไทยคือ "เล็กนั้นงาม"

ฝากลิงค์ด้วยนะครับ ผมไม่มีกระทู้เอง ผมไปเจอแหล่งหนังสือดีๆมา http://ag-ebook.lib.ku.ac.th/index.php/ebook/subject-menu (http://ag-ebook.lib.ku.ac.th/index.php/ebook/subject-menu)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: josave69 ที่ พฤศจิกายน 17, 2012, 05:59:36 PM
ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวนามาตลอด  หลายชั่วอายุคน ผมไม่แน่ใจว่า ชาวบ้านที่เป็น เกษตรกรไทย  ยากจนลงตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เท่าที่ผมมองเห็น   ก่อน 2510  ซึ่งผมยังเป็นเด็ก   ชาวนาไทย  ทำนาปีละ 1 ครั้ง ไม่มีปุ๋ย  ไม่มียาฆ่าแมลง ใช้ควายใถนา ไม่มีเครื่องสูบน้ำ  แต่มีระหัดวิดน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้   จึงมีการเลี้ยงควายกันเป็นเรื่องเป็นราว ทุกบ้านมีคอกควาย  มีควายเต็มคอก  พืชผักไม่ต้องซื้อหา ปลูกกินกัน และยังขอกันได้ด้วย  การดำนา  เกี่ยวข้าวมีประเพณีลงแขก   การทำนาต้องยกครัวออกไปนอนนา   ตั้งแต่เดือน 6  จะเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จกลับบ้านก็  ประมาณสงกรานต์  ชีวิตไม่เร่งรีบ  นาฬิกาแทบไม่มี  เขาดูเวลากันโดยดูดวงอาทิตย์  และพระตีกลองเพล
    
การขนส่ง ใช้วัวลากเกวียนเป็นพาหนะเดินทางและ ขนข้าวจากนามาเก็บไว้ในยุ้งฉาง   การเดินทางระยะไกล  นิยมขี่ม้าและ ทางเรือ  ถนนหนทางไม่ดี   รถมีน้อย  การเดินทางที่สุดหรูตอนนั้น ก็รถไฟรถจักรไอน้ำ  มีหัวดีเซลน้อยมาก นานๆเห็นที         รถจักรยานใช้ระยะใกล้  นักเรียนอย่างพวกผมต้องขี่จักรยานไปเรียน  ไปกลับวันละ 14-15 กม.     ภาระหนักที่สุดของผมตอนนั้นคือต้องลงไปหาบน้ำจากแม่น้ำน่านเอามาไว้ใส่โอ่ง  

การค้าข้าวจะมีพ่อค้ามารับซื้อ  โดยทางเรือยนต์ลากจูง ทางแม่น้ำน่าน  ซึ่งยังไม่มีเขื่อน    การซื้อขายใช้วิธีตวงข้าวเป็นถัง มีหน่วยวัดเป็นเกวียน  ราคาข้าวตอนนั้นประมาณ 500-700 บาท ต่อเกวียน ราคาทองคำประมาณบาทละ 400  บาท  

ผมเห็นชาวบ้านและครอบครัวผมก็มีความสุขดี  วันพระเขาต้องไปทำบุญที่วัด   หนุ่มสาวก็ไปเจอกันที่วัดเสียส่วนใหญ่   วันพระสำคัญคนจะไปทำบุญเยอะมาก  หนุ่มสาวจะรอวันสำคัญทางศาสนา  เพื่อจะไปวัดกัน  และพบกัน  วันนั้นจะแต่งตัวสวยหล่อกันเต็มพิกัด  ใครมีทองมีเครื่องประดับ แต่งกันเต็มที่  โดยเฉพาะวันสงกรานต์  จะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก  มีความหมายลึกซึ้ง  

ที่พูดมานั้นเดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไรเลย    ที่พบเห็นมากมายตอนนี้ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  พร้อมด้วย ความเร่งรีบ ความยากจน  ความเห็นแก่ตัว  การทะเลาะเบาะแว้ง  ของพี่น้องและเพื่อนบ้าน   คนบ้านใกล้กันจากเมื่อก่อน คือมิตรสนิท  จึงมาปลูกบ้านใกล้กัน  แต่เดี๋ยวนี้มัก ไม่ถูกกัน  ด้วยเหตุกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อย    

ผมรู้สึกว่า  แถวบ้านผม คนยากจนลง  ตอนไฟฟ้าเข้าถึง  ถนนหนทางเข้าถึง  ข้าวราคาตันละเป็นหมื่นนี่แหละ

ผมถึงดีใจ  ถ้าหากน้ำมันมันจะหมดไปจากโลกนี้เสียที     ผมอยากเห็นภาพนั้นอีก  ก่อนตายครับ  


  เจริญมา ปัญญาหาย ผมหนีกรุงมาเพื่อ หาความสงบ แต่ทุกวันนี้ บ้านนอกไม่มีแล้ว แข่งกัน ออกรถ ค้าขาย ซื้อกับข้าวกิน มองตัวเงินเป็นที่ตั้ง ไม่มีก็อายเขา ต้องขวนขวายหามา รถเร่ขายของ เซ็นได้  5 นาที มานึงคัน ผมมองว่าอีกหน่อยภูมิปัญญา ถักแห สานชะลอม ต่างคงตายไปกับพ่อแก่ แม่เฒ่า เด็กรุ่นใหม่ไม่ทำนา ไม่หาปูหาปลา ดูถูกคนไม่มีเงิน ใครมีเงินยกย่อง แม้ว่าเขาจะเป็นโจรก็ตาม ชิบหายกัน ประเทศไทย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 18, 2012, 07:51:52 PM
ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวนามาตลอด  หลายชั่วอายุคน ผมไม่แน่ใจว่า ชาวบ้านที่เป็น เกษตรกรไทย  ยากจนลงตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เท่าที่ผมมองเห็น   ก่อน 2510  ซึ่งผมยังเป็นเด็ก   ชาวนาไทย  ทำนาปีละ 1 ครั้ง ไม่มีปุ๋ย  ไม่มียาฆ่าแมลง ใช้ควายใถนา ไม่มีเครื่องสูบน้ำ  แต่มีระหัดวิดน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้   จึงมีการเลี้ยงควายกันเป็นเรื่องเป็นราว ทุกบ้านมีคอกควาย  มีควายเต็มคอก  พืชผักไม่ต้องซื้อหา ปลูกกินกัน และยังขอกันได้ด้วย  การดำนา  เกี่ยวข้าวมีประเพณีลงแขก   การทำนาต้องยกครัวออกไปนอนนา   ตั้งแต่เดือน 6  จะเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จกลับบ้านก็  ประมาณสงกรานต์  ชีวิตไม่เร่งรีบ  นาฬิกาแทบไม่มี  เขาดูเวลากันโดยดูดวงอาทิตย์  และพระตีกลองเพล
    
การขนส่ง ใช้วัวลากเกวียนเป็นพาหนะเดินทางและ ขนข้าวจากนามาเก็บไว้ในยุ้งฉาง   การเดินทางระยะไกล  นิยมขี่ม้าและ ทางเรือ  ถนนหนทางไม่ดี   รถมีน้อย  การเดินทางที่สุดหรูตอนนั้น ก็รถไฟรถจักรไอน้ำ  มีหัวดีเซลน้อยมาก นานๆเห็นที         รถจักรยานใช้ระยะใกล้  นักเรียนอย่างพวกผมต้องขี่จักรยานไปเรียน  ไปกลับวันละ 14-15 กม.     ภาระหนักที่สุดของผมตอนนั้นคือต้องลงไปหาบน้ำจากแม่น้ำน่านเอามาไว้ใส่โอ่ง  

การค้าข้าวจะมีพ่อค้ามารับซื้อ  โดยทางเรือยนต์ลากจูง ทางแม่น้ำน่าน  ซึ่งยังไม่มีเขื่อน    การซื้อขายใช้วิธีตวงข้าวเป็นถัง มีหน่วยวัดเป็นเกวียน  ราคาข้าวตอนนั้นประมาณ 500-700 บาท ต่อเกวียน ราคาทองคำประมาณบาทละ 400  บาท  

ผมเห็นชาวบ้านและครอบครัวผมก็มีความสุขดี  วันพระเขาต้องไปทำบุญที่วัด   หนุ่มสาวก็ไปเจอกันที่วัดเสียส่วนใหญ่   วันพระสำคัญคนจะไปทำบุญเยอะมาก  หนุ่มสาวจะรอวันสำคัญทางศาสนา  เพื่อจะไปวัดกัน  และพบกัน  วันนั้นจะแต่งตัวสวยหล่อกันเต็มพิกัด  ใครมีทองมีเครื่องประดับ แต่งกันเต็มที่  โดยเฉพาะวันสงกรานต์  จะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก  มีความหมายลึกซึ้ง  

ที่พูดมานั้นเดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไรเลย    ที่พบเห็นมากมายตอนนี้ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  พร้อมด้วย ความเร่งรีบ ความยากจน  ความเห็นแก่ตัว  การทะเลาะเบาะแว้ง  ของพี่น้องและเพื่อนบ้าน   คนบ้านใกล้กันจากเมื่อก่อน คือมิตรสนิท  จึงมาปลูกบ้านใกล้กัน  แต่เดี๋ยวนี้มัก ไม่ถูกกัน  ด้วยเหตุกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อย    

ผมรู้สึกว่า  แถวบ้านผม คนยากจนลง  ตอนไฟฟ้าเข้าถึง  ถนนหนทางเข้าถึง  ข้าวราคาตันละเป็นหมื่นนี่แหละ

ผมถึงดีใจ  ถ้าหากน้ำมันมันจะหมดไปจากโลกนี้เสียที     ผมอยากเห็นภาพนั้นอีก  ก่อนตายครับ  

อืม..เรื่องราวของผมดูท่าจะแตกต่างกับของพี่ชุติพนต์ราวหนังคนละม้วน  เท่าที่ผมจำความได้ในปี 2522 ผมเติบโตในตลาดในต่างจังหวัด  พวกผมและเพื่อนๆ วิ่งเล่นได้เป็นระยะไกลเป็นกิโลได้โดยไม่มีต้นไม้สักต้น  มีพืชประดับที่คนแถวนั้นปลูกอยู่ในกระถางหน้าบ้านบ้าง  แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกไม้ประดับบนดาดฟ้าทำให้เราเห็นพืชน้อยมาก  พวกเราไม่มีเล่นที่พอจะฝึกปั่นจักรยานได้  เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จึงไม่มีใครมีจักรยาน หรือปั่นจักรยานเป็น  เราเดินทางไปโรงเรียนด้วยการนั่งรถสองแถว หรือมีคนที่บ้านขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่ง อาหารการกินทุกอย่างซื้อมาจากตลาด  ต้นไม้จะพอมีให้เห็นบ้างตามโรงเรียน โรงเจ หรือวัด

ต่อมาผมย้ายตามคุณพ่อที่รับราชการไปอีกจังหวัดหนึ่ง  เราได้อยู่บ้านพักราชการในเมืองที่พอมีบริเวณในบ้านพอจะปลูกต้นไม้ได้บ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่คุณแม่จะเลือกปลูกไม้ประดับ พืชที่พอจะกินได้บ้างในบ้านคือกระถิน  แต่เด็กๆ ไม่ชอบกินจึงไม่มีใครกิน  ต่อมาก็โดนฟันทิ้งเพราะว่ารก เรื่องอาหารการกินในจังหวัดนี้ก็ไม่แตกต่างจากที่แรก คือต้องเราไปหาซื้ออาหารที่ตลาด จะต่างกันก็เพียงเมื่อก่อนเราพักในตลาดก็เดินเท้าไปจ่ายตลาดได้  แต่คราวนี้อยู่ไกลหน่อยก็ต้องใช้รถยนต์  ทำให้ผมจินตนาการไม่ออกว่าถ้าไม่มีคนเอาอาหารมาขายที่ตลาดแล้วพวกเราจะกินอะไร

เรื่องการปลูกพืชที่โรงเรียนก็สอนปลูกผักตอนผมเรียนอยู่ ป.3 แต่ไม่เคยได้ปลูกต้นไม้ใหญ่เพราะว่าโรงเรียนไม่มีที่  ตอนเรียนการตอนกิ่งก็ทดลองกับต้นเข็มรอบๆ อาคารเรียน  แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกลับไปปลูกอะไรที่บ้านเพื่อรับประทาน ส่วนใหญ่ก็ปลูกหญ้ากับไม้ประดับ  แล้วกลับมาซื้ออาหารกินจากตลาดเหมือนเดิม

ที่จังหวัดนี้ผมมีโอกาสได้ฝึกปั่นจักรยานเป็นครั้งแรกในชีวิต  แต่เนื่องจากมีรถบนท้องถนนมากที่บ้านจึงไม่อนุญาตให้ปั่นออกถนน  การเดินทางไปโรงเรียนจึงต้องอาศัยที่บ้านขับรถไปส่ง หรือใช้บริการสามล้อรับจ้าง  แต่ต่อมาก็มีรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง และรถสามล้อเล็กเพิ่มขึ้น  ผู้คนต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง อาชีพจักรยานสามล้อรับจ้างจึงค่อยๆ หายไป 

ระหว่างที่อยู่ต่างจังหวัดพ่อแม่ก็เคี่ยวเข็นให้เข็นให้เรียนหนังสือเยอะๆ ให้เรียนภาษาอังกฤษทั้งๆ ที่ไม่มีชาวต่างชาติแม้นแต่คนเดียวในเมือง  ต่อมาก็ส่งให้ไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมใน กทม.  เป็นอันสิ้นสุดการใช้ชีวิตต่างจังหวัดอันแสนสั้นของผม  ผมใช้ชีวิตที่เหลือใน กทม. คุณพ่อทำงานกินเงินเดือน  ส่งเสียลูกให้เรียนสูงๆ เพื่อกลับมาทำงานกินเงินเดือน  ได้เงินมาก็เอามาซื้ออาหารกิน ญาติพี่น้องไม่มีใครทำการเกษตร  ต้นไม้ไม่เคยปลูกสักต้น

การเริ่มต้นของสวนขี้คร้านในปี 2554 จึงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ลองปลูกต้นไม้ใหญ่  และสิ้นสุดลงด้วยการตายของต้นไม้ที่ลงมือปลูกทุกต้น :'( :'( :'( การหันมาทดลองปลูกต้นไม้จึงค่อนข้างสร้างความประหลาดใจให้กับครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ สนิทของผม  หลายคนทักว่าจะทำให้เหนื่อยไปทำไม

จุดเริ่มต้นของสวนขี้คร้านจริงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพลังงานน้ำมัน  อย่างที่ผมเคยบอกในตอนต้นของบทที่ 2 ว่าผมมารู้จักคำว่า peak oil เมื่อไม่นานมานี้ (หลังจากเริ่มทำสวนไปแล้ว) ผมไม่รู้หรอกว่าถ้าพลังงานน้ำมันหมดจริงๆ จะเป็นอย่างไร  ผมเองที่คุ้นเคยการเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานแลกเงิน เอาเงินมาแลกอาหาร คุ้นเคยกับการใช้พลังงานแบบไม่ต้องยั้งตั้งแต่จำความได้ และคุ้นเคยกับวิถีชีวิตคนเมืองทั้งคนเมืองต่างจังหวัด / คนเมืองในกรุงมาตลอดชีวิตจะปรับตัวได้หรือไม่  ผมไม่รู้ว่าน้ำมันหมดแล้ววิถีเดิมๆ ของชนบทจะกลับมาจริงหรือไม่ ผมไม่รู้ว่าน้ำมันจะหมดโลกในชั่วชีวิตของผมหรือไม่ (ปัญหาพลังงานน้ำมันขาดแคลนคงทันเจอแน่ๆ ) และไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร

วันนี้ที่ยังมีพลังงานน้ำมันให้ใช้..ผมก็ยังสามารถขับรถไปต่างจังหวัด ได้ลงมือปลูกต้นไม้กันเองกับคนในครอบครัวทุกต้น โดยไม่รู้ว่าพวกมันจะตายอีกมั๊ย ไม่รู้ว่าจะได้กิน หรือได้ใช้ประโยชน์จากมันมั๊ย เนื่องจากผมไม่เคยทำเกษตรมาก่อน ไม่เคยมีญาติพี่น้องทำเกษตรมาก่อน จึงเป็นคนไร้กระบี่ ไร้ซึ่งแบบแผนในการลงมือทำ ท้าทายความเชื่อเก่าๆ ด้วยการทดลอง และเปิดรับวิธีการใหม่ๆ  สิ่งที่ผมทำเป็นหลักคือการทดลอง "กระทำและไม่กระทำ" รวมทั้งเฝ้าสังเกตุธรรมชาติรอบข้างโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง  ผมรู้เพียงแค่ว่าวันที่พลังงานขาดแคลนจริงๆ ผมคงไม่สามารถมานั่งทดลองแบบนี้  และผมคงเสียดายที่ปล่อยเวลาผ่านไปเฉยๆ แล้วบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ปู่ฟูสอนนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก...


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 18, 2012, 07:54:38 PM
ฝากลิงค์ด้วยนะครับ ผมไม่มีกระทู้เอง ผมไปเจอแหล่งหนังสือดีๆมา [url]http://ag-ebook.lib.ku.ac.th/index.php/ebook/subject-menu[/url] ([url]http://ag-ebook.lib.ku.ac.th/index.php/ebook/subject-menu[/url])


ด้วยความยินดีครับ  ขอขอบคุณแทนเพื่อนๆ ด้วยครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 18, 2012, 08:41:22 PM
  เจริญมา ปัญญาหาย ผมหนีกรุงมาเพื่อ หาความสงบ แต่ทุกวันนี้ บ้านนอกไม่มีแล้ว แข่งกัน ออกรถ ค้าขาย ซื้อกับข้าวกิน มองตัวเงินเป็นที่ตั้ง ไม่มีก็อายเขา ต้องขวนขวายหามา รถเร่ขายของ เซ็นได้  5 นาที มานึงคัน ผมมองว่าอีกหน่อยภูมิปัญญา ถักแห สานชะลอม ต่างคงตายไปกับพ่อแก่ แม่เฒ่า เด็กรุ่นใหม่ไม่ทำนา ไม่หาปูหาปลา ดูถูกคนไม่มีเงิน ใครมีเงินยกย่อง แม้ว่าเขาจะเป็นโจรก็ตาม ชิบหายกัน ประเทศไทย

จริงๆ แล้วผมไม่ใคร่อยากจะให้พวกเพื่อนๆ ไปโทษความเจริญ หรือน้ำมัน หรอกนะครับ  ทุกอย่างมันเป็นเรื่องความไม่พร้อมของสังคมในการปรับตัวมากกว่า ผมยังจำได้ในสมัยเรียนหนังสือ เวลาพวกเราเตรียมของเล่นไปให้เด็กชาวเขา  พวกเราจะถกกันหนักเรื่องสิ่งที่เราเอาขึ้นไปบนดอยว่าเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น เราเอาดินสอสีอย่างดีไปให้เด็กวาดรูปเล่น เมื่อเขารู้จักว่าดินสอสีแบบนี้ และติดอกติดใจ เมื่อดินสอสีหมดเด็กจะอยากได้อีก แต่บนดอยไม่มี  พวกเขาไม่เทคโนโลยี พวกเขาไม่สามารถผลิตดินสอสีได้เอง  ก็จะทำให้เด็กไปรบเร้าผู้ปกครองให้หาเงินเดินทางมาในเมือง หาเงินมาซื้อดินสอสี  ทั้งๆที่พวกเขาสามารถมีชีวิตสงบสุขบนดอยโดยไม่ต้องมีดินสอสี  พวกเราจะระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ต่างๆ ที่เราจะเอาขึ้นไปบนดอย  เพราะว่าเรารู้ว่าสังคมของพวกเขายังไม่พร้อม

คล้ายคลึงกันในวิถีชีวิตชนบทเดิมๆ ชาวบ้านอาจจะอยู่ได้อย่างมีความสุขดี  แต่การเข้ามาของสื่อต่างๆ ทำให้เรารู้เห็นวิถีชีวิตที่ดูเหมือนสุขสบายไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า  โดยไม่รู้ว่าเมื่อมีแล้วพวกเขาก็ต้องเสียเงินซื้อพลังงานน้ำมัน พลังงานไฟฟ้ามาอีกทั้งๆ ที่พวกเขาผลิตอะไรไม่ได้เองสักอย่าง  ด้วยความอ่อนแอของระบบในสังคม  มนุษย์มีกิเลส เห็นเขามีก็อยากมีบ้าง ไม่รู้จักยับยั้งใจ  ไม่รู้เท่าทันว่าสิ่งเหล่านั้นมันเริ่มเกินพอ เมื่อคำว่าพอเพียงเริ่มไม่เพียงพอ เราก็เริ่มตกเป็นทาสของระบบวิ่งไล่เนื้อที่นายทุนล่อ   พลังงานน้ำมันเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การส่งสินค้าทำได้สะดวก  เมื่อพลังงานน้ำมันมีราคาสูงขึ้นอย่างผิดปกติ  การไหลของเงินทุนด้วยการซื้อขายจากแดนไกลก็จะทำได้อยากขึ้น  แต่นั่นแค่ทำให้สินค้าแพงขึ้นหากได้ลดความอยากมีอยากได้จนเกินพอของมนุษย์ไม่  มนุษย์ก็คงจะปรับตัวอีกเพื่อหาทางตอบสนองความอยากของตน  มากกว่าที่จะหาทางดับความอยากในจิตใจของตน  ดังนัันผมจึงไม่แน่ใจว่าน้ำมันหมดแล้วสังคมจะกลับไปแบบเดิมหรือไม่  โจทย์ที่เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราทุกคนคือ "เราจะกลับไปมีจิตใจที่พอเพียงได้อย่างไร?"  ความพอเพียงนั้นต้องเริ่มที่จิตใจไม่ใช่รูปแบบ หรือเทคนิคต่างๆ  ดังนัั้นเรื่องราวต่างๆ ที่เราพูดถึงในกระทู้นี้ ไม่ว่าจะเป็น เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ เกษตรยั่งยืน หรือเพอร์มาคัลเชอร์ล้วนไร้ประโยชน์หากจิตใจของเราไม่รู้จักพอ   ปู่ฟูถึงได้พูดว่า

 "เป้าหมายสูงสุดของเกษตรกรรมไม่ใช่การเพาะปลูกพืชผล แต่คือการบ่มเพาะความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์"


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ พฤศจิกายน 18, 2012, 09:34:09 PM
ภาพความดำรงอยู่ของสังคม แต่ละยุคสมัย   ย่อมเกิดจากองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในขณะนั้นๆอยู่แล้ว
1.เพราะไม่มีรถยนต์ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้าใช้  จึงต้องดำรงชีวิต แบบพอเพียงอย่างในอดีต  สังคมค่อนข้างสงบ   
2.ถ้ามี เราก็ดำรงชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สังคมสับสนวุ่นวายหน่อย  และจะให้ไปทำไร่ใถนา เลี้ยงควาย ฯลฯ  คงไม่มีใครเอาด้วย

 ทั้งที่แต่ละแบบ ก็สามารถอยู่แบบพอเพียงได้   เพียงแต่ว่า แบบที่ 2  อย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน  จะยากกว่าภาวะของแบบแรก  เพราะมีรถก็อยากจะใช้รถ  มีแอร์ ก็อยากจะนอนห้องแอร์  มีเงินก็อยากจะไปเที่ยว เป็นต้น  ความยากได้  อยากมี  อยากเป็นมันเกิดขึ้นภายในจิตใจมากมาย  คนที่มีสติ  ก็คงพอระงับได้  แต่ส่วนใหญ่ ขาดสติตอนมีสะตังค์ ( อย่างที่เขาว่า )
จึงต้องมารณรงค์กัน ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  ตามพ่อหลวง   ซึ่งก็คงได้ผลบ้างบางส่วน แต่ส่วนใหญ่คงยัง

ในความเป็นจริงแล้ว  คนไทยใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานแล้ว  เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นแบบ สังคมบริโภคที่ไม่รู้จักพอเพียง  เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
 แต่ก็แรงและเร็วมาก จนคนไำทยส่วนใหญ่ยากจนลงแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว   บางคนฉวยโอกาสเอาไว้ได้ ก็เลยรวย  ซึ่งมีจำนวนน้อย 

ผมจึงคิดว่า  หากภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป  เช่นน้ำมันหมดไปจากโลกนี้  อย่างที่ว่า   มันอาจจะช่วยให้คนไทยกลับมา มีสติ  และจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เรียบง่าย  ไม่ต้องเร่งรีบไปหาเงิน    เมื่อนั้นสังคมก็คงสงบลง 

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ธรรมชาติของคน  ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม  ธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์  และอีกหลายๆอย่างที่รวมกันเรียกว่า  เหตุผลของธรรมชาติ  หรือเปล่าครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 18, 2012, 09:59:02 PM
ภาพความดำรงอยู่ของสังคม แต่ละยุคสมัย   ย่อมเกิดจากองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในขณะนั้นๆอยู่แล้ว
1.เพราะไม่มีรถยนต์ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้าใช้  จึงต้องดำรงชีวิต แบบพอเพียงอย่างในอดีต  สังคมค่อนข้างสงบ   
2.ถ้ามี เราก็ดำรงชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สังคมสับสนวุ่นวายหน่อย  และจะให้ไปทำไร่ใถนา เลี้ยงควาย ฯลฯ  คงไม่มีใครเอาด้วย

 ทั้งที่แต่ละแบบ ก็สามารถอยู่แบบพอเพียงได้   เพียงแต่ว่า แบบที่ 2  อย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน  จะยากกว่าภาวะของแบบแรก  เพราะมีรถก็อยากจะใช้รถ  มีแอร์ ก็อยากจะนอนห้องแอร์  มีเงินก็อยากจะไปเที่ยว เป็นต้น  ความยากได้  อยากมี  อยากเป็นมันเกิดขึ้นภายในจิตใจมากมาย  คนที่มีสติ  ก็คงพอระงับได้  แต่ส่วนใหญ่ ขาดสติตอนมีสะตังค์ ( อย่างที่เขาว่า )
จึงต้องมารณรงค์กัน ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  ตามพ่อหลวง   ซึ่งก็คงได้ผลบ้างบางส่วน แต่ส่วนใหญ่คงยัง

ในความเป็นจริงแล้ว  คนไทยใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานแล้ว  เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นแบบ สังคมบริโภคที่ไม่รู้จักพอเพียง  เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
 แต่ก็แรงและเร็วมาก จนคนไำทยส่วนใหญ่ยากจนลงแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว   บางคนฉวยโอกาสเอาไว้ได้ ก็เลยรวย  ซึ่งมีจำนวนน้อย 

ผมจึงคิดว่า  หากภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป  เช่นน้ำมันหมดไปจากโลกนี้  อย่างที่ว่า   มันอาจจะช่วยให้คนไทยกลับมา มีสติ  และจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เรียบง่าย  ไม่ต้องเร่งรีบไปหาเงิน    เมื่อนั้นสังคมก็คงสงบลง 

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ธรรมชาติของคน  ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม  ธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์  และอีกหลายๆอย่างที่รวมกันเรียกว่า  เหตุผลของธรรมชาติ  หรือเปล่าครับ

เพี้ยง...ขอให้เป็นแบบที่พี่ชุติพนต์บอกด้วยเถอะ  ผมละกลัวมันจะกลับเป็นสังคมที่วุ่นวาย ไม่มีคนลงมือแก้ไขปัญหาเนื่องด้วยความคุ้นชินกับระบบประชานิยม มีแต่เรียกร้องให้ใครสักคนออกมาแก้ไขปัญหา (ยกเว้นตัวเอง) คนส่วนมากออกมาประท้วงให้รัฐแก้ไขปัญหา ทั้งๆ ที่รัฐก็จะหมดปัญญาแก้ไขปัญหานี้  ทำคนไม่พอใจเผาบ้านเผาเมือง  ส่วนความอยากได้อยากมีไม่หายไปจากใจผู้คน คนบางกลุ่มไม่มีปัญญาหาเงินด้วยวิธีสุจริตให้พอที่จะตอบสนองความอยาก กลับหาทางออกด้วยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ขโมย ปล้น ฆ่า เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เอารัดเอาเปรียบธรรมชาติ  ผู้คนต่างพกพาอาวุธกันทุกบ้าน เมื่อมีคนบุกเข้าบ้านต้องรีบยิงก่อนค่อยมาพูดกันทีหลัง อะไรอย่างนี้นะครับ  ผู้รักษากฎหมายจะมีบทบาทสำคัญมากในการควบคุมความเรียบร้อยในช่วงการเปลี่ยนแปลง  ถ้าควบคุมได้สุดท้ายคนอาจจะรับสภาพต้องดำเนินชีวิตแบบพอมีพอกิน แต่ก็จะบ่นกันเสมอเพราะต้องใช้ชีวิตแบบนั้นทั้งๆ ที่ใจไม่ได้อยาก  พร้อมจะกลับไปใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยทุกครั้งเมื่อมีโอกาส วิถีแบบนี้ผมคงไม่สามารถเรียกได้ว่าพอเพียง ผมขอให้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นด้วยเถอะ...เพี้ยงๆๆๆ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: สุ ป่าริมห้วย ที่ พฤศจิกายน 18, 2012, 11:50:05 PM
   เข้ามาอ่าน..ทู้นี้ทีไร ทำให้รู้สึกได้ถึงการสูญเสีย การใช้ชีวิตแบบมนุษย์..ควรจะเป็น..
   รู้สึกเสียดายการใช้ชีวิตที่ผ่านมาจังค่ะ มันเหมือนหุ่นยนต์เข้ามาแทรกอยู่ในตัว เกือบเจ็ดแปดสิบเปอร์เช็นต์....
  
   เช้าออกจากบ้านไปอยู่ตามถนนซ่ะเกือบสองชั่วโมง ตอนเย็นหนีรถติดเข้าไปหลบในห้างอีกสองสามชั่วโมง...
   ทำงานเพื่อแลกเงิน.. และก็เอาเงินไปใช้แลก น้ำมัน เสื้อผ้า อาหาร ความบันเทิง.. แล้วก็ทำงานอีก..วนเวียนไม่รู้จบ...

   เริ่มเข้าใจปู่ฟูแล้ว...เอ..หรือเรามาถูกทางแร่ะ...ดึงความเป็นมนุษย์กลับมาอยู่กับตัวเองให้มาก.ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ควรจะเป็น..
   เอ..แล้วมนุษย์เดิมๆ..เขาใช้ชีวิตแบบไหนอ่ะ....โดนทุนนิยมล้างสมอง จนนึกไม่ออกแล้วค่ะ.. :D
  


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ พฤศจิกายน 19, 2012, 08:14:48 AM
ภาพความดำรงอยู่ของสังคม แต่ละยุคสมัย   ย่อมเกิดจากองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในขณะนั้นๆอยู่แล้ว
1.เพราะไม่มีรถยนต์ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้าใช้  จึงต้องดำรงชีวิต แบบพอเพียงอย่างในอดีต  สังคมค่อนข้างสงบ  
2.ถ้ามี เราก็ดำรงชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สังคมสับสนวุ่นวายหน่อย  และจะให้ไปทำไร่ใถนา เลี้ยงควาย ฯลฯ  คงไม่มีใครเอาด้วย

 ทั้งที่แต่ละแบบ ก็สามารถอยู่แบบพอเพียงได้   เพียงแต่ว่า แบบที่ 2  อย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน  จะยากกว่าภาวะของแบบแรก  เพราะมีรถก็อยากจะใช้รถ  มีแอร์ ก็อยากจะนอนห้องแอร์  มีเงินก็อยากจะไปเที่ยว เป็นต้น  ความยากได้  อยากมี  อยากเป็นมันเกิดขึ้นภายในจิตใจมากมาย  คนที่มีสติ  ก็คงพอระงับได้  แต่ส่วนใหญ่ ขาดสติตอนมีสะตังค์ ( อย่างที่เขาว่า )
จึงต้องมารณรงค์กัน ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  ตามพ่อหลวง   ซึ่งก็คงได้ผลบ้างบางส่วน แต่ส่วนใหญ่คงยัง

ในความเป็นจริงแล้ว  คนไทยใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานแล้ว  เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นแบบ สังคมบริโภคที่ไม่รู้จักพอเพียง  เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
 แต่ก็แรงและเร็วมาก จนคนไำทยส่วนใหญ่ยากจนลงแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว   บางคนฉวยโอกาสเอาไว้ได้ ก็เลยรวย  ซึ่งมีจำนวนน้อย  

ผมจึงคิดว่า  หากภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป  เช่นน้ำมันหมดไปจากโลกนี้  อย่างที่ว่า   มันอาจจะช่วยให้คนไทยกลับมา มีสติ  และจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เรียบง่าย  ไม่ต้องเร่งรีบไปหาเงิน    เมื่อนั้นสังคมก็คงสงบลง  

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ธรรมชาติของคน  ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม  ธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์  และอีกหลายๆอย่างที่รวมกันเรียกว่า  เหตุผลของธรรมชาติ  หรือเปล่าครับ

เพี้ยง...ขอให้เป็นแบบที่พี่ชุติพนต์บอกด้วยเถอะ  ผมละกลัวมันจะกลับเป็นสังคมที่วุ่นวาย ไม่มีคนลงมือแก้ไขปัญหาเนื่องด้วยความคุ้นชินกับระบบประชานิยม มีแต่เรียกร้องให้ใครสักคนออกมาแก้ไขปัญหา (ยกเว้นตัวเอง) คนส่วนมากออกมาประท้วงให้รัฐแก้ไขปัญหา ทั้งๆ ที่รัฐก็จะหมดปัญญาแก้ไขปัญหานี้  ทำคนไม่พอใจเผาบ้านเผาเมือง  ส่วนความอยากได้อยากมีไม่หายไปจากใจผู้คน คนบางกลุ่มไม่มีปัญญาหาเงินด้วยวิธีสุจริตให้พอที่จะตอบสนองความอยาก กลับหาทางออกด้วยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ขโมย ปล้น ฆ่า เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เอารัดเอาเปรียบธรรมชาติ  ผู้คนต่างพกพาอาวุธกันทุกบ้าน เมื่อมีคนบุกเข้าบ้านต้องรีบยิงก่อนค่อยมาพูดกันทีหลัง อะไรอย่างนี้นะครับ  ผู้รักษากฎหมายจะมีบทบาทสำคัญมากในการควบคุมความเรียบร้อยในช่วงการเปลี่ยนแปลง  ถ้าควบคุมได้สุดท้ายคนอาจจะรับสภาพต้องดำเนินชีวิตแบบพอมีพอกิน แต่ก็จะบ่นกันเสมอเพราะต้องใช้ชีวิตแบบนั้นทั้งๆ ที่ใจไม่ได้อยาก  พร้อมจะกลับไปใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยทุกครั้งเมื่อมีโอกาส วิถีแบบนี้ผมคงไม่สามารถเรียกได้ว่าพอเพียง ผมขอให้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นด้วยเถอะ...เพี้ยงๆๆๆ

อันนี้ผมขออ้างธรรมชาติอีกแหละ   คือการขโมย  การปล้น  การฆ่านี่มันก็อยู่ที่ปัจจัยที่จะทำให้มันเกิด  ก็คือทัพย์สินเงินทอง  นั่นเอง คนที่จะถูกกระทำดังกล่าวคือคนที่ร่ำรวยกว่าคนอื่น  ถ้าขัดขืนก็จะโดนฆ่า  อย่างนี้เป็นต้น  

ปัจจุบันเราจะเห็นว่า คนรวยจริงๆในสังคม มีน้อยมาก  คนส่วนใหญ่ยากจน  ดีหน่อยก็พอมีอันจะกิน อย่างประหยัด อย่างพวกเราในนี้    

ผมว่าธรรมชาติมันก็มีเหตุผลและความยุติธรรมอยู่ในตัวนะครับ  คือว่าคนที่รวยอยู่ไม่กี่คนนี้  ก็ใช้ความได้เปรียบต่างๆ อ้างความชอบธรรม อ้างกฎหมาย หาช่องรูรอดเพื่อการเอาเปรียบสังคม   เอารัดเอาเปรียบคนในสังคมเดียวกัน  ขโมยทรัพย์สินของคนส่วนใหญ่ มาเป็นของตนอยู่ในวันนี้ไม่ใช่หรือ  ถึงรวย  ภายใต้คำว่า "ทำธุรกิจ"  ภายใต้คำว่า " ขยันขันแข็ง แสวงหาโอกาส " แต่ละคำว่า " ขยันขันแข็งแสวงหาโอกาส เพื่อการเอารัดเอาเปรียบ " เพื่อให้ดูดี   ไม่ได้ดั่งใจก็โดนบุกฆ่าอย่างอิรักเป็นต้น  

และถ้าใช้คำว่าปล้น  นี่ต้องหลายคนรวมกัน  จึงจะปล้นได้ อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้  มีองค์กรใหญ่ๆ  ร่วมกันปล้นคนในแต่ละประเทศ อยู่ไม่ใช่หรือ   คนเหล่านี้พูดถึงเงินหลักหมื่นล้านแสนล้าน เป็นเรื่องธรรมดา   แต่คนทั่วไปเกษตรกร  แค่พูดถึงเงินหมื่นเงินแสน  ก็ดูน่าหมั่นใส้แล้ว  

เราจะเห็นว่าขณะนี้ ประเทศต่างๆ ประสบภาวะเศรษฐกิจล้มเหลว   เป็นหนี้เป็นสิน  แทบล่มสลาย  แล้วถามว่า ใครกันนะที่เป็นเจ้าหนี้ ทำไมถึงรวยขนาดนั้น คือประเทศเป็นหนี้  แต่มีคนบางคนบางกลุ่มที่ร่ำรวยมหาศาล  มันเพราะอะไร  

ดังนั้น ถ้าเวลานั้นมาถึง  คนเหล่านี้ จะถูกปล้นถูกฆ่าบ้าง ถ้าไม่ยอมคายส่วนเกินที่ขโมยและปล้นไปจากคนส่วนใหญ่มานานคืนให้แก่สังคมบ้าง   มันก็น่าจะยุติธรรมเหมือนกันนะ  ( อาจจะดูรุนแรงไปหรือเปล่า แต่ผมก็เชื่อว่าเป็นไปได้ )  

ปล.. ขออีกหน่อย ยกตัวอย่างธุรกิจธนาคาร  ซึ่งใกล้ตัวเราที่สุด  เราจะเห็นได้ว่า ตอนเรา้เอาเงินไปฝาก  ได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่  ตอนเราไปกู้ เสียดอกเบี้ยเท่าไหร่ เอาเงินเราไปทำธุรกิจฟรีๆ    แถมบางทีการกู้เงินเพื่อทำธุรกิจเยอะๆ  ยังมีใต้โต๊ะิีอีกด้วย  มิหนำซ้ำเวลาไปกดเงินตู้เอทีเอ็ม  เราต้องเสียค่าเบิกเงินอีก   นี่ยังไม่นับพวกโกงแบ๊งค์จนแบ๊งค์เจ๊ง  ล้มบนฟูก  หอบเงินไปเสพสุขเมืองนอก  รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีของพวกเราไปอุ้มให้อีก 1.4 ล้านล้านบาท กลายเป็นหนี้สาธารณะที่พวกเราต้องร่วมรับผิดชอบอยู่ทุกวันนี้   สบายไป        


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: James ที่ พฤศจิกายน 19, 2012, 01:12:45 PM
ผมว่าเราโชคดีน่ะครับที่เกิดมาได้พบกับยุคสองยุคที่แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลง   
อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ที่รวดเร็วมากภายในเวลาไม่กี่ปี ชีวิตตอนเป็นเด็กก็คล้ายๆ   
ผู้พันชุติพนธ์ แต่ไม่มีไร่นาเป็นของตัวเอง พ่อแม่รับจ้างเขาทั่วไป หน้านารับจ้างทำนา   
หน้าเกี่ยวก็รับจ้างเกี่ยว เห็นวิถีการทำนามาตลอด ช่วยพี่ป้าน้าอาทำนา เล่นสนุกกับ   
ท้องไร่ท้องนา ควายคือสัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าไว้ใช่งานในไร่นา เช่ามืดจะได้ยินเสียง   
กระดึงกระดิ่งและเสียงคนไล่ควายไปไถนา การคมนาคมส่วนใหญ่ใช้จักรยานคันใหญ่ๆ   
และถ้าบันทุกสัมภาระก็เป็นเกวียน และเลื่อน และเมื่อคำว่าความเจริญก้าวย่างเข้ามา   
ในปี2517 วัดขอขยายเขตไฟฟ้าเข้ามายังหมู่บ้าน กรรมการหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านที่เดิน   
เรื่องขยายเขตจัดเก็บบ้านละ700บาท บ้านผมไม่มีจ่ายจึงไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ทั้งที่มีบางคน   
บอกว่าบ้านนี้เก็บแค่400ก็พอ เพราะไม่ได้ทำนาอย่างบ้านอื่น เสียงส่วนใหญ่ไม่ยินยอม   
ต้อง700เท่ากันทุกบ้าน ก็เลยใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดอยู่บ้านเดียว จวบจน2524จึงได้ใช้   
ไฟฟ้า โดยจ่ายให้วัด700บาทเท่ากับคนอื่น    
   มีเรื่องที่จำฝังใจไม่รู้ลืม เมื่อมีโอกาสได้นั่งจักรยานเข้าตลาดกับพ่อ ได้กลิ่น
ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส่ชามเปลสีสวยเนื้อหมูสไลด์บางๆ พร้อมลูกชิ้นแล้วให้อยากจะกินจนน้ำลายไหล   
พ่อบอกว่าร้านนี้มันทำไม่สะอาดอย่ากินเลยลูก จริงๆแล้วพ่อคงมีเงินแค่ซื้อของอันจำเป็น   
แต่ก็ยังดีที่ได้ขนมกล้วยห่อใบตอง พ่อซื้อเนื้อหมูและเปลว เจ็กขายหมูเอาห่อใบตอง   
อย่างชำนาญพร้อมมัดด้วยเชือกกล้วยให้มีที่หิ้ว ไม่มีใส่ถุงพลาสติกให้เป็นโคตะระขยะ   
แบบสมัยนี้    
   หากเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบวิกฤต เราคงไม่ลำบากมากมายนัก เราคงค่อยๆ
ถอยหลังลงมาหาวิถีเดิม สิ่งที่สำคัญเหมือนอย่างที่พี่ๆท่านว่าคือ จริตที่อยู่ภายในใจเราต่าง   
หากละที่ต้องกำจัดก่อนอื่นใด...   


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Nine. ที่ พฤศจิกายน 19, 2012, 02:39:37 PM
   
   หากเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบวิกฤต เราคงไม่ลำบากมากมายนัก เราคงค่อยๆ
ถอยหลังลงมาหาวิถีเดิม สิ่งที่สำคัญเหมือนอย่างที่พี่ๆท่านว่าคือ จริตที่อยู่ภายในใจเราต่าง   
หากละที่ต้องกำจัดก่อนอื่นใด...   

ทิด..ทิดคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆแล้ว หากให้มีการเลือก
หนึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์(หรือพลังงานจากแหล่งอื่นๆ)ที่จะมาขับเคลื่อนระบบแทนน้ำมัน
หรือสองเลือกที่จะค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับสภาพแบบที่ทิดว่าให้ค่อยๆชิน
ในสังคมที่คัลเจอร์มันค่อนข้างจะเพอมาแนนซ์แบบนี้ซะแล้ว(ยืมคำของคุณธีระพันธ์มากลับซะหน่อย) ทิดว่าใครจะเลือกอะไรมั่ง

ไม่แน่น๊ะครับ ตอนนี้แหล่งกำเนิดพลังงานรูปแบบใหม่อาจมีแล้ว แต่ยังไม่คุ้มที่จะลงทุนหรือสังคมยังไม่ยอมรับ เลยยังไม่โชว์
ที่พอจะโชว์ให้เห็นได้ตอนนี้ก็บนดาวอังคารครับ ไม่รู้หม้อพลังงานแบบไหน หม้อเล็กๆเห็นจากข่าวว่าจะใช้ไปได้อีกนาน...

ส่วนรูปแบบสังคมแบบเพอร์มาคัลเจอร์แบบที่คุณธีระพันธ์ทดลองอยู่
โดยส่วนตัวผมเห็นว่าก็จะยังพัฒนาควบคู่อยู่ร่วมไปกับสังคมรูปแบบอื่นๆไปต่อครับ....


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: James ที่ พฤศจิกายน 19, 2012, 03:21:16 PM
ท่านมหรรนพครับ ก่อนที่น้ำมันจะหมดไป มนุษย์จะต้องค้นหาพลังงานมาทดแทนอย่างแน่นอน
ในสภาวะที่ค้นหานั้นก็จะควบคู่ไปกับการวิกฤต อย่างที่คุณธีรพันธ์ได้กล่าวไว้ เหตุเพราะเครื่อง
จักรครื่องยนต์ที่เรามีนั้นต่างออกแบบมาเพื่อใช้น้ำมันเป็นหลัก การที่จะสับเปลี่ยนไปใช้พลังงาน
ในรูปแบบอื่นๆ คงไม่สามารถทำได้ในระยะอันสั้น หรือมีไม่เพียงพอ ในส่วนของพลังงานไฟฟ้านิวเครียร์นั้น น่าจะเป็น
ทางเลือกหลังๆ พลังงานสะอาดอื่นๆดูเหมือนจะเป็นทางเลือกก่อน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 19, 2012, 09:59:04 PM
ช้าก่อนท่านมหรรนพ และท่านเจมส์  ก่อนจะด่วนสรุปเรามาดูสถิติเรื่องพลังงานจากเวป www.nationmaster.com (http://www.nationmaster.com) กันก่อนดีกว่า

(https://lh5.googleusercontent.com/-Wx11iX2l4d4/UKo9S_vfnpI/AAAAAAAAAVE/Q7bTTC5k178/s903/Energy_Consumption.jpg)

เราจะพบว่าในเรื่องการใช้พลังงานต่อคนนั้น  ไทยยังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย  แต่ก็ใช้พลังงานมากกว่าประเทศอื่นรอบๆประเทศไทยทั้งสิ้น  สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือการนำเข้าพลังงานสุทธิ  ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ไทยมีอัตราการนำเข้าพลังงานติดลบ นั่นหมายถึงพวกเขาส่งออกพลังงาน เช่น มาเลเซียส่งออกน้ำมัน เวียดนามและอินโดนีเซียส่งออกถ่านหิน พม่าส่งออกก๊าซธรรมชาติ ลาวส่งออกไฟฟ้า และประเทศไทยก็เป็น 1 ในลูกค้าชั้นดีของเพื่อนบ้านเหล่านี้  เพราะเรานำเข้าพลังงานมากถึง 48.39% ของพลังงานที่เราใช้ในประเทศไทยทั้งหมด

หากมองในเรื่องการนำเข้าพลังงานนั้น เราดูเหมือนจะคล้ายๆ กับประเทศคิวบา ซึ่งก็มีนักมวยเก่งเหมือนประเทศไทย :-D คิวบาก็ไม่มีแหล่งพลังงานในประเทศมากนักดูได้จากแหล่งพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า  คิวบาก็ใช้พลังงานฟอสซิสในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากเกิน 90% เหมือนประเทศไทย  ทำให้เขามีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานของโลก  แต่หลังจากช่วง special period ประเทศคิวบาพยายามลดการใช้พลังงานต่อประชากรเหลือเพียง 62% ของอัตราการใช้พลังงานประชากรในประเทศไทย   ทำให้เขามีผลกระทบจากเรื่องพลังงานน้อยลง

เพื่อนบ้านของเรา (ยกเว้นพม่า และเวียดนาม) ก็มีการใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่มากว่า 80% แต่....พวกเขามีแหล่งพลังงานในประเทศมากพอที่จะส่งออกด้วยซ้ำไป  แต่..เราต้องนำเข้าพลังงานมาบริโภคในประเทศ

ประเทศที่น่าสนใจมากในมุมมองของผมคือประเทศบราซิล เนื่องจากมีอัตราการบริโภคพลังงานต่อประชากรใกล้เคียงประเทศไทย  แต่มีอัตราการนำเข้าพลังงานน้อยกว่าเราครึ่งหนึ่ง  พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ของบราซิลผลิตจากพลังงานน้ำ  และมีการใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ  แต่บราซิลก็ยังต้องนำเข้าพลังงานน้ำมัน  ชาวบราซิลตระหนักดีถึงความเสี่ยงของประเทศเขาจึงใช้ข้อได้เปรียบเรื่องปริมาณน้ำฝนมาใช้ในการผลิตพืชเพื่อนำมาใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของแก๊สโซฮอล์  พร้อมทั้งบังคับให้รถยนต์ค่ายใหญ่ๆ ผลิตรถยนต์ที่ต้องสามารถใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของแก๊สโซฮอล์สูงกว่าในประเทศไทยเป็นอย่างมาก

เพื่อนๆ อาจจะคิดว่าเราก็ copy แบบบราซิลสิ  ไม่เห็นจะยาก  แต่อย่าลืมว่ามีตัวอย่างเรื่องการผลิตแก๊สโซฮอล์ในทวีปอเมริกามาแล้ว  เนื่องจากคนในทวีปอเมริกาทานอาหารที่ทำมาจากข้าวโพดเป็นหลัก  เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริการรณรงค์ให้มีการผลิตแก๊สโซฮอล์จากข้าวโพด  ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนข้าวโพด  ราคาอาหารส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากข้าวโพดได้ถูกใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารจำนวนมาก รวมทั้งถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ด้วย  การหันมาปลูกข้าวโพดจำนวนมากก็จะทำให้เหลือน้ำชลประทาน และพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารน้อยลง  ดังนั้นหากเราจะทำตามบราซิลให้เพียงพอที่จะใช้แทนน้ำมันโดยไม่ระมัดระวัง  เราจะเจอข้อจำกัดเรื่องปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร และพื้นที่เพาะปลูกที่จะไปแย่งชิงกับพืชอาหาร  อาจจะทำให้พืชอาหารแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว  นอกจากนั้นเราจะเจอปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะรถยนต์ในประเทศไทยไม่สามารถจะใช้พลังงานแก๊สโซฮอล์ได้มากเหมือนรถยนต์ในบราซิลที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ

เอ...งั้นเราก็มาปลูกปาล์มน้ำมันเอามาทำไบโอดีเซลแทนสิ  บางท่านอาจจะคิดเช่นนั้น  ท่านคงทราบกันดีว่าพืชตระกูลปาล์มต้องการน้ำมาก (จึงปลูกได้ดีทางภาคใต้ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) ดังนั้นเราก็จะเจอปัญหาเรื่องน้ำชลประทาน และพื้นที่เพาะปลูกเช่นกัน  นอกจากนั้นน้ำมันปาล์มยังเป็นน้ำมันปรุงอาหาร  ถ้าเราเอามาทำไบโอดีเซลในจำนวนมากก็จะทำให้ราคาน้ำมันพืชแพงมากขึ้น ราคาอาหารสำเร็จก็จะแพงตาม  นอกจากนั้นรถยนต์ส่วนตัวส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เครื่องยนต์ดีเซล  ถ้ารัฐบาลจะส่งเสริมให้ทุกคนใช้รถยนต์ดีเซลกันหมดตอนนี้ก็จะไปแย่งกันใช้น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นพลังงานหลักในภาคการขนส่ง  หากเกิดการขาดแคลนน้ำมันดีเซลก็จะกระทบกับภาคขนส่ง มีผลต่อราคาอาหารที่คนในเมืองต้องพึ่งพิงจากขนส่งมาจากต่างจังหวัด

สรุปแล้วการแก้ไขปัญหามันไม่ง่าย  จะทำอะไรก็ดูเหมือนจะกระทบกับราคาอาหาร  เราจะต้องวางแผนและเริ่มลงมือทำตั้งแต่เมื่อวานนี้   >:( >:( >:( เพราะจะต้องใช้เวลามากในการเตรียมตัว และในการปรับตัว  สุดท้ายเราก็จะสามารถปรับตัวได้  แต่เมื่อดูสถิติแล้ว  เราคงจะลำบากในการปรับตัวมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพราะประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา  เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมัน เราก็จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า  และผมเห็นด้วยกับพี่เจมส์ที่ว่ายังมีทางอื่นในการแก้ไขปัญหาก่อนที่เราจะต้องหันไปใช้นิวเคียร์  แต่ภาครัฐจะต้องนำประชาชนไปในทิศทางที่ถูกต้อง  เราต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องพลังงาน  ประชาชนชาวไทยจะหวังเพียงแต่จะหาแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ๆ อย่างเดียวคงไม่ได้  วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันมาพิจารณาการลดการใช้พลังงานในประเทศไทย  หรือ..เราจะรอให้วิกฤตเกิดขึ้นแล้วค่อยหันมาหาทางแก้ไขปัญหากัน



ปล. พี่ชุติพนต์อาจจะบอกว่าเพื่อนๆ อย่าเพิ่งรีบหาทางแก้ไขเลย  พี่ชุติพนต์อยากจะเห็นวิถีชีวิตเก่าๆ กลับคืนมาในเร็ววัน (ล้อเล่นนะครับ)  ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 19, 2012, 10:11:08 PM
   เข้ามาอ่าน..ทู้นี้ทีไร ทำให้รู้สึกได้ถึงการสูญเสีย การใช้ชีวิตแบบมนุษย์..ควรจะเป็น..
   รู้สึกเสียดายการใช้ชีวิตที่ผ่านมาจังค่ะ มันเหมือนหุ่นยนต์เข้ามาแทรกอยู่ในตัว เกือบเจ็ดแปดสิบเปอร์เช็นต์....
   
   เช้าออกจากบ้านไปอยู่ตามถนนซ่ะเกือบสองชั่วโมง ตอนเย็นหนีรถติดเข้าไปหลบในห้างอีกสองสามชั่วโมง...
   ทำงานเพื่อแลกเงิน.. และก็เอาเงินไปใช้แลก น้ำมัน เสื้อผ้า อาหาร ความบันเทิง.. แล้วก็ทำงานอีก..วนเวียนไม่รู้จบ...

   เริ่มเข้าใจปู่ฟูแล้ว...เอ..หรือเรามาถูกทางแร่ะ...ดึงความเป็นมนุษย์กลับมาอยู่กับตัวเองให้มาก.ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ควรจะเป็น..
   เอ..แล้วมนุษย์เดิมๆ..เขาใช้ชีวิตแบบไหนอ่ะ....โดนทุนนิยมล้างสมอง จนนึกไม่ออกแล้วค่ะ.. :D
   

อ้าว..กลายเป็น..ทู้อะไรไปแล้วเนี่ย  กะว่าจะมาโม้เรื่องปลูกต้นไม้  ออกนอกเรื่องทุกทีเลยเรา  ;D ;D ;D

ขอบคุณแม่นางสุ แห่งสำนักสุสานโบราณ ที่เตือนสติว่าต้องเขียนบทต่อไปซะที


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 20, 2012, 12:10:28 AM
บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

ความจริงตั้งใจจะมาเขียนบทที่ 5 ยาวๆ แต่หมดเวลาไปกับการเม้นท์นานไปนิดนึง  ขออนุญาตเริ่มต้นบทที่ 5 สั้นๆ โดยนำเอาศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสร้างขนำ

5.1 ตำแหน่งที่ตั้งของขนำ

ถ้ามีเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตรเหมือนใน กทม. ผมคงไม่ต้องคิดมากว่าจะสร้างขนำตรงไหนในที่ดินดี แต่ด้วยขนาดที่ดินที่ใหญ่จึงเป็นประเด็นให้คิดว่าจะวางตำแหน่งบ้านไว้ตรงไหนดี  ในตอนเริ่มต้นยังไม่ทันรู้จักเพอร์มาคัลเชอร์ เราไม่ใช้วิทยาศาสตร์ก็ใช้ไสยศาสตร์แทนแล้วกัน ;D ;D ;D  ศาสตร์แรกเป็นศาสตร์ของพราหม์ได้ยินมาจากตอนอาจารย์เดชาสอนอุ้มในรายการ "ฉันจะเป็นชาวนา" เรียกว่าคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว

(https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc6/222934_203950479639641_7583479_n.jpg)

วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน

(https://lh6.googleusercontent.com/-h9EinDO2QPY/UKparqj2ZvI/AAAAAAAAAVo/kWaT5G7EZ0E/s674/Home_Location.jpg)

บนคนอาจจะสงสัยว่าถ้าที่ดินไม่เป็นสี่เหลี่ยมจะทำอย่างไร  ถ้าแนวที่ดินไม่อยู่ในแนวเหนือใต้ แต่เฉียงๆ จะทำอย่างไร ขออภัยที่ต้องตอบว่าไม่รู้จริงๆ บังเอิญลักษณะที่ดินของผมใช้ได้ตำราเพราะที่ดินอยู่ในแนวเหนือใต้  และค่อนข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมพอดี

เรื่องที่ 2 ในคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว คือเรื่องสร้างรั้วก็ให้แบ่งแนวขอบที่ดินแต่ละด้านออกแปดส่วน  หันทิศแผนที่ให้ตรงกับที่ดินของเรา แล้วเล็งหาตำแหน่งที่ไม่เป็นอัปมงคลมาใช้ในการสร้างประตูรั้ว  เห็นมั๊ยง่ายมากไม่ต้องคิดมาก  แต่มีทางเลือกเยอะพอควรเพราะสร้างประตูรั้ว และบ้านได้หลายตำแหน่งมากจึงต้องเอาไสยศาสตร์อื่นมาช่วย

ศาสตร์ที่ 2 ที่อ่านเจอเป็นเรื่องของฮวงจุ้ย  แต่ตำราฮวงจุ้ยจะไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งสร้างบ้านเท่าไรหนัก  แต่เท่าที่จับประเด็นได้คือเดิมในอดีตมีการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก  บ้านจึงควรอยู่ใกล้แม่น้ำจะได้สะดวกในการเดินทาง  มีแขกมาก็จะได้เห็น  แต่ในปัจจุบันการเดินทางเปลี่ยนไปเป็นใช้รถยนต์เป็นหลัก  หากเราประยุกต์ใช้หลักการเดียวกัน  ตำแหน่งสร้างบ้านก็ไม่ควรจะห่างจากรั้วมากนัก เวลามีแขกไปใครมาจะได้มองเห็นบ้าง  แต่อยู่ติดรั้วไปเลยก็ไม่ดีเพราะจะขาดความเป็นส่วนตัว  ส่วนเรื่องเพื่อนบ้านส่วนด้านฝั่งตะวันออกของผมจะขึ้นมาพักเพื่อทำงานสวนบ่อยๆ ส่วนสวนฝั่งตะวันออกไม่ค่อยจะมาเลย  ผมจึงเลือกที่จะสร้างขนำที่ไม่ไกลจากรั้วด้านเหนือมากนัก และค่อนมาทางฝั่งเพื่อนบ้านที่มาบ่อยๆ ด้านฝั่งตะวันออก  เพราะว่าถ้ามีขโมย หรือมีเหตุอะไรกับขนำ เขาอาจจะมองเห็นบ้าง

ตำแหน่งที่ผมเลือกสร้างบ้านก็เลยจะอยู่แถวๆ ตำแหน่งตักกสิลา และตำแหน่งสาวัตถีตามคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว ซึ่งยังเป็นตำแหน่งมงคล  ส่วนประตูรั้วนั้นก็เลือกระหว่างตำแหน่ง "ได้ของ" และ "ได้ลาภ" ตามคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว  ซึ่งก็จะสอดคล้องกับหลักฮวงจุ้ยเนื่องจากถนนใหญ่จะเข้ามาสวนจากทางทิศตะวันออกมาทางถนนทิศเหนือ  การที่ตำแหน่งรั้วของเราค่อนมาทางด้านทิศตะวันออกจะทำให้คนที่มาเยี่ยมจะเจอประตูรั้วก่อน

(https://lh5.googleusercontent.com/-MVKctYw-G2g/UKpkQ1mYtgI/AAAAAAAAAWY/cipoYpfBHfc/s621/land1.jpg)

ปล. ขอนอกเรื่องด้วยความหมายของตักกศิลา และสาวัตถี

"ตักกสิลา" สถานที่เก่าแก่ทางพุทธศาสนา ถือเป็นเมืองมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่ของโลกที่มีมาก่อนพุทธกาล  เป็นศูนย์กลางการศึกษา มีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ แก่ศิษย์ที่เดินทางมาเล่าเรียนจากทุกถิ่นในชมพูทวีป  บุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายท่านในสมัยพุทธกาลสำเร็จการศึกษาจากนครตักศิลา เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศ(พระเจ้าแผ่นดินแคว้นโกศลครองราชสมบัติอยู่ที่พระนครสาวัตถี) เจ้ามหาลิลิจฉวี พันธุลเสนาบดี หมอชีวกโกมารภัจจ์(แพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า) และองคุลีมาล(มหาโจรผู้กลับใจเป็นพระอรหันต์มหาสาวก)

"สาวัตถี" ชื่อของเมืองมาจากชื่อของฤๅษีชื่อ สวัตถะ หรืออีกนัยหนึ่งเมืองสาวัตถีมาจากคำภาษาบาลีที่แปลว่า มีสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคเพียบพร้อมทุกอย่าง หรือจากตำนานที่ว่าเมื่อพ่อค้ามาที่เมืองนี้มักถูกถามว่ามีข้าวของอะไรมาขายบ้าง ซึ่งคำว่าทุกอย่างมาจากภาษาบาลีว่า "สพฺพํ อตฺถิ" ซึ่ง สพฺพํ แปลว่า ทุกอย่าง หรือมาจากภาษาสันสกฤตว่า สรฺวํ อสฺติ จึงกลายมาเป็นชื่อเมืองนี้ว่า สาวัตถี

เมืองสาวัตถีในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองที่ใหญ่พอกับเมืองราชคฤห์และพาราณสี เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายในสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นเมืองสาวัตถีมีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครองร่วมสมัยกับพระเจ้าพิมพิสาร นอกจากนี้เมืองสาวัตถีนับว่าเป็นเมืองสำคัญในการเป็นฐานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่สำคัญ เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับนานที่สุดถึง 25 พรรษา เป็นที่ตรัสพระสูตรมากมายและเป็นเมืองที่พระพุทธศาสนามั่นคงที่สุด เพราะมีผู้อุปถัมภ์สำคัญ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา เป็นต้น


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 20, 2012, 12:26:20 AM
หากเราจะยึดตามหลักการออกแบบของปู่บิลเราก็ต้องวิเคราะห์โซนการใช้งานที่ดินของเราก่อน  การออกแบบโซนในเพอร์มาคัลเชอร์จะคำนึงถึงการใช้อนุรกษ์พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของทั้งคน เครื่องจักร และเชื้อเพลิง  ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรวิเคราะห์พฤติกรรมและเลือกใช้พื้นที่แต่ละโซนตามความถี่ในการใช้งานพื้นที่ และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปยังพื้นที่ในโซนนั้นๆ

เราควรจะเลือกองค์ประกอบที่ต้องทำกิจกรรมบ่อยไว้ใกล้ๆ ใจกลาง  โดยความถี่ของกิจกรรมอาจจะเกิดจากองค์ประกอบนั้นต้องการการดูแลจากเรา (เช่น ต้องไปให้อาหารไก่) หรือความต้องการของเราในการไปเก็บเกี่ยว/ใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบนั้นๆ (เช่น ต้องไปเก็บไข่) ตัวอย่างเช่น เล้าไก่ อาจจะต้องการให้เราไปให้อาหารและเก็บไข่ทุกวัน  ต้องไปให้น้ำทุกสัปดาห์ ต้องไปเก็บมูลไก่ทุกเดือน รวมๆ กันแล้วเราอาจจะต้องเดินทางไปเล้าไก่มากถึง 450 ครั้งใน 1 ปี ดังนั้นถ้าอยู่ไกลก็จะเสียเวลาในการเดินไปกลับนาน สูญเสียทั้งเวลา และกำลังกาย

เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบภูมิทัศน์ เราอาจจะแบ่งการใช้พื้นที่ของเราออกเป็นโซนต่างๆ ดังนี้ (หมายเหตุ บางคนอาจจะไม่มีทุกองค์ประกอบตามนี้ เพราะอาจจะไม่มีพื้นที่ใหญ่พอจะแบ่งเป็นทั้ง 6 โซน  แต่ขอให้ศึกษาเอาหลักการ และนำไปประยุกต์ใช้)

(https://lh4.googleusercontent.com/-N5ptO_euRdE/UL9u5SejUXI/AAAAAAAAAgQ/h3G9aqOaa8w/s381/zone.jpg)

โซน 0 : บ้าน

เราต้องอยู่บ้านบ่อยที่สุด  จึงเป็นแกนกลางของระบบ  ซึ่งอาจจะมีองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากตัวบ้านที่เรามักจะไปทำกิจกรรมบ่อยๆ เช่น ที่เพาะพันธุ์ / อนุบาลพืช, ที่เลี้ยงสุนัข/แมว, ไม้กระถาง หรือไม้ประดับเพื่อความสวยงามอื่นๆ

โซน 1 : สวนหย่อม

เรามักจะต้องไปกิจกรรมทุกวัน และอยู่ในระยะห่างไม่เกิน 6 เมตรจากตัวบ้าน  ตัวอย่างองค์ประกอบที่อยู่ในโซนนี้ได้แก่ ถังน้ำฝน, พืชสวนครัวที่ใช้บ่อยๆ (เช่น พริก มะนาว), สระน้ำขนาดเล็กสำหรับเลี้ยงปลาสวยงาม, ที่เลี้ยงไส้เดือน, ที่วางไข่ของไก่ที่เลี้ยงไว้, ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงสวยงามที่ต้องดูแลบ่อย (เช่น กระต่าย, นก)  ที่นั่งเล่น

โซน 2 : แปลงผัก

เรามักจะต้องไปทำกิจกรรมทุก 2-3 วัน  โซนนี้ต้องการการจัดการน้อยลงมาหน่อย ได้แก่ แปลงปลูกผักที่ใช้เวลาในการปลูกนานขึ้นแต่เป็นที่ปลูกไว้เพื่อรับประทานเองหรือขายเล็กๆ น้อยๆ, ที่เลี้ยงสัตว์ที่ต้องดูแลบ่อย(เช่น เป็ด ไก่ แพะนม วัวนม) หรือแม้นแต่โรงเวิร์คชอพสำหรับงานไม้ หรืองานประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ

โซน 3 : ฟาร์ม

เรามักจะต้องไปทำกิจกรรมทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ได้แก่ แปลงผักปลูกเพื่อขายขนาดใหญ่, นา, แนวต้นไม้กันลม,ไม้ผล  โซนนี้เราดูแลด้วยการคลุมดิน และการจัดการน้ำที่ดีทำให้ไม่ต้องไปดูแลบ่อย หรือเป็นที่หมักปุ๋ย ยุ้งข้าว ที่เก็บฟืน/ถ่าน อาจจะเลี้ยงสัตว์พวกแพะ แกะ ห่าน ผึ้ง หรือวัว

โซน 4 : ป่าปลูก

เราไปทำกิจกรรมเป็นครั้งคราว ควรจะปลูกไม้ยืนต้นที่โตได้เร็ว  เพื่อใช้เป็นฟืน/ถ่าน สำหรับใช้ในบ้าน อาจจะเลี้ยงสัตว์พวกวัว กวาง หรือหมู

โซน 5 : ป่าธรรมชาติ

เราแทบจะไม่ต้องไปทำกิจกรรมในบริเวณนี้เลย หรือไปเพียงเพื่อท่องเที่ยว หรือพักผ่อน  ถ้าที่ดินของเราติดแนวป่า  โซนนี้จะเหมือนกับการขยายขอบเขตของแนวป่าเข้ามาในพื้นที่ของเรา  เพื่อจะได้สามารถปลูกไม้ยืนต้นที่มีอายุ 20ปีขึ้นไป และสามารถตัดไม้ได้อย่างถูกกฎหมาย

ตัวอย่างของการออกแบบโซนสำหรับบ้านในเมือง เราอาจจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นเพียงโซน 0 - 3 เท่านั้น

(https://lh6.googleusercontent.com/-83WpHQi5Oxg/UL9vL3ed30I/AAAAAAAAAgY/QjuNJUSxa30/s480/zone1.jpg)

(https://lh5.googleusercontent.com/-5kedh_2Jq74/UL9vMN7f9tI/AAAAAAAAAgg/JiZUssw0Q7o/s480/zone2.jpg)

(https://lh5.googleusercontent.com/-EVNOCE9cP_k/UL9vMAzLPqI/AAAAAAAAAgc/OWO907YI5PM/s480/zone3.jpg)

เมื่อดูหลักของเพอร์มาคัลเชอร์มันช่างเข้ากับนิสัยขี้คร้านเสียจริง  ดังนั้นเราจะต้องเลือกโซน 0 (บ้าน) ให้อยู่ในตำแหน่งที่เราจะเดินไปทำกิจกรรมต่างๆ ในสวนได้สะดวก  การที่ผมเลือกตำแหน่งสร้างขนำอยู่ค่อนข้างตรงกลางที่ก็จะทำให้การเดินทางไปทำกิจกรรมต่างๆ ในสวนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ลดภาระการเดินมากจนเกินไป (สมกับสไตล์ขี้คร้าน)  ส่วนการที่อยู่ใกล้แนวรั้ว  และประตูรั้วก็อยู่ใกล้ทางเข้าหลักของสวนที่รถจะขับมาจากทางด้านขวามือ (ด้านตะวันออก) ก็จะทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์เข้ามาที่สวนได้สะดวก ไม่ต้องขับรถไกลไปเพื่อจะเลี้ยวเข้ารั้ว  เป็นอีกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการลดพลังงานในการขับรถยนต์  มันชั่งน่าอัศจรรย์ที่ศาสตร์ของพราหมณ์ ศาสตร์ฮวงจุ้ย และศาสตร์ของเพอร์มาคัลเชอร์ออกแบบตำแหน่งของโซน 0 (บ้าน) ได้อย่างลงตัวโดยไม่มีประเด็นขัดแย้งกัน

หลักการออกแบบโซนของเพอร์มาคัลเชอร์ยังให้แนวทางในการออกแบบการใช้พื้นที่  การเลือกปลูกพืชให้ถูกต้องตามลักษณะการใช้งานในแต่ละโซน การออกแบบที่ดีจะช่วยลดทั้งพลังงานกาย และเครื่องจักรที่จะเอามาใช้ในงานสวน ทำการดำรงชีวิตในสวนขี้คร้านใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ลดการเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่จำเป็น และลดของเสียที่เราจะปล่อยกลับไปในธรรมชาติ  เพื่อที่เราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในระยะยาว


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 20, 2012, 08:31:33 AM
เพิ่มเติมนิดนึงเรื่องการออกแบบ อย่าไปดูที่ผลลัพธ์เพราะจะต้องดูประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับกิจกรรมของเจ้าของ ดังนั้นแต่ละสวนก็จะได้แบบที่ออกมาแล้วไม่เหมือนกัน  ในตัวอย่างของสวนขี้คร้าน ผมคิดจะสร้างขนำสำหรับใช้ในการทำงานสวน  ไม่ได้เน้นเรื่องการพักผ่อนเป็นรีสอร์ท  เนื่องจากมีเวลาเฉพาะวันหยุด ผมใช้เวลามากไปกับการเดินสำรวจให้ทั่วทั้งพื้นที่ถ้าเป็นไปได้  และมุ่งเน้นเฉพาะบางโซนที่ต้องการการใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น บริเวณที่ปลูกผัก หรือต้นไม้พุ่มขนาดเล็ก ขนำจึงเป็นศูนย์กลางในเก็บเครื่องมือ เมื่อเราสำรวจเจองานที่ต้องกระทำก็จะสามารถเดินทางกลับมาขนำเพื่อเอาเครื่องมือได้ง่าย  เป็นที่พักเวลาเหนื่อย  ผมจึงเอาไม้ผลที่กินทั้งปี หรือต้องดูแลมากหน่อยมาปลูกใกล้บ้าน เอาไม้ผลที่ออกผลปีละครั้งปลูกไกลถัดไป ส่วนไม้ป่าที่ไม่ต้องดูแลมาก ถ้าจะใช้งานได้ก็อีก 10-15 ปีถัดไปก็เอาไปปลูกริมรั้วด้านไกลที่สุด

แนวคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเมืองไทย  ในสมัยเดิมที่ไม่มีระบบชลประทาน  ทำนาปีละครั้ง ชาวนาหลายคนก็มักเอาที่นาไว้ไกลบ้านเพราะไม่ต้องไปทำบ่อยๆ  ที่ใกล้บ้านก็จะปลูกพืชสวนครัว ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์  ในเพอร์มาคัลเชอร์เพียงแต่เอาองค์ความรู้เหล่านี้มาจัดระเบียบ และสอนเป็นหลักสูตรให้กับคนที่ต้องออกแบบระบบ ออกแบบการใช้งานที่ดิน  เพื่อจะได้มีหลักในการออกแบบ  และเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลัง มากกว่าที่จะทำตามๆ คนอื่นโดยไม่เข้าใจว่าทำไม


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: pong2510 ที่ พฤศจิกายน 20, 2012, 06:55:17 PM

สวัสดีครับพี่กันตพัฒน์  "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ" ฟังดูดีจังจะจำไว้ใช้  ผมไปสวน 1-2 สัปดาห์ครั้ง  คงต้องพึ่งธรรมชาติในการทำงานมากหน่อย  เลยไม่กล้าลงระบบที่ทำงานเร็ว  เพราะถ้ามีอะไรผิดปกติกว่าจะมีโอกาสแก้ไขก็คงสายเสียแล้ว  ถ้าเข้าที่เข้าทางคงจะทดลองระบบ Aquaponics แบบพี่กันตพัฒน์บ้าง (อยากจะทดลองมาก)

ส่วนเรื่อง BioActn ผมมีโอกาสได้ซื้อแล้วนะครับ  ผมกำลังทดลองเรื่อง Vertical Mulch ด้วยการใช้เทคนิคนี้ช่วยในการปลูกต้นไม้ในหน้าแล้งครับ  ได้ผลอย่างไรคงจะค่อยๆ เอามาลงกระทู้ครับ

     ขอให้สำเร็จนะครับ ส่วนเรื่องอะควาทำไปพร้อมกับระบบของเราได้เลยอย่าพึงงง เพราะมันเป็นวิถีทางของปู่ฟูอยู่แล้ว เพียงแต่รูปแบบใครจะนำมาทำเป็นแบบไหนก็ได้ แต่หัวใจของระบบเหมือนกัน เริ่มเลยการเคลื่อนโดยไม่มีวันหยุดนิ่ง ในระบบอะควาคือน้ำ น้ำจะเป็นตัวนำพาสิ่งต่างๆให้เคลื่อนไปอาจจะเป็นโยชน์หรือโทษก็ได้ ไม่มีใครตอบได้หมด ระบบอะควาต้องรวมทุกสิ่งมันถึงจะเดินระบบได้ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดระบบก็ล่มมันเป็นทั้งระบบห่วงโซ่อาหารและไม่ใช่ ไม่มีจุดกำเนิดและไม่มีจุดที่สิ้นสุดเมื่อเดินระบบได้แล้ว เพียงแต่คอยเฝ้าดูว่าอย่าให้ระบบติดขัดตรงไหนแล้วแก้ไข แล้วก็นอนรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เหมือนที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง เปรียบได้กับระบบอื่นการเคลื่อนของน้ำมีหลายรูปแบบ ทั้งน้ำฝน แม่น้ำลำคลอง น้ำค้าง น้ำใต้ดิน แต่ไม่ใช่น้ำหยุดนิ่ง เมื่อเกิดการเคลื่อนย่อมทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งทั้งที่มีชิวิตหรือไม่มีชีวิต แล้วถ้าการเกิดเคลื่อนนำพาแต่สิ่งทางด้านบวกมากกว่าด้านลบต้นไม้คงเจริญงอกงามน่าดู ถ้าตีโจทย์แตกกระบี่อยู่ที่ใจ เขียนไปเขียนมางงเอง :o :o :o 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: namneung ที่ พฤศจิกายน 20, 2012, 09:27:59 PM
แวะมาแอบสูบเอาความรู้เข้าสมองจร้าพี่นึก 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 20, 2012, 10:50:05 PM
5.2 ทิศทางของขนำ(บ้าน)

ก่อนจะเข้าใจทิศทางของบ้านเราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของเราก่อน  ในแถบอากาศหนาวเขาอาจจะต้องการความอบอุ่น  ส่วนตัวผมนั้นขี้ร้อน และมีความขี้คร้านจะไปเรียกช่างมาติดแอร์ที่สวนจึง มีต้องออกแบบบ้านให้มีความเย็น  และจะเน้นเรื่องการออกแบบให้เย็นในฤดูร้อนเป็นหลักใหญ่

ในการดูเรื่องความเย็นนั้นเราจะต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ก่อน ประเด็นแรกคือเรื่องมุมของแสงอาทิตย์  เนื่องจากแกนของโลกเอียงเทียบกับแนวทางการหมุนรอบดวงอาทิตย์  ในแต่ละช่วงเวลาของปีพระอาทิตย์จึงไม่ได้ขึ้นตรงทิศตะวันออก และตกในทิศตะวันตกเป๊ะ  แนวทางการเคลื่อนที่ของตัวอาทิตย์จะเอียงนิดๆ  โดยจะเอียงจากแนวดิ่งมากในพื้นที่ที่อยู่ไกลจุดศูนย์สูตรออกไป และจะเอียงน้อยสำหรับพื้นที่ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์สูตร

(https://lh3.googleusercontent.com/-pTTNVyJwydM/Uwy16uslX4I/AAAAAAAAEbE/NDvM-0ZEPpA/w379-h290-no/Sun_angles.jpg)

ส่วนการเอียงจะขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ทางตอนเหนือ หรือใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถ้าเราอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร  แนวทางเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์จะเอียงไปทางใต้  แต่ทางตอนล่างของเส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศออสเตรเลียจะกลับกันคือเอียงไปทางทิศเหนือ  สำหรับประเทศไทย เราอยู่ทางเหนือของเส้นศูนย์สูตรแนวทางการเคลื่อนของดวงอาทิตย์จึงจะเอียงไปทางใต้  หมายความว่าในตอนเที่ยงวันเงาของแสงแดดจะไม่ได้อยู่ตรงกลางเป๊ะ  แต่เงาจะเอียงไปทางเหนือนิดๆ (เพราะแสงเอียงมาจากทางทิศใต้)  ถ้าเราสร้างบ้านผนังบ้านทางด้านใต้ก็จะโดนแดดมากกว่าทางด้านเหนือ  ถ้าเรากลัวร้อน  เราก็อาจจะต้องพิจารณาให้ชายคาของหลังคาโดยเฉพาะด้านใต้ออกมาไกลเพื่อลดปริมาณแสงแดดที่จะตกกระทบกับผนังทางด้านใต้
(https://lh4.googleusercontent.com/-rVUh4LSTO14/Uwy16kCBp2I/AAAAAAAAEbA/YPNVXYLvUos/w767-h210-no/shading-adaptive.jpg)

ประเด็นที่ 2 เราจะต้องเข้าใจทิศทางของลมในพื้นที่ของตนเอง  จากข้อมูลลมในจังหวัดเพชรบุรีจะพบว่าลมจะพัดจากทิศใต้ไปทิศเหนือประมาณ 8 เดือนใน 1 ปี  ส่วนอีก 4 เดือนในฤดูหนาวจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
(https://lh4.googleusercontent.com/-5VfwjgNUjn4/Uw77JG_dhwI/AAAAAAAAEfk/WwWSiINbf5w/w700-h93-no/wind.jpg)

ประเด็นที่ 3 ที่เราต้องเข้าใจเรื่องความชื้นในอากาศ กับความรู้สึกร้อน/หนาวของมนุษย์  สำหรับมนุษย์แล้ว  ถ้าอากาศมีความชื้นมากเวลาอุณหภูมิสูงจะรู้สึกว่าร้อนกว่าปกติ  ส่วนในฤดูหนาวถ้าอากาศยิ่งแห้ง (ชื้นมากจะรู้สึกว่าหนาวกว่าปกติ) แต่ถ้าอากาศชื้นก็จะรู้สึกว่าเย็นกว่าปกติ
(https://lh3.googleusercontent.com/-oa2lYw6DeSg/Uw777AjX-uI/AAAAAAAAEgE/d6NmiM_vfD0/w700-h382-no/Heat.jpg)

หลักการทางวิทยาศาสตร์อธิบายเหตุผลว่าในการลดความร้อนในร่างกายนั้น ร่างกายมนุษย์จะขับเหงื่อออกทางผิวหนัง  เมื่อเหงื่อระเหยก็จะดูดความร้อนแฝงทำให้ร่างกายมนุษย์เย็นลง  แต่ถ้ามีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เหงื่อก็จะระเหยไม่ค่อยได้  ทำให้กลไกในการลดความร้อนของร่างกายแย่ลง  มนุษย์จึงรู้สึกว่าร้อนมากกว่าถ้าระดับความชื้นสัมพัทธ์สูง

ในฤดูหนาวกลไกจะแตกต่างเนื่องจากร่างกายของมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องเหงื่อออกเพือลดความร้อนในร่างกาย  โดยปกติอากาศร้อนสามารถเก็บไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น ดังนั้นหากอุณหภูมิของอากาศลดลงจนถึงจุดๆ หนึ่ง จะเกิด “อากาศอิ่มตัว” (Saturated air) อากาศไม่สามารถเก็บกักไอน้ำไว้ได้มากกว่านี้ หรือกล่าวได้ว่า อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ 100% ดังนั้นหากอุณหภูมิยังคงลดต่ำลงอีก ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว อุณหภูมิที่ทำให้เกิดการควบแน่นนี้เรียกว่า “จุดน้ำค้าง” (Dew point)  ในหน้าหนาวที่ชื้นเราจึงมักจะเห็นปรากฎการณ์ "หมอก" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความชื่้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง  โดยที่มนุษย์เราจะรู้ด้วยหรือไม่ก็ตาม  ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงในอากาศส่วนหนึ่งจะกลั่นตัวเป็นชั้นน้ำบางๆ ที่ผิวหนัง หรือเสื้อผ้าที่เราสวมใส่  ทำให้เกิดกลไกคล้ายๆ กับเหงื่อคือจะดูดความร้อนแฝงจากร่างกายของมนุษย์ไปทำให้น้ำที่ผิวหรือเสื้อผ้าระเหยกลายเป็นไอ  ดังนั้นเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงมากในฤดูหนาวมนุษย์จะรู้สึกเย็นมากกว่า กรณีที่อุณหภูมิต่ำและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำด้วย

หากเราเอาเรื่องความชื้นในฤดูร้อนมาเล่นเราจะสังเกตุว่าการที่เรามีบ้านติดริมน้ำมากๆ โดยเฉพาะริมน้ำที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ปกคลุมน้ำ จะทำให้มีไอน้ำระเหยขึ้นมาเหนือผิวน้ำมีความชื้นสูง  เมื่อความชื้นเหล่านั้นเข้ามาในบ้านก็จะทำให้เรารู้สึกร้อนมากกว่าบ้านที่ไม่ได้อยู่ติดน้ำ  แต่ในสภาพปกติที่เราไม่ได้สร้างบ้านติดแหล่งน้ำโดยตรงลมจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเร่งการระเหยของน้ำ และพัดพาเอาความชื้นออกไป  ในระหว่างที่น้ำระเหยจากอิทธิพลของลมก็จะมีการดึงเอาความร้อนแฝงในอากาศไปใช้ในการระเหยทำให้อุณหภูมิในอากาศบริเวณนั้นเย็นลง

ดังนั้นถ้าเราต้องการให้บ้านเย็นเราควรจะออกแบบให้บ้านยอมให้ลมไหลได้สะดวกในฤดูร้อน  ส่วนในฤดูหนาว ถ้าเรากังวัลเรื่องความหนาวเย็นมากก็ความจะต้องมีแนวกันลม (จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือสำหรับสวนขี้คร้านในจังหวัดเพชรบุรี)  ถ้าเราชอบอากาศเย็นก็ไม่ต้องไปทำอะไรมากปล่อยมันตามธรรมชาติ  เมื่อรวมกับข้อมูลทิศทางลมในฤดูร้อนที่เพชรบุรีเราควรจะเลือกทิศของบ้านที่ยอมให้อากาศไหลจากทิศใต้ผ่านเข้าตัวบ้าน และไหลออกไปทางทิศเหนือได้ดี  เพื่อให้มีพื้นที่รับลมเยอะๆ ผมจึงเลือกแบบบ้านที่มีด้านที่ยาวกว่าอยู่ในแนวตะวันออก - ตะวันตก  ทำให้ด้านยาวขวางทางลมที่ไหลมาจากทางใต้เป็นส่วนใหญ่ (8 เดือน)

เรื่องถัดมาที่เราต้องเข้าในคือธรรมชาติของต้นไม้ที่เราปลูก  ถ้าเราเลือกปลูกต้นไม่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งช่องลมของบ้าน  ต้นไม้จะไปบังลม  ทำให้ลมไหลไม่สะดวก  แทนที่จะเย็นกลับจะร้อน  ถ้าต้นไม้มีพุ่มสูงกว่าทางเข้าของลมทางด้านใต้ก็จะทำให้เป็นการพัดเอาอากาศเย็นใต้พุ่มไม้เข้าบ้านทำให้เย็นกว่าปกติ
(https://lh6.googleusercontent.com/-bS6ASPSD1vY/UL9t7IUYlVI/AAAAAAAAAf0/DDEOAWxmbfo/s480/solar_house01.jpg)

ดังนั้นในการออกแบบจึงควรปลูกต้นไม้ที่มีทรงสูง และต้นล่างโปร่งอยู่ทางด้านทิศใต้  เพื่อทำให้บ้านเย็นขึ้น

ส่วนในด้านทิศตะวันตก และทิศตะวันออกจะร้อนอยู่ประมาณครึ่งวัน และไม่ได้เป็นทิศทางของลม  เราอาจจะเลี่ยงการรับความร้อนจากทั้งสอง 2 ทิศด้วยการเลี่ยงการสร้างหน้าต่าง หรือประตูที่จะให้แสงอาทิตย์ส่องแสงเข้ามาทำให้ภายในตัวบ้านร้อน หรือเลือกห้องที่เราจะไม่ได้ทำกิจกรรมนานๆ อยู่ทางผนังของทั้ง 2 ทิศ  ซึ่งโดยปกติอากาศในบ้านเราจะมีแสงร้อนกว่าในช่วงบ่ายทำให้ผนังทิศตะวันตกจะร้อนมากกว่าทิศตะวันออก  ถ้าเลือกได้เราควรออกแบบให้ห้องน้ำซึ่งเราต้องการให้อากาศร้อนมาทำให้ห้องน้ำแห้ง ลดการเกิดเชื้อรา อยู่ทางด้านทิศตะวันตก

นอกจากนั้นในทิศตะวันตก / ตะวันออกเรายังสามารถเลือกปลูกต้นไม้ที่ไม่ต้องการแสงจัด (เพราะเงาของตัวบ้านจะบังแสง ทำให้ต้นไม้ได้รับแสงประมาณครึ่งวัน) ต้นไม้ก็จะช่วยลดปริมาณแสงที่จะตกกระทบผนังทั้งสองด้านช่วยลดความร้อนภายในบ้าน  และอีกทางเลือกหนึ่งแทนการปลูกต้นไม้คือทำระแนงไม้เลื้อย
(https://lh3.googleusercontent.com/-f71HMS_VyEA/UL9uFT2MP6I/AAAAAAAAAf8/RZm-PaU7Fgc/s480/solar_house02.jpg)
 
แนวคิดเรื่องระแนงไม้หากทำขนาดใหญ่จะเรียกว่า shade house  ซึ่งถ้าเราทำอยู่ทางด้านทิศใต้ก็จะมีผลคล้ายๆ กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ทางด้านทิศใต้  ทำให้อากาศที่ไหลเข้าบ้านจากทางทิศใต้เย็นมากขึ้น
(https://lh6.googleusercontent.com/-ehSWJfGacPw/UKujkiJ0Z7I/AAAAAAAAAYA/1M1OcWh2ZFU/w602-h279-n-k/shade_house.jpg)

เมื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ประกอบกับความขี้คร้านในการติดแอร์ ผมจึงเลือกแบบบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ มีประตูหน้าต่างมากในทิศเหนือใต้  ด้านหลังของบ้านทางด้านใต้ที่เปิดประตูรับลมก็จะมีการต่อชายคายออกไปอีกเพื่อให้บริเวณประตูหลังไม่โดนแดดจากทางด้านทิศใต้ในระยะสั้น  ระหว่างนั้นก็หาต้นไม้ใหญ่มาปลูกในทางด้านทิศใต้เพื่อให้ร่มเงาในระยะยาวต่อไป  ด้านทิศตะวันตกจะเป็นตำแหน่งห้องน้ำ และครัวอยู่ทางด้านทิศตะวันออก  ส่วนผนังทั้งด้านทิศตะวันตก และตะวันออกจะลอดการโดนแสงแดดโดยจะไม่มีประตู  และเลือกใช้หน้าต่างแบบทีบแสง

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/02/blog-post_25.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 20, 2012, 11:16:51 PM
องค์ความรู้ในเรื่องเดียวกันสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำอาคารอื่นๆ เช่น เล้าสัตว์  ตัวอย่างเช่นในแถบอากาศหนาว เช่น ประเทศเกาหลี การสร้างเล้าสัตว์เขาจะทำในแนวเหนือ-ใต้ (ดูรูป)  เพราะว่าเขามีปัญหาเรื่องต้นทุนในการทำให้สัตว์อุ่นในฤดูหนาว

(https://lh3.googleusercontent.com/-t5oI38IMtxk/UKuqdQQvQkI/AAAAAAAAAYk/AP53uTxM-yY/s449/Animal_Barn.jpg)

การออกแบบในลักษณะนี้จะทำให้ทั้งทุกคอกได้รับแสงเหมือนๆ กัน  ไม่มีคอกใดคอกหนึ่งหนาวจนเกินไป  ลมหนาวซึ่งพัดในแนวเหนือใต้ก็จะพัดได้ไม่สะดวก  แต่...หากเราเอามาใช้ในประเทศไทยซึ่งอากาศร้อน  เราจะคิดต่างทันที  เราจะทำคอกในแนวตะวันออก - ตะวันตก  เพื่อให้ลมจากทางทิศใต้ไหลเข้าทุกคอก อากาศถ่ายเทได้ดีทุกคอก ช่วยคลายร้อนกับสัตว์ในคอก  ส่วนปัญหาที่มีบางคอก (ทางด้านตะวันออก) ร้อนในช่วงเช้า  บางคอก (ทางด้านตะวันตก) ร้อนในช่วงบ่าย  เราอาจจะบรรเทาได้ด้วยการทำม่านบังแดดเพิ่มเติมในด้านข้างของอาคาร หรือปลูกต้นไม้ช่วยบังแดด  (ถ้าเป็นแบบเกาหลี  ที่บังแดดจะอยู่ด้านหน้า/ด้านหลังคอก)

ดังนั้นการออกแบบเราต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ด้วย จะ copy แบบเขามาอย่างเดียวไม่ได้  ต้องคอยเตือนตัวเองว่า "ถ้ารักษ์จะขี้คร้านต้องหมั่นสังเกตุ"

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com (http://my-experimental-farm.blogspot.com)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 23, 2012, 03:27:12 PM
บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน

(https://lh6.googleusercontent.com/-h9EinDO2QPY/UKparqj2ZvI/AAAAAAAAAVo/kWaT5G7EZ0E/s674/Home_Location.jpg)


สงสัยเรื่้องของขอบๆทั้งสี่ด้านที่แบ่งเป็น8ช่องครับ มันคืออะไรเอ่ย
หรือช่องประตูรั้วครับ



ดังนั้นการออกแบบเราต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ด้วย จะ copy แบบเขามาอย่างเดียวไม่ได้  ต้องคอยเตือนตัวเองว่า "ถ้ารักษ์จะขี้คร้านต้องหมั่นสังเกตุ"


อิ อิ แบบนี้บ้านผมเรียกว่าวางแผนครับ หากเสียเวลาวางแผนเยอะ ทุ่มสมองไปมาก
เวลาลงมืิอทำจะสบายครับ ไม่วางแผนนี่ แก้ปัญหากันไปเรื่อย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 23, 2012, 03:54:16 PM
บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน

(https://lh6.googleusercontent.com/-h9EinDO2QPY/UKparqj2ZvI/AAAAAAAAAVo/kWaT5G7EZ0E/s674/Home_Location.jpg)


สงสัยเรื่้องของขอบๆทั้งสี่ด้านที่แบ่งเป็น8ช่องครับ มันคืออะไรเอ่ย
หรือช่องประตูรั้วครับ
ถูกต้องแล้วครับน้องเอ็ม ด้านนอกจะเป็นช่องที่เราจะเจาะเป็นประตูรั้ว  โดยจะคล้ายกันคือให้แบ่งความยาวของแนวรั้วแต่ละทิศออกเป็น 8 ส่วน แต่ละส่วนจะมีคำทำนายในคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว  อ่านๆ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเข้าใจแนวคิดเบื้องหลัง  ฟังดูเป็นไสยศาสตร์ล้วนๆ  ต่างกับฮวงจุ้ยที่ดูเหมือนจะสามารถอธิบายด้วยหลักการในธรรมชาติได้บ้าง  แต่..ไม่เชื่ออย่าลบหลู่... ผมเองกลับไปดูตำแหน่งบ้าน/รั้วของเจ้าของสวนเดิม ปรากฎว่าเขาสร้างกระท่อมอยู่ตำแหน่งริมของโกสัมภี (อยู่เร่งไข้)  แม้นว่าจะเกือบเป็นตำแหน่งราชเสมา  แต่ก็ยังอยู่ในตำแหน่งโกสัมภี (อยู่เร่งไข้)   ส่วนรั้วของเขาอยู่ตำแหน่ง "เสียของ" แบบเต็มๆ  ปรากฎว่าเจ้าของเก่าขายสวนให้เพราะคุณลุงเขาไม่สบาย ควบคุมกล้ามเนื่อไม่ค่อยได้ทำให้พักอยู่ที่สวนได้ไม่สะดวก เริ่มไม่ปลอดภัยในการขับรถเดินทางเข้าออกสวน และคุณป้าก็ขับรถไม่เป็น  คุณป้าภรรยาของคุณลุงเลยขายที่ดินย้ายลงไปอยู่ที่ดินอีกแปลงในเมือง   พอผมอ่านเจอแบบนี้ก็เลยย้ายตำแหน่งทั้งรั้ว และตำแหน่งสร้างขนำจากตำแหน่งเดิมโดยทันที อาจจะฟังดูไม่มีเหตุผล  แต่ดันไปได้ยินเรื่องตำรานี้มาจากที่อาจารย์เดชาสอนคุณอุ้ม ก็เลยเลือกหลบตำแหน่งที่อัปมงคลเพื่อความสบายใจ ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 23, 2012, 06:03:02 PM
5.3 สไตล์ของหลังคาขนำ(บ้าน)

เนื่องจากตามธรรมชาติของอากาศร้อนจะลอยจากที่ต่ำสู่ที่สูง  การเลือกชนิดของหลังคาก็จะมีผลต่อการระบายความร้อนของบ้าน  และอาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศร้อนภายในบ้าน  เรามาลองพิจารณาหลังคาสไตล์ต่างๆ และข้อดีข้อเสียดังนี้

1. หลังคาแบน (Slab หรือ Flat roof)
(https://lh4.googleusercontent.com/-qhz3rDwnE68/UK8ztyqrC8I/AAAAAAAAAZY/C3mQ5cs-5jM/s215/Roof_flat.jpg)

หลังคาแบบนี้มักจะทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นหลังคาที่แพร่เข้ามาในยุคของ Modern โดยสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยบนหลังคา เช่น นั่งเล่นพักผ่อน ตากเสื้อผ้า ปลูกต้นไม้ และทำให้บ้านของเราดูทันสมัย เพราะการออกบ้านสมัยใหม่ทั่วไปในปัจจุบันไม่ต้องการให้มองเห็นตัวหลังคาของบ้าน ซึ่งทำให้การออกแบบหลังคาและตัวบ้าน สามารถทำได้หลากหลายมากขึ้น

ข้อด้อยของหลังคาแบน คือ เวลาอากาศร้อนลอยขึ้นไปจะไม่มีทางออก  จะต้องคอยให้มีลมพัดผ่านเพื่อนำพาอากาศร้อนออกไป  นอก
จากนั้นหลังคาแบนส่วนมากจะทำด้วยคอนกรีตซึ่งจะทำให้สะสม ความร้อนในเวลากลางวันแล้ว พอตกกลางคืนอากาศเริ่มเย็นลง จะทำให้เกิดการคายความร้อนของคอนกรีตออกมา ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกร้อนอบอ้าว และการที่หลังคาแบนมีความลาดเอียงน้อย น้ำฝนจึงมักขังอยู่บนหลังคาได้ง่าย จึงควรมีระบบการระบายน้ำที่ดีด้วย เพราะถ้าน้ำขังเป็นเวลานานๆ จะทำให้โครงสร้างเริ่มผุกร่อนและรั่วซึม ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ควรที่จะปูฉนวนกันร้อนและติดแผ่นกันชื้นด้วย  แต่ถ้าเป็นไปได้ก็จะไม่แนะนำหลังคาแบบนี้เพราะที่บ้านของคุณแม่ก็มีส่วนต่อเดิมที่ทำแบบนี้ซึ่งต้องซ่อมแซมกันหลายรอบ  และเวลาฝนตกหนักๆ ก็ยังมีปัญหาน้ำไหลย้อนกลับเข้ามาใต้ฝ้าได้ง่าย

2. หลังคาเพิงแหงน (Lean To) หรือที่เรามักเรียกว่า หลังคา เพิงหมาแหงน
(https://lh5.googleusercontent.com/-3IBI36i3X_c/UK8ztRAtH3I/AAAAAAAAAZU/ubS5oPQMCc8/s496/Roof_Lean_To.jpg)

เป็นหลังคาที่มีองศาลาดเอียงไปด้านเดียว เหมาะสมสำหรับบ้านขนาดเล็ก เนื่องจากก่อสร้างง่าย รวดเร็ว ราคาประหยัด การรั่วซึมน้อยกว่าแบบอื่นๆ หลังคาเพิงแหงน มักใช้ในงานก่อสร้างชั่วคราว หรืองานต่อเติมอาคารง่ายๆ แต่สมัยนี้ บ้านเดี่ยวสไตร์โมเดิร์น ก็นิยมทำเหมือนกัน  ข้อดีของหลังคาชนิดนี้คืออากาศร้อนใต้หลังคาจะลอยออกไปได้สะดวกทำให้อากาศที่เย็นกว่าไหลเข้ามาแทนที่โดยไม่ต้องรอการไหลของลม  ทำให้หลังคาเย็นกว่าหลังคาแบบแบน

ข้อควรระวังคือหลังคาต้องมีองศาความลาดเอียงมากพอ ที่จะระบายน้ำฝนออกได้ทันไม่ไหลย้อนซึมกลับเข้ามาได้โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชันจากขนาดของหลังคา วัสดุมุงหลังคา และระยะซ้อนของหลังคา เป็นต้น  นอกจากนั้นหลังคาแบบเพิงหมาแหงนธรรมดาจพบังแดดและฝนได้ทิศทางเดียว  การดัดแปลงให้มีหลังคาอีกด้านก็จะช่วยลดปัญหาฝนสาดจากด้านหน้า (ดูรูป)

3. หลังคาจั่ว หรือ หลังคามนิลา (Gable Roof)
(https://lh3.googleusercontent.com/-d0u-LBX89kk/UK8zsmvOncI/AAAAAAAAAZI/yQkO06y7bEA/s229/Roof_Gable.jpg)

หลังคาจะมีความลาดเอียงอยู่ 2 ด้านชนกัน โดยให้สันสูงอยู่กลาง เป็นรูปทรงที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เนื่องจากหลังคาจั่วมีรูปทรงที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศเขตศูนย์สูตรอย่างบ้านเรา  สามารถป้องกันฝนได้ 2 ด้าน เนื่องจากมีฝนตกชุกหลังคาจั่วสามารถระบายน้ำฝนออกไปได้เร็ว และป้องกันแดดได้ดี เนื่องจากชายคายื่นยาวทั้งสองด้าน  อากาศร้อนใต้หลังคาจะไหลออกทางด้านหน้า และหลังของหน้าจั่วได้  แต่ถ้าหลังคายาวมากก็จะระบายความร้อนได้น้อยกว่าแบบเพิงหมาแหงน

เพื่อแก้ปัญหาการระบายของอากาศร้อนใต้หลังคา จึงมีการพัฒนาเป็นหลังคา 2 ชั้น  เพื่อให้มีทางไหลออกของอากาศร้อนตลอดแนวยาวของด้านบนหลังคา  แต่หลังคา 2 ชั้นก็จะมีต้นทุนการทำหลังคาสูงขึ้น และอาจมีปัญหาฝนสาดถ้าส่วนซ้อนทับกันไม่มากพอ
(https://lh6.googleusercontent.com/-_19xGvETNns/UK8zuR9-3uI/AAAAAAAAAZk/Vv_QL2fTNX4/s151/Roof_monitor.jpg)

4. หลังคาปั้นหยา (Hip Roof)
(https://lh5.googleusercontent.com/-t0K8VvTE1ao/UK8zs4yuQ8I/AAAAAAAAAZM/c9AIVt8MnI4/s150/Roof_Hip.jpg)

ปัจจุบันจะนิยมทำหลังคาทรงปั้นหยากันมาก เพราะ ลักษณะของหลังคาปั้นหยานั้น จะมีด้านลาดเอียงของหลังคา 4 ด้าน ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ป้องกันแดดและฝนได้ทุกด้านของบ้านอีกด้วย ทำให้ตัวบ้านไม่ปะทะกับลมฝนและแสงแดดที่มากเกินไป อีกทั้งยังเป็นหลังคาที่มีรูปทรงภูมิฐานมั่นคงสง่างาม

ข้อด้อยคือราคาแพง เนื่องจากมีรายละเอียดเยอะกว่าหลังคาชนิดอื่นๆ จุดเชื่อมต่อมากมายบนหลังคา อาจทำให้เกิดปัญหาการรั่วซึมได้ง่าย จึงจำเป็นต้องใช้ช่างที่มีฝีมือพอสมควรในการก่อสร้าง  และมีปัญหาในเรื่องการระบายอากาศร้อนใต้หลังคา  แต่ก็มีการพัฒนาแบบประยุกต์ให้หน้าจั่ว ทำให้สามารถติดตั้งช่องระบายอากาศได้ แต่แบบที่ซับซ้อนขึ้นก็จะยิ่งมีราคาแพงมากขึ้น  และมีโอกาสฝนสาดเข้าทางหน้าจั่วได้มากกว่า
(https://lh4.googleusercontent.com/-svS4XVjRArA/UK8zskgeURI/AAAAAAAAAZQ/YibvtmXhmgw/s150/Roof_Hip_Gable.jpg)

5. หลังคาทรงอิสระ (Free Form Roof) เป็นหลังคาที่อาจไม่จัดอยู่ในรูปทรงเรขาคณิตก็ว่าได้ สามารถออกแบบ ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับการออกแบบของสถาปนิกแต่ละท่านว่า ต้องการก่อให้เกิดรูปทรงแปลกตามากเพียงใด แสดงถึงรสนิยมของเจ้าของบ้านอย่างแท้จริง  แต่มีข้อด้อยที่ว่าวัสดุมุงหลังคานั้นหายาก ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า เนื่องจากบ้านเรายังไม่สามารถผลิตเองได้ ทำให้วัสดุมีราคาสูง ด้วยรูปทรงหลังคาที่แปลกตา หากช่างไม่มีความชำนาญพอ จะทำความเสียหายแก่หลังคาได้ และอาจก่อให้เกิดการรั่วซึมได้ง่าย

นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาเรื่องอากาศร้อนใต้หลังคา อาจจะแก้ไขได้ด้วยการติดตั้งลูกหมุนระบายอากาศ เป็นระยะๆ ตามขนาดของหลังคา  แต่ลูกหมุนดังกล่าวราคาอย่างน้อย 2 พันกว่าบาท (ขึ้นอยู่กับขนาด) ทำให้ต้นทุนของหลังคาสูงขึ้น  และต้องการการดูแลรักษาซ่อมบำรุงมากกว่าโครงสร้างหลังคาปกติ (เนื่องจากมีส่วนที่เคลื่อนไหวได้)  ปกติจึงนิยมติดตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาในภายหลังมากกว่าที่จะออกแบบติดตั้งลูกหมุนตั้งแต่การก่อสร้างครั้งแรก
(https://lh4.googleusercontent.com/-L73ModNIO5A/UK8ztiZuChI/AAAAAAAAAZc/Ao2PJiGOuxg/s400/Roof_air.jpg)

เมื่อเข้าใจธรรมชาติของหลังคาแล้วความจริงก็อยากได้หลังคาสไตล์ปั้นหยา  แต่ติดที่มีงบสร้างขนำประมาณ 2 แสนบาท ถ้าไปหมดงบกับหลังคามากก็จะเหลืองบทำอย่างอื่่นน้อย (เฉพาะวัสดุของหลังคาก็หมื่นแล้วครับ)  จึงขอลดทอนมาเป็นหลังเพิงหมาแหงนแบบมีหลังคาสั้นๆ เป็นกันสาดด้านหน้า  เพราะว่าใช้เหล็กโครงสร้างหลังคาน้อย  ผมลดโครงสร้างด้วยการสั่งเสาตรงกลางสูงกว่าเสาตรงปลายหลังคา ทำให้ประหยัดโครงสร้างเหล็กไป  ส่วนชนิดกระเบื้องก็เอาแบบลอนคู่ ไม่กล้าเอาซีแพคเพราะว่าใช้งบเยอะทั้งโครงสร้างหลังคาที่ต้องใหญ่ขึ้น และกระเบื้องที่แพงกว่าโดยไม่มีผลในเรื่องความร้อนเย็นในบ้านมากนัก

(https://lh5.googleusercontent.com/-yfoYEklewXU/UK9LPTeAHYI/AAAAAAAAAaU/eJzkjyCcH8I/s664/P8202313.JPG)

เมื่อทำโครงหลังคาเสร็จก็ยังมีการเสริมด้วย แผ่นฟอลย์ (ราคาไม่แพงมาก แต่จำราคาไม่ได้แล้ว) ก่อนการปูกระเบื้อง  เพื่อให้อากาศร้อนอยู่ระหว่างกระเบื้อง และฟอยล์มากกว่าจะกระจายลงมาด้านล่าง  ส่วนใต้หลังคาก็ยังมีการทำฝ้าเพดานอีกชั้นแต่ไม่ได้รองด้วยฉนวนกันความร้อนใต้ฝ้าอีกชั้นเพราะว่ามีราคาค่อนข้างสูง  แต่เห็นจากกระทู้คุณเอ๊ะแล้ว  ยังเสียดายว่าน่าจะลองพิจารณาใช้โฟมที่มีราคาถูกมาปูเหนือฝ้าอีกที  แต่แค่นี้บ้านก็ค่อนข้างเย็นในหน้าร้อนแล้ว  จึงยังไม่ได้เดือนร้อนติดตั้งโฟมเหนือฝ้าอีกชั้นนึง

(https://lh6.googleusercontent.com/-U_nHgK9lsCk/UK9SZjscDXI/AAAAAAAAAa4/W6kUv7HTeCc/s664/P8272329.JPG)

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีผลต่อความเย็นบ้านคือความสูงของเพดาน  ในกรณีที่เราจะติดแอร์ เราจะไม่อยากมีเพดานสูงเพราะว่าจะต้องใช้แอร์ที่มี BTU เยอะๆ แต่ในกรณีขี้คร้าน ไม่ติดจะแอร์แบบผมก็ควรจะเลือกให้บ้านทรงสูงขึ้นอีกสักนิด  ถ้าโชคดีเจอช่างที่รับเหมาตามพื้นที่ที่ดินเป็นตารางเมตรเหมือนผม  แต่เขาไม่ได้สนใจว่าจะต้องก่อผนังสูงแค่ไหน  ก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม ส่วนค่าวัสดุเพิ่มขึ้นก็อีกไม่มากนัก แต่ค่อนข้างคุ้มเพราะจะทำให้เย็นกว่าบ้านเพดานเตี้ยเนื่องจากมีพื้นที่ให้อากาศที่ร้อนกว่าลอยสูงขึ้น และระดับที่เราอยู่อาศัยก็จะอยู่ไกลจากหลังคามากขึ้น

ปล.ตอนที่สร้างขนำยังไม่เข้าหน้าแล้ง  เพื่อนๆ คงเข้าใจได้ว่าต้นไม้เขียวแบบนี้ล่ะผมเลยตัดสินใจซื้อที่ดินเร็วไปหน่อย  >:( >:( >:(

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/02/blog-post_27.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ชุติพนธ์ ที่ พฤศจิกายน 23, 2012, 06:45:13 PM
เห็นด้วยกับอาคารที่มีหลังคาสูงแหลม  เพราะอากาศถ่ายเทดี ความร้อนระบายดี  ไม่ร้อน  เหมือนทรงหลังคาโบสถ์   ผมสังเกตุว่าเวลาเข้าไปในโบสถ์ มันช่างเย็นดี ทั้งที่ไม่ติดแอร์  และยังป้องกันลมพัดหลังคาพังได้ดีด้วย   ผมสร้างไว้หลังนึง  กลางทุ่ง 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 25, 2012, 11:52:37 PM
5.4 พื้นบ้านสำคัญไฉน

ก่อนจะไปถึงเรื่องพื้นบ้าน  ขออธิบายคำศัพท์ "ความจุความร้อน" ก่อน  คำว่าความจุความร้อนไม่เหมือนกับคำว่า "ฉนวนความร้อน" แต่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเหมือนกัน

ค่า "ความจุความร้อนจำเพาะ" หมายถึงพลังความร้อนต่อน้ำหนักของวัสดุที่ต้องใช้ในการทำให้วัสดุแต่ละชนิดมีอุณหภูมิสูงขึ้น อาจมีหน่วยเป็นแคลอรีต่อกรัมต่อองศาเซลเซียส หรือจูลส์ต่อกรับต่อองศาเคลวิล  ส่วน"ความจุความร้อน" จะต้องคูณด้วยขนาดของน้ำหนักของวัสดุนั้นๆ  ถ้าวัสดุค่าความจุความร้อนจำเพาะสูงหมายความว่าต้องใช้พลังงานมากในการทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนไป (ไม่ว่าเพิ่มขึ้น หรือลดลง)

ส่วนคำว่า "ค่าฉนวนความร้อน" หรือ "ค่าการนำความร้อน" หมายถึงความสามารถของวัสดุในการให้พลังงานความร้อนไหลผ่านตัวมันเอง  หมายความว่าค่าการนำความร้อนยิ่งน้อยยิ่งมีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนความร้อนที่ดี ถ้าลองมาพิจารณาวัสดุต่างๆ จะมีค่าดังนี้  

วัสดุความจุความร้อนจำเพาะ (J/g.K)การนำความร้อน (W/mK)
เหล็ก0.45052
ดิน0.8000.3-0.9
ทราย0.8352.0
อิฐมอญ0.8400.6-0.7
กระจก0.8400.8
คอนกรีต0.8802.0
หิน0.9200.04
ยางมะตอย0.9200.7
ยิมซั่ม1.0900.23-0.45
อากาศ1.0120.023
ไม้1.2 - 2.30.14-0.17
น้ำ4.18130.58

เมื่อพิจารณาค่าของวัสดุต่างๆ มีข้อสังเกตุหลายเรื่อง เช่น
- อากาศมีค่าความจุความร้อนสูงกว่าวัสดุก่อสร้างทั่วไปเล็กน้อย  แต่มีค่าการนำความร้อนต่ำมาก หมายความว่าอากาศเป็นฉนวนความร้อนที่ดีมาก  จึงมีการใช้เทคนิคการทำผนัง 2 ชั้นโดยมีอากาศอยู่ตรงกลางเพื่อให้ผนังมีความเป็นฉนวนความร้อนมาก  แต่ก็จะเพิ่มต้นทุนค่าก่อสร้างให้มากไปด้วย

- น้ำมีค่าความจุความร้อนที่สูงมากกว่าวัสดุอื่นมาก

- เหล็กมีค่าความจุความร้อนที่น้อย แต่มีค่าการนำความร้อนที่สูง หมายความว่าเมื่ออุณหภูมิด้านนอกสูง เหล็กจะส่งผ่านความร้อนเข้ามาด้านในบ้านได้ดี  แต่ถ้าอุณหภูมิข้างนอกเปลี่ยนแปลง (เช่น อากาศเย๊นลงหลังพระอาทิตย์ตก) เหล็กก็จะปรับอุณหภูมิตามได้อย่างรวดเร็ว  พูดง่ายๆ ถ้าสร้างบ้านด้วยเหล็ก  อุณหภูมิภายในจะพอๆ กับภายนอก  จึงไม่น่าแปลกในที่หลังคาสังกะสี หรือ หลังคาเมทัลชีทจะทำให้อุณหภูมิใต้หลังคา ร้อนมากกว่าหลังคากระเบื้อง

- คอนกรีต และอิฐ มีค่าความจุความร้อนพอๆ กัน แต่คอนกรีตมีค่าการนำความร้อนมากกว่าอิฐ น่าจะเป็นเพราะในเนื้อของอิฐจะมีอากาศเป็นองค์ประกอบอยู่  โพรงอากาศในก้อนอิฐโดยทั่วไปจะเกิดจากการที่วัสดุที่ผสมในดินตอนปั้นอิฐ เช่น แกลบ เมื่อถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูงจะสลายตัวทำให้เกิดโพรงอากาศ  ผนังบ้านที่ทำจากอิฐจึงมีความเป็นฉนวนมากกว่าผนังที่หล่อจากคอนกรีต  ในปัจจุบันยังได้มีการใช้เทคนิคในการผลิตอิฐที่มีโพรงอากาศมากกว่าปกติเรียกว่า อิฐมวลเบา  ซึ่งจะมีคุณสมบัติความเป็นฉนวนความร้อนมากกว่าอิฐมอญแต่มีราคาสูงกว่า  มีการนำเอาอิฐมวลเบามาใช้ในบ้านประหยัดพลังงานงาน แต่ถ้าต้องการลดต้นทุนการก่อสร้างก็อาจจะเลือกใช้อิฐมวลเบาเป็นบางผนัง เช่น ใช้เฉพาะห้องที่จะติดแอร์ ใช้เฉพาะผนังด้านตะวันตกหรือใต้ (ตามเหตุผลในหัวข้อ 5.2 ในประเทศไทย ผนังด้านใต้จะร้อนกว่าด้านเหนือ และผนังด้านตะวันตกจะร้อนกว่าตะวันออก)

- ยิบซั่มมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำ จึงนิยมมาใช้ทำฝ้าเพดานเพื่อป้องกันความร้อนจากหลังคา  หรือใช้เป็นผนังมวลเบาเพื่อกั้นห้อง  แต่ไม่นิยมใช้กับผนังภายนอกเพราะไม่ทนการเปียกน้ำ

- ดินมีค่าการนำความร้อนต่ำกว่าคอนกรีต จึงไม่น่าแปลกในที่บ้านดินจะเย็นกว่า เพราะคุณสมบัติความเป็นฉนวนของดินจะช่วยชะลอไม่ให้อุณหภูมิภายในสูงเท่ากับภายนอกเร็วจนเกินไป

- หินมีค่าความจุความร้อนที่สูงกว่าวัสดุก่อสร้างทั่วไป แต่กลับมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำ  บ้านที่ทำจากหินจึงจะร้อนช้ากว่าบ้านที่ทำจากคอนกรีต  ด้วยเหตุผลเดียวกันอากาศภายในถ้ำหินถึงเย็นกว่าภายนอก

ถ้าจะถามว่าแล้วเราต้องการบ้านที่มีวัสดุแบบไหน  คำตอบคงจะขึ้นกับสภาพอากาศที่เราอยู่  โดยทั่วๆ ไป เราต้องการให้บ้านมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำ (เป็นฉนวนความร้อน) ในทุกๆ สภาพอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในบ้านไม่ให้เปลี่ยนแปลงมาก  ส่วนที่จะต่างกันคงจะเป็นเรื่องค่าความจุความร้อนของบ้าน  ในภูมิอากาศหนาวอย่างในยุโรบ พวกเขาต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำให้อากาศภายในบ้านอบอุ่นในฤดูหนาว พวกเขาจึงอยากได้บ้านที่ช่วยลดการใช้พลังงานดังกล่าว  จึงต้องการบ้านที่มีความจุความร้อนสูง  ทั้งนี้เนื่องจากบ้านที่มีความจุความร้อนสูงตัวบ้านจะค่อยๆ ร้อนอย่างช้าๆ ในตอนกลางวัน (เพราะต้องใช้พลังงานมากในการทำให้วัสดุร้อนขึ้น) ทำให้อากาศตอนช่วงเช้าภายในบ้านจะเย็น  แต่คนจะออกไปรับแดดข้างนอกบ้านจึงไม่ค่อยเดือดร้อนมากนัก  และเมื่ออากาศเย็นตัวลงหลังพระอาทิตย์ตกดิน  ก็อุณหภูมิในวัสดุก็จะไม่เย็นตามอากาศภายนอกทันที  แต่จะค่อยๆ ลดอุณหภูมิลง ทำให้ภายในบ้านอบอุ่นเมื่อเทียบกับอุณหภูมิภายนอก  ทำให้ไม่ต้องรีบเปิดเครื่องทำความร้อนในหน้าหนาว  ชาวตะวันตกจึงเลือกใช้วัสดุที่มีค่าความจุความร้อนสูงอย่างคอนกรีตมาเป็นวัสดุในการสร้างบ้าน  ข้อสังเกตถัดมาคือน้ำมีค่าความจุความร้อนสูงมากเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ และน้ำก็มีอยู่ในพื้นดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งชั้นดินที่ลึกลงไป  ในการเทปูนพื้นบ้านชาวตะวันตกจึงนิยมให้พื้นปูนสัมผัสดินที่มีความชื้นเพื่อให้ได้ค่าความจุความร้อนสูงขึ้น  รวมทั้งความชื้นในดินจะซึมเข้ามาในเนื้อของวัสดุก็จะทำให้ความจุความร้อนสูงขึ้น  ในบางครั้งหากต้องการสัมผัสดินที่ชื้นเข้าไปอีกก็จะทำห้องใต้ดินที่ยิ่งมีความจุความร้อนดีขึ้นไปอีก  ห้องใต้ดินจึงมีความอบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นในฤดูร้อน แต่มีความชื้นและมีเชื้อราได้ง่ายจึงไม่นิยมใช้เป็นห้องนอน  แต่จะใช้เป็นห้องเก็บของ และช่วยเพิ่มความจุความร้อนรวมให้กับบ้าน

ส่วนในเมืองเขตร้อน เราจะต้องการสิ่งตรงกันข้าม เราต้องการให้บ้านเย็นเร็วๆ หลังพระอาทิตย์ตกเพื่อจะได้มีอุณหภูมิภายในบ้านเย็นสบายเหมาะกับการนอนในเวลาค่ำคืน รูปแบบบ้านเดิมๆ ในเขตร้อนจึงมักจะเป็นบ้านยกพื้นสูงเพื่อไม่ให้สัมผัสดิน จะได้ลดค่าความจุความร้อน และเลือกใช้วัสดุที่เป็นฉนวนความร้อน เช่น ไม้  จะสังเกตว่าความจริงแล้วค่าความจุความร้อนของไม้จะสูงกว่าปูนคอนกรีต แต่ในการก่อสร้างด้วยไม้จะมีรูโปร่งตามรอยต่อทำให้ไม่ทึบเหมือนบ้านปูน จึงสามารถระบายความชื้นได้ดีกว่า  กอปรกับการยกพื้นสูงมีส่วนช่วยในการลดความจุความร้อนอย่างมาก

ในปัจจุบันคนในภูมิภาคเขตร้อนต่างได้รับอิทธิพลการสร้างบ้านตามแบบอย่างชาวตะวันตก  บ้านปูนซึ่งแข็งแรงกว่าบ้านไม้จึงได้รับความนิยมมากขึ้น  แต่ด้วยความที่ไม่เหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อน  ทำให้เราอยู่อาศัยแล้วร้อนจนต้องติดแอร์ และสร้างพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นด้วยการใช้พลังงานขับออกมาในอากาศภายนอกอาคาร ทำให้อากาศในเมืองที่มีประชากรหนาแน่น (อย่าง กทม.) จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติเนื่องจากแทบทุกบ้านร่วมใจกันเปิดแอร์  ลักษณะบ้านที่เราสร้างตามแบบชาวตะวันตกซึ่งค่าความจุความร้อนสูงยิ่งทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพราะต้องใช้เวลานานกว่าห้องจะเย็น  จึงยิ่งเร่งปัญหาภายนอกอุณหภูมิสูงให้รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตามการกลับไปสร้างบ้านไม้สูงโปร่งแบบในอดีต อาจจะไม่เหมาะสมกับในสภาวะปัจจุบันเนื่องจากไม้มีราคาสูง ทำให้ค่าก่อสร้างสูงมากกว่าบ้านปูน  และยังมีค่าบำรุงรักษาสูงกว่าด้วย  ดังนั้นถ้าเราเลี่ยงสร้างบ้านปูนไม่ได้ หรือชอบแบบบ้านปูนมากกว่าก็ยังพอมีเทคนิคในการลดค่าความจุความร้อนของบ้านได้ดังนี้
- ยกพื้นบ้านสูง และโปร่ง  การทำแบบนี้อาจจะมีปัญหาเรื่องแมลงใต้บ้าน และอาจเป็นที่หลบของสัตว์บางชนิด ถ้าเป็นบ้านในชนบทอาจจะเลี่ยงปัญหาได้ด้วยการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ และปล่อยให้เข้าไปกินแมลงตามใต้ถุนบ้าน หรือ สุนัขเพื่อให้ไล่สัตว์ที่มาอาศัยอยู่ใต้ถุนบ้าน  อีกหนึ่งทางเลือกคือยกสูงจนคนเดินเข้าไปได้สะดวกเพื่อเอาพื้นที่ชั้นล่างมาใช้งาน โดยยังคงให้เป็นพื้นที่โปร่งเพื่อให้อากาศไหลเวียนได้สะดวก
- ยกพื้นบ้านสูง และทึบ  จะมีค่าความจุความร้อนสูงกว่าแบบแรกนิดหน่อย แต่เป็นที่นิยมของบ้านในเมือง  เพราะปิดมิดชิด  ทำให้สบายใจว่าไม่ต้องคอยดูแลใต้ถุนบ้าน

(http://tawan-blog.com/wp-content/uploads/2012/03/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%873.jpg)
(http://www.buildideahome.com/wp-content/uploads/2011/07/no27_md1.jpg)
(http://www.buildideahome.com/wp-content/uploads/2011/07/no28_md1.jpg)
(http://www.buildideahome.com/wp-content/uploads/2011/07/no29_md2.jpg)
(http://www.buildideahome.com/wp-content/uploads/2011/07/no30_md1.jpg)

อย่างไรก็ตามการยกพื้นบ้านให้สูงคานจะต้องใหญ่ขึ้น เพราะว่าไม่มีพื้นดินช่วยรับน้ำหนัก และการทำแบบหล่อพื้น หรือใช้พื้นสำหรับรูปต่างก็เพิ่มต้นทุนค่าก่อสร้าง เมื่อพิจารณาต้นทุนการก่อสร้างแล้วอาจจะทำให้เกินงบประมาณ 2 แสนบาทที่ได้รับการอนุมัติมา  จึงต้องพิจารณาหาทางเลือกใหม่  ทางเลือกที่ผมเลือกใช้คือการปูพลาสติกก่อนการเทพื้นปูน  พลาสติกจะช่วยเป็นฉนวนความร้อนได้เล็กน้อย แต่ข้อสำคัญคือจะช่วยลดความชื้นในดินไม่ให้ซึมกลับเข้ามาในพื้นปูนได้โดยง่าน  ทางเลือกนี้อาจจะไม่ดีเท่ากับการยกพื้นสูงแต่ไม่ค่อยเพิ่มต้นทุนในการก่อสร้างขนำของผมมากนัก

ถ้ามีโอกาสในการเลือกแบบบ้านเองเพื่อนๆ ลองพิจารณาประเด็นเรื่องพื้นบ้านเมื่อเทียบกับต้นทุนค่าก่อสร้างด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดจะติดแอร์ เพราะว่าการสร้างบ้านที่มีค่าความจุความร้อนต่ำจะช่วยเรื่องค่าไฟฟ้าในการเปิดแอร์ไปได้มาก (ถ้าติดแอร์เฉพาะชั้น 2 ขึ้นไปก็อาจจะไม่ได้มีผลมาก) และในตอนถัดไปเราจะติดตามระบบแอร์ธรรมชาติสำหรับบ้านเขตร้อนกัน

ปล1. เรื่องความจุความร้อนของบ้านนั้น ผมออกแบบตามอุณหภูมิใน จ.เพชรบุรี ซึ่งจะมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 20 องศาในราวเดือนธันวาคม ซึ่งยังเป็นอากาศที่ไม่หนาวจนเกินไปสำหรับมนุษย์ แต่บางพื้นที่ในประเทศไทยที่อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 15 องศาในตอนกลางคืนของหน้าหนาวก็น่าจะพิจารณาสร้างบ้านที่มีความจุความร้อนสูงตามอย่างชาวตะวันตกนะครับ

ปล2. ขอเพิ่มเติมเรื่องค่าความจุความร้อนกับบ้านสไตล์หลังคาแบน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตึกแถว  ซึ่งจะมีดาดฟ้าเป็นพื้นปูน ซึ่งมีมวลมากกว่ากระเบื้องมาก  ทำให้มีค่าความจุความร้อนสูงกว่าหลังคากระเบื้องมาก  เมื่อเราปล่อยให้หลังคาพื้นปูนโดนแดดตรงๆ จึงจะเป็นที่สะสมความร้อนในตอนกลางวัน และจะปล่อยกลับออกมาในตอนหัวค่ำ ทำให้ห้องที่อยู่ใต้หลังคาปูนจะร้อนเป็นพิเศษ  การต่อเติมหลังคา (หรือกันสาด) บนดาดฟ้าจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้บ้าง  ในตึกแถวสมัยใหม่มีการปรับเปลี่ยนเป็นหลังคากระเบื้องเหมือนกับบ้านทั่วไป และลดขนาดพื้นที่ใช้สอยลงมาเป็นระเบียง  ส่วนการสร้างกันสาดครอบระเบียงจะปล่อยให้เข้าของบ้านเลือกว่าจะดำเนินการหรือไม่ (ถ้าไม่มีหลังคาห้องที่อยู่ใต้ระเบียงก็จะร้อน)
(http://www.buildideahome.com/wp-content/uploads/2011/06/no17_md1.jpg)
(http://www.buildideahome.com/wp-content/uploads/2011/06/no17_md2.jpg)

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_8.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_8.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 26, 2012, 09:25:33 PM
5.5 ระบบแอร์ธรรมชาติ

ตามที่ได้นำเสนอเรื่องอุโมงค์เย็นเป็นระบบแอร์ธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้พลังงานในกระทู้ของ อ.ตั้ม แล้ว  ในตอนนี้จึงขอรวบรวมไว้ในกระทู้นี้อีกครั้ง

(http://lh3.googleusercontent.com/-evAvj0yz1NI/UvDRCezCvyI/AAAAAAAAESw/f3MuPUmmJPc/w403-h360-no/solar_house03.jpg)

หลักการทำงานของอุโมงค์เย็นเกิดจากหลักการทำงานตามธรรมชาติที่อากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นด้านบน  ปกติอากาศเย็นจะไม่ลอยขึ้นมา  แต่การสร้างเป็นอุโมงค์ปิดเมื่อมีอากาศร้อนไหลออกจากบ้านไปด้านบน (ทำงานได้เพราะอากาศร้อนใต้หลังคามีทางไหลออก) อากาศที่เย็นกว่าในอุโมงค์ก็จะถูกดึงให้ขึ้นมาแทนที่อากาศที่ไหลออกไป  หลังคาร้อนจึงทำหน้าที่เหมือนปั๊มอากาศธรรมชาติในการดึงอากาศเย็นขึ้นมาจากอุโมงค์

เมื่ออากาศเย็นขึ้นมาจากปากอุโมงค์ด้านในบ้านก็จะไปดึงอากาศอุณหภูมิปกติที่ปลายอุโมงค์อีกด้านให้ไหลลงมาแทนที่  ในขณะที่อากาศอุณหภูมิปกติถูกดึงให้ไหลผ่านอุโมงค์ที่ฝังไว้ใต้ดิน  ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนทำให้อากาศค่อยๆ เย็นลง  และจะมีความชื่้นในอากาศที่ไหลผ่านอุโมงค์บางส่วนถูกความเย็นในดินจนกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ไหลกลับไปทางปากอุโมงค์ด้านที่อากาศไหลเข้ามาทำให้ความชื้นในอากาศที่ไหลเข้าไปในห้องมีความชื้นน้อยลง ถ้าเรายังจำได้ความชื้นที่น้อยลงก็จะช่วยลดความรู้สึกว่าร้อนของมนุษย์เราเมื่อเทียบกับอากาศที่ชื้น  ส่วนอากาศที่ไหลผ่านอุโมงค์และเย็นลงนั้นสุดท้ายก็จะถูกถึงให้ไหลขึ้นไปทดแทนอากาศร้อนที่ไหลออกไปทางหลังคาเป็นวัฎจักรหมุนเวียนไปแบบนี้เรื่อยๆ ตลอดเวลาที่ยังมีอากาศร้อนบนหลังคา (เฉพาะช่วงกลางวันนั่นเอง) โดยไม่ต้องใช้พลังงานอื่นมาช่วย

เพื่อให้อุโมงค์เย็นนี้ทำงานตามหลักการนี้ได้จะต้องทำดังนี้
- ฝังท่อให้ลึกพอ เช่น ลึกอย่างน้อย 60 เซนติเมตร - 1.5 เมตร (ความลึกแนะนำคือ 1 เมตร) ไม่งั้นจะมีอุณหภูมิภายในอุโมงค์จะใกล้เคียงกับอุณหภูมิผิวดินไม่ช่วยเรื่องทำให้บ้านเย็น
-  ท่อต้องยาวพอเพื่อให้อากาศมีเวลาในการแลกเปลี่ยนความร้อน ควรจะยาวอย่างน้อย 10 เมตร (ระยะแนะนำคือ 15-20 เมตร) แต่ถ้ายาวเกิน 30 เมตรจะไม่ช่วยให้เย็นมากขึ้น  และท่อควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-12 นิ้ว
-  ท่อควรจะเอียงลงไปทางด้านที่ไกลจากบ้าน  เพื่อให้ไอน้ำที่กลั่นตัวไหลไปด้านที่ไกลจากบ้าน  ทำให้อากาศที่ไหลเข้าบ้านไม่ชื้น  ความเอียงควรดิ่งจะอย่างน้อย 1-2 เซนติเมตรต่อทุกๆ ความยาวท่อ 1 เมตร
-  ริมด้านอากาศเข้าควรจะมีหลุมใส่หินไว้ด้านล่างเพื่อให้น้ำที่กลั่นตัวไหลไปรวม และซึมกลับเข้าไปในดินได้
-  ปลายท่อเหนือดินด้านอากาศไหลเข้าอาจจะทำเป็นรูปตัวที เพื่อไม่ให้น้ำฝนตกเข้ามาในท่ออากาศได้ (คล้ายๆ ท่อระบายอากาศของส้วมซึม)
-  ปลายท่อทั้งสองด้าน (ทั้งนอกบ้าน และในบ้าน) ควรจะหุ้มปลายด้วยตะแกรงลวดเพื่อป้องกันหนู หรืองูเข้าไปอยู่อาศัย

ระบบอุโมงค์เย็นแบบนี้ค่อนข้างดี  เหมาะสำหรับบ้านสร้างใหม่มากกว่าจะเป็นการปรับปรุงบ้านเดิม  แต่ก็เพิ่มค่าก่อสร้างอีกพอสมควร  ในช่วงตอนต้นที่ขุดหลุมจะฝังเสาเข็มของขนำ  ผมสังเกตุว่าหน้าดินค่อนข้างจะตื้น  เมื่อขุดลงไปไม่ลึกจะเจอชั้นหิน  ทำให้งานขุดดินทำได้ช้ามาก  จึงตัดสินใจยกเว้นการทำอุโมงค์เย็นไปก่อน (ยังเสียดายอยู่เลย  >:( >:( >:()

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/02/blog-post_1773.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: nextstep ที่ พฤศจิกายน 26, 2012, 10:02:35 PM
5.5 ระบบแอร์ธรรมชาติ

([url]http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user8314/solar_house03.jpg[/url])



ปัญหาเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน น้ำท่วม น้ำขัง รังแมลง กักเก็บความชื้น รวมทั้งเชื้อโรคที่จะเกิดภายในอุโมงลมใต้ดิน จะป้องกันอย่างไรครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 26, 2012, 10:31:44 PM
ปัญหาเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน น้ำท่วม น้ำขัง รังแมลง กักเก็บความชื้น รวมทั้งเชื้อโรคที่จะเกิดภายในอุโมงลมใต้ดิน จะป้องกันอย่างไรครับ


ระบบแบบนี้ถูกใช้งานในต่างประเทศตั้งแต่ปี 1960's และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 1990s โดยจะใช้ทั้งในการทำความเย็น และความร้อนให้กับอาคาร  โดยหลักๆ จะแบ่งย่อยออกมาได้เป็นอีก 3 แบบคือ Open system, Closed loop system และ Combination System 

(https://lh3.googleusercontent.com/-F6xvL1RmMho/ULOTnjgwFHI/AAAAAAAAAbc/NQk42u2tZQM/s645/Earth_Pipe_Cooling.jpg)

ในระบบ Open System จะเป็นแบบที่แสดงในภาพเป็นแบบง่ายสุด ความจริงระบบแบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยโรมันเมื่อประมาณ 1,300 ปีที่แล้ว โดยอาศัยการลดความชื้นด้วยการทำท่อเอียงลงไปด้านไกลเพื่อให้น้ำที่ควบแน่นในอุโมงค์ไหลไปไกลจากตัวบ้านเท่ากับความยาวของอุโมงค์ มีการทำที่หลุมซึม/ดูดความชื้นตรงปลายเพื่อให้น้ำซึมลงใต้ดินเร็วที่สุด จึงลดปัญหาเรื่องเชื้อราทางด้านปากท่อที่จะเข้าบ้าน  ปัญหาเรื่องสัตว์เลื้อยคลานจะต้อง seal อุโมงค์ให้ดีด้วยตะแกรงทุกๆ ด้าน ทั้งด้านทางอากาศไหลเข้า และด้านในบ้าน   รวมทั้งควรจะติดตั้ง air filter ด้านในบ้านก่อนจะปล่อยอากาศเข้ามา  รวมทั้งควรจะมีระบบวาวล์เปิดปิดเพื่อควบการทำงานเมื่อต้องการ  ด้วยระบบ passive แบบนี้จะมีปริมาณอากาศไหลช้ามากทำให้ปัญหาการนำภายเชื้อโรคด้วยลมจึงค่อนข้างน้อย แต่ถ้าเราใจร้อนติดพัดลมเร่งการไหลของอากาศก็อาจต้องหามาตรการควบคุมให้มากขึ้น

หาอ่านเทคนิคอื่นๆ (เช่น การทำความสะอาดอุโมงค์ลม) เพิ่มเติมได้ที่ http://www.ehow.com/how_7892203_use-underground-air-condition-home.html (http://www.ehow.com/how_7892203_use-underground-air-condition-home.html)

ส่วนในระบบ Closed loop system จะมีต้นทุนสูงกว่าด้วยการใช้อากาศภายในอาคารไหลเวียนลงไปใต้ดินเพื่อลดอุณหภูมิก่อนจะไหลกลับเข้ามาในอาคาร  ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก

http://phelpsheatingandair.com/geothermal_how.php (http://phelpsheatingandair.com/geothermal_how.php)
http://en.wikipedia.org/wiki/Ground-coupled_heat_exchanger (http://en.wikipedia.org/wiki/Ground-coupled_heat_exchanger)

ส่วนระบบ combination จะมีตัวสลับให้ใช้งานได้ทั้ง 2 แบบ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 27, 2012, 09:40:01 PM
5.6 สรุปบทเรียนเรื่องบ้าน

สำหรับการสร้างบ้านใน จ.เพชรบุรี ควรจะมีช่องเปิดให้อากาศถ่ายเทได้ดีในแนวทิศเหนือใต้  ควรจะมีชายคาที่ยื่นออกมาปกคลุมแดดให้ได้มากที่สุด  ผนังทางทิศตะวันตก และทิศตะวันออกควรจะลดให้มีช่องเปิดให้แสงเข้าให้น้อย  ถ้าเป็นไปได้ควรจะลดโอกาสที่ผนังทุกๆ ถ้าจะโดนแดด  โดยอาจจะใช้การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา การทำค้างไม้เลื้อย หรือการทำระแนงกันแดดก็ได้   ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำให้บริเวณที่ลมเข้าบ้านทางด้านทิศใต้ร่มเย็นเป็นพิเศษ  (ในกรณีของขนำผมใช้วิธีการทำหลังคายื่นออกไปอีกประมาณ 3 เมตรระหว่างที่รอต้นไม้โต)  หลังคาควรจะมีช่องระบายลมร้อนเพื่อทำให้เกิดแรงยกให้อากาศเย็นลอยขึ้นไปได้ และควรจะต้องทำบ้านให้มีมวลน้อย เพื่อที่จะมีความจุความร้อนน้อย  ส่วนอุโมงค์แอร์ธรรมชาติคงจะเป็น option มากกว่า

สำหรับบ้านในจังหวัดอื่นๆ คงจะต้องพิจารณาข้อมูลในพื้นที่ และออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติในเขตนั้นๆ โดยอาศัยหลักการทำงานของธรรมชาติตามที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังข้างต้น


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 12:47:39 AM
ว่าด้วยเรื่องคำศัพท์

วันนี้ขอแทรกเรื่องนอกบทนิดนึง  เพราะเพิ่งรู้ว่ามีคนเข้าใจคำศัพท์ไม่ตรงกันพอสมควร เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันในการอ่านเนื้อหาส่วนทีเหลือของเรื่องราวในสวนขี้คร้าน จึงขออธิบายนิยามของศัพท์ของรูปแบบในการทำการเกษตรต่อไปนี้ตามความเข้าใจส่วนตัวของผม

1. การเกษตรแบบผสมผสาน (Integrated Farming) คือ “การทำ การเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ ชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละอย่างต้องเกื้อกูล ประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการคือ 1) ต้องมีกิจกรรมการผลิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป 2) กิจกรรมการผลิตหนึ่งต้องเกื้อกูลต่ออีกกิจกรรมการผลิตหนึ่งอย่างเป็นวงจร ซึ่งการเกื้อกูลดังกล่าวอาจเกี่ยว ข้องกับอาหาร แร่ธาตุ อากาศ และพลังงาน 3) ก่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบฟาร์ม  ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงสัตว์ปีก หรือหมูเหนือสระเลี้ยงปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าว เป็นต้น

เกษตรผสมผสานไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรธรรมชาติเสมอไป การปลูกพืชก็ยังอาจเป็นเชิงเดี่ยว ใช้สารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง แต่การเกษตรแบบนี้จะมุ่งเน้นที่กิจกรรมเกื้อกูลกัน  และถือว่าลดความเสี่ยงจากการที่ทำการผลิตมากกว่า 1 ชนิดแล้ว

2.การเกษตรธรรมชาติ (Natural Farming)  มีผู้ใช้ชื่อเกษตรกรรมธรรมชาติในหลายความหมาย แต่ในประเทศไทยคำเรียกเกษตรกรรมธรรมชาติมักเป็นคำเรียกที่ใช้แทนระบบการเกษตรกรรมตามแนวของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เท่านั้น โดยเขาได้วางรากฐานของการเกษตรกรรมธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ
  • ไม่มีการไถพรวนดิน เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ด้วยการชอนไชของรากพืช และโดยสัตว์แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อยู่ในดิน
  • งดเว้นการใส่ปุ๋ย เนื่องจากการใส่ปุ๋ยเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวใน ขอบเขตแคบๆเท่านั้นธาตุอาหารที่พืชได้รับก็ไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยจึงมักอ่อนแอ ส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่ายขึ้น ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย
  • ไม่กำจัดวัชพืช เนื่องจากการกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักและไม่สามารถทำให้วัชพืชหมด
    สิ้นไปได้ ดังนั้นเกษตรกรรมธรรมชาติจึงต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางประเภทให้คลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยแก่พืชปลูกด้วย
  • ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรรมธรรมชาติของฟูกูโอกะในทางปฏิบัติทำโดยการโปรยฟางคลุมพื้นที่นา หว่านข้าวชนิดต่างๆที่เหมาะสมกับฤดูกาลลงไปพร้อมกับเมล็ดพืชตระกูลถั่ว และเทคนิคอีกอย่างก็คือการทำกระสุนดินเหนียวหุ้มเมล็ดข้าวเอาไว้เพื่อป้องกันนก หนู และศัตรูอื่นๆก่อนที่ข้าวจะงอก มีการใช้เทคนิคการไขน้ำเข้าในที่นาในโอกาสที่เหมาะสมเพื่อเปิดโอกาสให้ข้าวเติบโตสู้กับพืชคลุมด้วย

ปัจจุบันแนวความคิดของฟูกูโอกะได้รับการแพร่ขยายไปหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเขตเอเชีย ทั้งนี้เพราะปรัชญาการทำการเกษตรของฟูกูโอกะสอดคล้องกับพื้นฐานทางความเชื่อทางศาสนาของสังคมเกษตรกรรมในภูมิภาคนี้  โดยส่วนใหญ่เทคนิคของเกษตรกรรมธรรมชาติจึงต้องอาศัยการเกื้อกูลของพืชหลายชนิด  จึงจะไม่เป็นเกษตรเชิงเดี่ยว  เป็นเกษตรผสมผสานไปโดยธรรมชาติ (แม้นว่าเราอาจจะไม่ตั้งใจ)   เนื่องจากในธรรมชาติจะมีแมลง/สัตว์เข้ามาร่วมทำงานในระบบนิเวศน์อยู่แล้ว  แต่ถ้ามนุษย์จะเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการปลูกพืชด้วยก็ยังสามารถทำได้

3. การเกษตรกรรมอินทรีย์ (Organic Farming) คือ “ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่ง แวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นที่หลักการปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และ นิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์จึงลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืช และสัตว์เลี้ยง หลักการเกษตรอินทรีย์นี้เป็นหลักการสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม ภูมิอากาศ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย"

เกษตรกรรมอินทรีย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรผสมผสาน และอาจจะเป็นเชิงเดี่ยวก็ได้ เช่น การปลูกข้าวอินทรีย์อย่างเดียวเป็นร้อยๆ ไร่  ในขณะเดียวกันก็อาจจะไม่ใช่เกษตรธรรมชาติเพราะยังมีการกำจัดแมลงโดยใช้สารสกัดจากพืช หรือสัตว์ ยังมีการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์

หมายเหตุ อาจจะด้วยความเข้าใจในศัพท์ที่ผิด "การเกษตรธรรมชาติคิวเซ" น่าจะถือว่าเป็น "การเกษตรกรรมอินทรีย์" รูปแบบหนึ่งมากกว่า"เกษตรกรรมดธรรมชาติ"  เพราะยังมีการทำปุ๋ยหมัก ยังมีเทคนิคการฆ่าแมลงด้วยสมุนไพร

4. การเกษตรชีวพลวัตร (Biodynamic Agriculture) หัวใจสำคัญของเกษตรชีวพลวัตรก็คือ การมองโลกและสรรพสิ่งแตกต่างไปจากแง่มุมของวัตถุนิยม กล่าวคือสรรพ ชีวิตไม่ได้ประกอบด้วยอะตอมทางเคมีเท่านั้น แต่มี “พลังชีวิต” และความเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจักรวาล หลักการสำคัญของแนวทางเกษตรชีวพลวัตรนั้น ประการแรก เราต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างกว่าแค่ในเรื่องของนิเวศ การเกษตรของฟาร์ม โดยต้องมองถึงระดับจักรวาลด้วย เพราะการเจริญเติบโตของพืชนั้นได้รับอิทธิพลจากปัจจัยในระดับ โลกและจักรวาลพร้อมกัน และทำความเข้าใจในเรื่อง จังหวะของดวงดาวต่างๆ ซึ่งจะสามารถกำหนดการเพาะปลูกพืช และการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากจังหวะของดวงดาว ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 2-3 วันก่อนหน้าพระจันทร์เต็มดวง จะเป็นช่วงเวลาที่เมล็ดพันธุ์ได้รับการกระตุ้นให้มีการงอก ได้ดีที่สุด ได้มีการจัดทำปฏิทินการเพาะปลูกโดยอาศัยจังหวะของดวงดาวตามแนวทางเกษตรชีวพลวัตรมากว่า 40 ปี และ การฟื้นชีวิตให้กับดินจะช่วยส่งเสริมชีวิตของต้นไม้ ดังนั้น เกษตรชีวพลวัตรจึงสนับสนุนการทำปุ๋ยหมัก การปลูกพืชหมุน เวียน และการทำปุ๋ยพืชสด ในขณะที่ปุ๋ยเคมีจะฆ่าสิ่งมีชีวิตในดิน ทำให้ดินตาย พืชที่ปลูกในดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีเปรียบเสมือน เป็นพืชที่ถูกบังคับให้เจริญเติบโต เช่นเดียวกันกับเด็กที่ไร้มารดาคอยดูแล ดังนั้น พืชจึงมีความอ่อนแอต่อโรคและแมลง  เกษตรชีวพลวัตรยังให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองของฟาร์มด้วยการทำเกษตรผสมผสาน กล่าวคือ ฟาร์มควรมี สัตว์เลี้ยงในจำนวนที่พอเหมาะ เพื่อสัตว์จะได้ผลิตปุ๋ยคอกสำหรับใช้ในการปลูกพืช และเศษซากพืชที่เหลือก็นำมาใช้เป็น อาหารสัตว์ได้อย่างครบวงจร

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการเกษตรชีวพลวัตรเป็นรูปแบบหนึ่งของเกษตรผสมผสาน  แต่มีการสอดแทรกความเชื่อเรื่อง "พลังชีวิต" เข้ามาด้วย บางครั้งมีการวิพากวิจารณ์ว่าศาสตร์นี้เป็นเหมือนความเชื่อในสิ่งลี้ลับ เพราะหลายๆ อย่างที่สอนให้ทำไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้

5. วนเกษตร (Agroforestry) ระบบเกษตรที่ทำในพื้นที่ป่า เช่น ปลูกพืชแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ นำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า เก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมทั้ง การสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ คือมีไม้ยืนต้นหนาแน่น มีร่มไม้ปกคลุม และมีความชุ่มชื้นสูง

วนเกษตรอาจจะถือเป็นรูปแบบหนึ่งของเกษตรกรรมธรรมชาติที่มุ่งเน้นการทำการเพาะปลูกควบคู่ไปกับป่า  แต่เราสามารถทำเกษตรกรรมธรรมชาติโดยไม่มีป่าก็ได้

ถ้าสรุปง่ายๆ วนเกษตรเป็นการปลูกพืชที่มนุษย์บริโภค หรือใช้เป็นยาได้ในป่า คือทำป่าให้เป็นสวน  มีคนเสนอแนวคิดในทางกลับกันคือทำสวนให้เป็นป่า (edible forest) คือใชเทคนิคของการเติบโตของต้นไม้ในป่ามาเป็นหลักในการปลูกพืชที่มนุษย์บริโภคเลียนแบบป่า (โดยไม่จำเป็นต้องปลูกไม้ป่า)  เทคนิคเหล่านี้ได้แก่ การปลูกพืชที่หลากหลาย (biodiversity) การปลูกพืชรวมๆ กันหลายๆ ชั้นเหมือนลักษณะการเติบโตของต้นไม้ในป่า  ในเมืองไทยก็มีลักษณะคล้ายๆ แบบนี่เรียกว่า สวนสมรม  บางครั้งแนวคิดแบบนี้ก็ถูกเรียกว่า "เกษตรกรรมนิเวศวิทยา (Ecological Agriculture)"

6. เพอร์มาคัลเชอร์ (Permaculture) มีคนสับสนว่าเพอร์มาคัลเชอร์เป็นเกษตรรูปแบบหนึ่ง  แค่ความจริงน่าจะพูดในทางกลับกันว่าเกษตรกรรมเป็นเรื่องหนึ่งของเพอร์มาคัลเชอร์ เนื่องจากเพอร์มาคัลเชอร์ครอบคลุมศาสตร์อีกหลายๆ แขนงไม่ว่าจะเป็นสถาปัตกรรม การจัดโครงสร้างองค์กร  เพอร์มาคัลเชอร์จะเน้นที่การออกแบบระบบที่ทำงานได้ดีในระยะยาว  โดยรูปแบบการเกษตรในเพอร์มาคัลเชอร์เน้นความยั่งยืนในระยะยาว จึงจะคล้ายๆ กับแนวของเกษตรธรรมชาติ วนเกษตร หรือ เกษตรกรรมนิเวศวิทยา  รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการเกษตร  จึงทำให้คล้ายเกษตรกรรมผสมผสาน

ทั้งนี้เนื่องจากผู้คิดเรื่องเพอร์มาคัลเชอร์เคยทำงานในด้านการฟื้นฟูป่าไม้เสื่อมโทรม  ในช่วงแรกจึงไม่เห็นด้วยกับการปลูกพืชล้มลุกทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว / ข้าวโพด โดยในเพอร์มาคัลเชอร์จะเน้นการปลูกพืชที่มีอายุหลายปีเท่านั้น  ต่อมาได้เข้าใจเทคนิคการปลูกพืชล้มลุกจากการนำเสนอของปู่ฟู  จึงได้รวมเรื่องการปลูกพืชล้มลุกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเพอร์มาคัลเชอร์

ทุกเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นการมุ่งเน้นการลดการใช้ทรัพยากร และทำงานร่วมกับธรรมชาติให้มากขึ้น  ทำให้เรามีคำศัพท์รวมๆ เรียกทุกๆ อย่างว่า การเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable Agriculture)

ส่วนคำว่า เกษตรพอเพียง นั้นผมเข้าใจว่าเป็นชื่อเวปไซด์  ถ้าเป็นแนวคิดน่าจะเป็นเรื่องของการประยุกต์แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนที่ทำการเกษตร ซึ่งไม่ได้ระบุว่าจะเป็นการทำการเกษตรอินทรีย์ อาจจะเป็นการทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีก็ได้ ขอให้เข้ากับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็พอ  แต่ค่อนข้างจะออกไปทางแนวเกษตรผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยง และเน้นการลดรายจ่าย  สร้างความมั่นคงพื้นฐานของครอบครัวก่อนเป็นลำดับแรก

หรือไม่ก็อาจจะเป็นการย่อมาจากคำว่า เกษตรกรรมพอเพียงตามทฤษฎีใหม่  หรือย่อๆ ว่า เกษตรกรรมทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture)  ซึ่งก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะต้องเป็นเกษตรกรรมอินทรีย์  แต่จะเน้นไปในเรื่องการใช้พื้นที่   โดยเน้นถึงการผลิตที่พึ่งพาตนเอง สร้างความเข็มแข็งของตนเอง ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในพื้นที่ของตนเอง กล่าวคือ "พออยู่พอกิน" ไม่อดอยาก ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นเรื่องของการจัดการพื้นที่การเกษตรออกเป็น 4 ส่วน สัดส่วนการใช้พื้นที่ทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยประมาณดังนี้ 30:30:30:10 (พื้นที่ทำนา สระน้ำ พื้นที่ปลูกพืชแบบผสมผสาน และที่อยู่อาศัย)  อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝนและสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุกกว่าภาคอื่น หรือหากพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำมาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาดของบ่อหรือสระน้ำให้เล็กลง เพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได้

อาจกล่าวได้ว่า "เกษตรกรรมทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางในการประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับพื้นที่ราบที่เป็นรูปธรรม  หรือเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐพอเพียง สำหรับลักษณะพื้นที่ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศกำลังทำอยู่นั่นเอง  แต่ "เกษตรกรรมทฤษฎีใหม่" อาจจะไม่เหมาะสมกับทุกพื้นที่  ดั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ ณ ศาลาดุสิดาลัย มีความตอนหนึ่ง ดังนี้

"...การทำทฤษฎีใหม่นี้มิใช่ของง่ายๆ แล้วแต่ที่ แล้วแต่โอกาสและแล้วแต่งบประมาณ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทราบถึงทฤษฎีใหม่นี้กว้างขวางและแต่ละคนก็อยากได้ ให้ทางราชการขุดสระแล้วช่วย แต่มันไม่ใช่สิ่งง่ายนัก บางแห่งขุดแล้วไม่มีน้ำ แม้จะมีฝนน้ำก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันรั่ว หรือบางทีก็เป็นที่ที่รับน้ำไม่ได้ ทฤษฎีใหม่นี้จึงต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมด้วย...ฉะนั้น การที่ปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่หรืออีกนัยหนึ่งปฏิบัติเพื่อหาน้ำให้แก่ราษฎร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่าย ต้องช่วยกันทำ..."

ดังนั้นในการประยุกต์แนวทางการทำการเกษตรในรูปแบบต่างๆ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของพื้นที่ และทรัพยากร


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: เพียรบ้านไร่ ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 10:46:25 AM
สวัสดีครับ

กระทู้นี้อัดแน่นไปด้วยสาระดี ๆ ขอบคุณที่กรุณาสละเวลาค้นคว้าและนำมาลงให้ติดตามอ่าน  เป็นอีกกระทู้หนึ่งที่คนอย่างผมต้องอ่านหลายรอบเพราะเนื้อหาหลายอย่างต้องใช้สมาธิมากขึ้นในการทำความเข้่าใจ และสามารถจะเอาไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับอ้างอิงได้ครับ

เพียร  :)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 12:04:06 PM

เมื่อเข้าใจธรรมชาติของหลังคาแล้วความจริงก็อยากได้หลังคาสไตล์ปั้นหยา  แต่ติดที่มีงบสร้างขนำประมาณ 2 แสนบาท ถ้าไปหมดงบกับหลังคามากก็จะเหลืองบทำอย่างอื่่นน้อย (เฉพาะวัสดุของหลังคาก็หมื่นแล้วครับ)  จึงขอลดทอนมาเป็นหลังเพิงหมาแหงนแบบมีจั่วหน้า  เพราะว่าใช้เหล็กโครงสร้างหลังคาน้อย  ผมลดโครงสร้างด้วยการสั่งเสาตรงกลางสูงกว่าเสาตรงปลายหลังคา ทำให้ประหยัดโครงสร้างเหล็กไป  ส่วนชนิดกระเบื้องก็เอาแบบลอนคู่ ไม่กล้าเอาซีแพคเพราะว่าใช้งบเยอะทั้งโครงสร้างหลังคาที่ต้องใหญ่ขึ้น และกระเบื้องที่แพงกว่าโดยไม่มีผลในเรื่องความร้อนเย็นในบ้านมากนัก

([url]https://lh5.googleusercontent.com/-yfoYEklewXU/UK9LPTeAHYI/AAAAAAAAAaU/eJzkjyCcH8I/s664/P8202313.JPG[/url])

เมื่อทำโครงหลังคาเสร็จก็ยังมีการเสริมด้วย แผ่นฟอลย์ (ราคาไม่แพงมาก แต่จำราคาไม่ได้แล้ว) ก่อนการปูกระเบื้อง  เพื่อให้อากาศร้อนอยู่ระหว่างกระเบื้อง และฟอยล์มากกว่าจะกระจายลงมาด้านล่าง  ส่วนใต้หลังคาก็ยังมีการทำฝ้าเพดานอีกชั้นแต่ไม่ได้รองด้วยฉนวนกันความร้อนใต้ฝ้าอีกชั้นเพราะว่ามีราคาค่อนข้างสูง  แต่เห็นจากกระทู้คุณเอ๊ะแล้ว  ยังเสียดายว่าน่าจะลองพิจารณาใช้โฟมที่มีราคาถูกมาปูเหนือฝ้าอีกที  แต่แค่นี้บ้านก็ค่อนข้างเย็นในหน้าร้อนแล้ว  จึงยังไม่ได้เดือนร้อนติดตั้งโฟมเหนือฝ้าอีกชั้นนึง

([url]https://lh6.googleusercontent.com/-U_nHgK9lsCk/UK9SZjscDXI/AAAAAAAAAa4/W6kUv7HTeCc/s664/P8272329.JPG[/url])

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีผลต่อความเย็นบ้านคือความสูงของเพดาน  ในกรณีที่เราจะติดแอร์ เราจะไม่อยากมีเพดานสูงเพราะว่าจะต้องใช้แอร์ที่มี BTU เยอะๆ แต่ในกรณีขี้คร้าน ไม่ติดจะแอร์แบบผมก็ควรจะเลือกให้บ้านทรงสูงขึ้นอีกสักนิด  ถ้าโชคดีเจอช่างที่รับเหมาตามพื้นที่ที่ดินเป็นตารางเมตรเหมือนผม  แต่เขาไม่ได้สนใจว่าจะต้องก่อผนังสูงแค่ไหน  ก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม ส่วนค่าวัสดุเพิ่มขึ้นก็อีกไม่มากนัก แต่ค่อนข้างคุ้มเพราะจะทำให้เย็นกว่าบ้านเพดานเตี้ยเนื่องจากมีพื้นที่ให้อากาศที่ร้อนกว่าลอยสูงขึ้น และระดับที่เราอยู่อาศัยก็จะอยู่ไกลจากหลังคามากขึ้น

ปล.ตอนที่สร้างขนำยังไม่เข้าหน้าแล้ง  เพื่อนๆ คงเข้าใจได้ว่าต้นไม้เขียวแบบนี้ล่ะผมเลยตัดสินใจซื้อที่ดินเร็วไปหน่อย  >:( >:( >:(



หลังคาเพิงหมาแหงนเดี๋ยวนี้ ทำกันเยอะครับ หันหน้าแหงนเข้าทางลมด้วยแล้ว สบายเลย
เพื่อนผมก็ทำอยู่ทางใต้ เป็นทั้งร้านค้าและอาศัยอยู่ ค่อนข้างใหญ่และลงทุนเยอะพอควร

(http://image.ohozaa.com/i/97a/Ooz7RJ.jpg)


แต่ของเพื่อนใช้หลังคาเมทัล ชีทแบบมีฟอล์ยกันร้อนในตัวครับ

(http://image.ohozaa.com/i/23a/8A98DD.jpg)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 12:28:53 PM
ว่าไปขอต่อสักหน่อย เวลาเรานึกถึงเพิงหมาแหงน เรามักนึกถึงเพิงเก่าๆริมทางหรือในทุ่งนา สำหรับพักผ่อนชั่วคราว
ดูไม่เหมาะที่จะเอามาทำเป็นบ้าน
แต่ความจริงนั้น เพิงหมาแหงนเป็นหลังคาที่เก่าแก่แบบหนึ่ง นับแต่มนุษย์ออกจากถ้ำ(ที่พักที่ธรรมชาติสร้างให้)
มาทำที่พักอาศัยเองภายนอกถ้ำ

(http://www.camping-field-guide.com/images/vegetation-lean-to-shelter.jpg)

(http://practicalsurvivor.smugmug.com/photos/787406049_DAy4Y-M.jpg)


ภาพที่พอรื้อๆหาได้ เพิงหมาแหงนยุคในยุคโบราณจะเป็นอย่างนี้ครับ มีการอำพรางโดยใช้
ใบไม้แห้งจากพื้นอีกที (เอาภาพมาจากเวบฝรั่งพวกsurvival)


ฝรั่งเองก็ใช้เพิงหมาแหงน ใช่มีแต่ในเมืองไทย

(http://2.bp.blogspot.com/-P1OSQSzxW1Q/TvtKUyVyh_I/AAAAAAAAAJQ/amXvIJZpN3M/s1600/cognac+and+cigar+lean+to+whitfacew.jpg)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: SHAMAAN ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 12:56:09 PM
ท่านจอมดาบสันหลังยาวววว กล่าวเกินไป ข้าน้อยด้วยวรยุทธเพิ่งเริ่มฝึกวิชาได้เพียงขวบปี ยังคงเป็นท่า”หม่าปู้” หรือ ”นั่งม้า” อยู่เลย   บรรดาท่านอาจารย์ปู่ทั่งหลายบอกว่าให้ทำจิตให้นิ่ง หัดสังเกตุให้มาก คิดให้มาก ใช้เวลาเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด  ด้วยความด้อยยุทธเวลาเมื่อยๆ กับจากการ "นั่งม้า" ข้าน้อยก็มักจะขยับแข้งขยับขาอย่างไร้กระบวนท่า  หาได้เป็นท่ามวยกับเขาไม่  คงอีกนานกว่าจะมีเคล็ดวิชามาแลกเปลี่ยนกับท่านจอมดาบฯ  ข้าน้อยสิต้องขอคาราวะท่านจอมยุทธ zin 1 จอก  ในภายภาคหน้าจะเข้าไปเยี่ยมคาราวะด้วยตนเอง

ติดใจที่เจ้าของสวนพิมพ์เอาไว้(ตามที่ลอกเอามาลงไว้ข้างบน)ศัพท์ที่ใช้เช่น "หม่าปู้ " "นั่งม้า" แน่  น่าจะเป็นจอมยุทธผู้ซ่อนตนท่านหนึ่งขอคารวะหนึ่งจอกและจะติดตามเป็นแฟนคลับด้วย
สำหรับท่านที่ตามอ่านอยู่อยากแนะนำให้หาหนังสือ"เกษตรธรรมชาติ" เขียนโดยชินเป มูรากามิ (ชื่อหนังสือไม่ค่อยตรงนะครับ)เป็นหนังสือประสบการณ์การทำงานในภาคสนามในประเทศไทย พอหาได้จากบูธขององค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวเนื่องกับงานเกษตรในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  ชินเปเป็นลูกศิษย์ของปู่ฟูเคยได้รับมอบหมายให้ไปแนะนำเกษตรธรรมชาติในอินเดีย ต่อมาได้มาทำวิจัยภาคสนามในไทยน่าจะกว่าห้าปีจึงมีหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
สำหรับท่านที่สนใจ permaculture มีชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งมาซื้อที่ข้างๆศูนญ์พันพรรณ ของคุณโจน ที่แม่แตงทำกันอยู่และมีค่ายสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เกาะพงันด้วยลองตามหาในเวบดูผมจำ URL ไม่ได้


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 05:38:25 PM
ขอบคุณมากน้องเอ็ม  เอาภาพมายั่วให้เกิดกิเลสอีกแล้ว  ;D ;D ;D  ผมเลือกหลังคาแบบนี้จากคุณสมบัติในการระบายความร้อน และราคาค่าก่อสร้างที่ไม่ได้แพงจนเกินไป  

ส่วนเรื่องเหตุผลที่ไม่ได้ใช้หลังคา Metal Sheet นั้น  ผมขับรถไปคุยกับที่ร้านมา 2 รอบ  ตัดสินใจเลือกหลังคาลอนคู่ด้วยเหตุผล 4 ประการ

1. ต้นทุนรวมไม่ต่างกันมาก (Metal Sheet ถูกกว่า) สำหรับบ้านขนาดเล็ก  เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และความยากง่ายในการบำรุงรักษาในระยะเวลาประมาณ 10 ปีหลังจากนี้ก็เลยยอมตัดใจเลือกหลังคาลอนคู่
2. คุณสมบัติที่เย็นกว่าของหลังคาลอนคู่ เมื่อเทียบกับ Metal Sheet + ฉนวนความร้อน  (โฟมจะมีอายุไม่นาน  ในระยะยาวก็จะสภาพเร็วกว่า) รวมทั้งอายุการใช้งานนานกว่า
3. การซ่อมแซม Metal Sheet จะต้องเปลี่ยนทีนึงเยอะ  แต่การซ่อมหลังคากระเบื้องจะซ่อมเฉพาะชิ้นที่เสียหายได้
4. สำคัญมาก..ช่างที่สร้างบ้านให้ไม่มีประสพการณ์ติดตั้งหลังคา Metal Sheet เลยไม่ค่อยไว้ใจ  ฮ่าๆๆๆ

แต่คำตอบอาจจะเปลี่ยนไป  ถ้าอาคารใหญ่กว่านี้มากๆ หรือเป็นอาคารชั่วคราวที่เราไม่แน่ใจว่าจะใช้งานกี่ปี  ผมก็คงจะเลือกหลังคา Metal Sheet แทน  เพราะจะประหยัดค่าโครงสร้างหลังคา รวมทั้งโครงสร้างรับน้ำหนักทางโยธาส่วนอื่นๆ ด้วย

ส่วนการตัดสินใจหันหน้าไปทางทิศเหนือ แทนที่จะรับลมทางทิศใต้  มีเหตุผล 2 ประการคือ
1. ผมต้องการให้ลมพาลมร้อนออกไปทางด้านบน  จึงอยากให้ลมที่ส่วนใหญ่จะพัดมาจากทางใต้ในฤดูร้อนเข้าทางด้านที่เตี้ยกว่า และพัดออกไปทางด้านที่สูงกว่าทางด้านทิศเหนือ

(https://lh6.googleusercontent.com/-F1ccQ6Iz29g/UJj7fe2CBmI/AAAAAAAAATc/1RKOP0n7tpo/s714/Rain00.jpg)

(https://lh4.googleusercontent.com/-5VfwjgNUjn4/Uw77JG_dhwI/AAAAAAAAEfo/fq38bmJ6-Bk/w700-h93-no/wind.jpg)

2. คือเมื่อพิจารณาข้อมูลปริมาณฝน และทิศทางลมในแต่ละเดือนแล้ว  ในเดือนที่มีฝนตกลมจะพัดมาจากทางใต้เป็นส่วนใหญ่  กอปรกับการเฝ้าสังเกตุเวลาฝนตกในพื้นที่อยู่หลายเดือน  มันจะตกเฉียงไปทางใต้เนื่องจากอิทธิพลของลมจริงๆ   แต่ตอนพายุเข้าจะใช้หลักการนี้ไม่ได้  เพราะลมจะเปลี่ยนทิศกลับไปกลับมาทำให้เดาทิศที่ฝนสาดไม่ได้  ดังนั้นผมจึงเอาทิศทางของฝนในสภาวะปกติที่มีแนวโน้มจะพัดเฉียงมาจากทางใต้  จึงเลือกให้หลังคาหลังด้านยาวที่สุดไปทางด้านใต้เพื่อลดปัญหาฝนสาด

จากการใช้งานจริงมาหลายเดือน  ปัญหาฝนสาดตอนมีลมพายุแรงๆ ยังมีอยู่  ยังมีร่องรองฝนซึมในบางตำแหน่ง  ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะหลังคาลาดเพียง 15-20 องศาเท่านั้น  ไม่ได้ลงทุนทำหลังคาทรงสูง  และกันสาดยื่นออกไปจากตัวบ้านเพียง 1 เมตรเท่านั้น แต่อากาศถ่ายเทใต้หลังคาค่อนข้างดี  ในหน้าร้อนจะรู้สึกได้เลยว่าภายในบ้านเย็นกว่าข้างนอกมากทั้งๆ ที่ไม่ได้ติดแอร์  ในช่วงเวลาที่ข้างนอกไม่มีลมก็จะยังมีลมอ่อนๆ ภายในบ้าน  ทำให้อากาศไม่ร้อนมาก


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 05:42:27 PM
ติดใจที่เจ้าของสวนพิมพ์เอาไว้(ตามที่ลอกเอามาลงไว้ข้างบน)ศัพท์ที่ใช้เช่น "หม่าปู้ " "นั่งม้า" แน่  น่าจะเป็นจอมยุทธผู้ซ่อนตนท่านหนึ่งขอคารวะหนึ่งจอกและจะติดตามเป็นแฟนคลับด้วย

สำหรับท่านที่ตามอ่านอยู่อยากแนะนำให้หาหนังสือ"เกษตรธรรมชาติ" เขียนโดยชินเป มูรากามิ (ชื่อหนังสือไม่ค่อยตรงนะครับ)เป็นหนังสือประสบการณ์การทำงานในภาคสนามในประเทศไทย พอหาได้จากบูธขององค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวเนื่องกับงานเกษตรในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  ชินเปเป็นลูกศิษย์ของปู่ฟูเคยได้รับมอบหมายให้ไปแนะนำเกษตรธรรมชาติในอินเดีย ต่อมาได้มาทำวิจัยภาคสนามในไทยน่าจะกว่าห้าปีจึงมีหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

สำหรับท่านที่สนใจ permaculture มีชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งมาซื้อที่ข้างๆศูนญ์พันพรรณ ของคุณโจน ที่แม่แตงทำกันอยู่และมีค่ายสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เกาะพงันด้วยลองตามหาในเวบดูผมจำ URL ไม่ได้

ขอบคุณที่แวะมาทักทาย  ผมยังหาหนังสือของ "ชินเป" ในเวปไม่เจอครับ  ไม่ทราบว่ามีชื่อของสำนักพิมพ์มั๊ยครับ  เผื่อจะไปตามหาซื้อมาอ่านครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 11:25:25 PM
สวัสดีครับ

กระทู้นี้อัดแน่นไปด้วยสาระดี ๆ ขอบคุณที่กรุณาสละเวลาค้นคว้าและนำมาลงให้ติดตามอ่าน  เป็นอีกกระทู้หนึ่งที่คนอย่างผมต้องอ่านหลายรอบเพราะเนื้อหาหลายอย่างต้องใช้สมาธิมากขึ้นในการทำความเข้่าใจ และสามารถจะเอาไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับอ้างอิงได้ครับ

เพียร  :)

ขอบคุณครับ  ขออภัยที่เนื้อหาหนักไปหน่อย  ยังกังวัลอยู่เหมือนกันว่าจะไม่มีคนอ่านเพราะว่าบางครั้งต้องใช้ความคิดในการทำความเข้าใจ  เลยจะเครียด พาลไม่อยากอ่าน  แต่ยังพอจะมีคนกลุ่มเล็กๆ ติดตามอ่านอย่างเงียบๆ และมีเพื่อนหลายคนคอยให้กำลังใจให้เขียน  เพราะหลายๆ เรื่องหาอ่านที่อื่นไม่ค่อยจะได้


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: SHAMAAN ที่ พฤศจิกายน 28, 2012, 11:34:43 PM
เดี๋ยวว่างๆจะลองรื้อห้องดูให้ครับ คาดว่าจะเป็นของมูลนิธิสุขภาพไทยหรือโกมล


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Magnum (rew) ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 08:31:30 AM
ขอบคุณครับ พี่ธีรพันธ์
เรื่องทางฝนสาดนี่ผมลืมนึกไปจริงๆ
ส่วนเรื่องอากาศร้อนเหมือนพี่ว่า อากาศร้อนจะเบาและลอยตัวขึ้นสูงได้
ให้ลมพัดมาจากส่วนหลังด้านเตี้ยๆดีกว่า ไล่ลมร้อนขึ้นสูงตามแนวหนังคาได้
สุดยอดครับ แนวคิดนี้...


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Nine. ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 09:06:28 AM
บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน

(https://lh6.googleusercontent.com/-h9EinDO2QPY/UKparqj2ZvI/AAAAAAAAAVo/kWaT5G7EZ0E/s674/Home_Location.jpg)


สงสัยเรื่้องของขอบๆทั้งสี่ด้านที่แบ่งเป็น8ช่องครับ มันคืออะไรเอ่ย
หรือช่องประตูรั้วครับ
ถูกต้องแล้วครับน้องริว ด้านนอกจะเป็นช่องที่เราจะเจาะเป็นประตูรั้ว  โดยจะคล้ายกันคือให้แบ่งความยาวของแนวรั้วแต่ละทิศออกเป็น 8 ส่วน แต่ละส่วนจะมีคำทำนายในคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว  อ่านๆ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเข้าใจแนวคิดเบื้องหลัง  ฟังดูเป็นไสยศาสตร์ล้วนๆ  ต่างกับฮวงจุ้ยที่ดูเหมือนจะสามารถอธิบายด้วยหลักการในธรรมชาติได้บ้าง  แต่..ไม่เชื่ออย่าลบหลู่... ผมเองกลับไปดูตำแหน่งบ้าน/รั้วของเจ้าของสวนเดิม ปรากฎว่าเขาสร้างกระท่อมอยู่ตำแหน่งริมของโกสัมภี (อยู่เร่งไข้)  แม้นว่าจะเกือบเป็นตำแหน่งราชเสมา  แต่ก็ยังอยู่ในตำแหน่งโกสัมภี (อยู่เร่งไข้)   ส่วนรั้วของเขาอยู่ตำแหน่ง "เสียของ" แบบเต็มๆ  ปรากฎว่าเจ้าของเก่าขายสวนให้เพราะคุณลุงเขาไม่สบาย ควบคุมกล้ามเนื่อไม่ค่อยได้ทำให้พักอยู่ที่สวนได้ไม่สะดวก เริ่มไม่ปลอดภัยในการขับรถเดินทางเข้าออกสวน และคุณป้าก็ขับรถไม่เป็น  คุณป้าภรรยาของคุณลุงเลยขายที่ดินย้ายลงไปอยู่ที่ดินอีกแปลงในเมือง   พอผมอ่านเจอแบบนี้ก็เลยย้ายตำแหน่งทั้งรั้ว และตำแหน่งสร้างขนำจากตำแหน่งเดิมโดยทันที อาจจะฟังดูไม่มีเหตุผล  แต่ดันไปได้ยินเรื่องตำรานี้มาจากที่อาจารย์เดชาสอนคุณอุ้ม ก็เลยเลือกหลบตำแหน่งที่อัปมงคลเพื่อความสบายใจ ;D ;D ;D

หากลงหลักปักเสาเข็มปลูกที่อยู่ไปแล้วปรากฏว่าผิดตำแหน่งที่ดีไปจากตำรา  ในตำราแนะนำวิธีแก้ไขไว้บ้างไหมครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: James ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 09:30:52 AM
เขาคุยเรื่องเพิงหมาแหงนกันอยู่ เราไม่รู้จะคุยอะไร หายไปสองวัน กลับเขามาตามแทบไม่ทัน
เป็นอันว่า  ได้ข่าวว่าก๊าซ LPG กำลังจะลอยตัว   สงสัยว่าเมื่อก่อนมันคงจมตัวอยู่มั้ง! วันนี้เลยลอย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: phitakkrit ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 10:09:47 AM
บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

ความจริงตั้งใจจะมาเขียนบทที่ 5 ยาวๆ แต่หมดเวลาไปกับการเม้นท์นานไปนิดนึง  ขออนุญาตเริ่มต้นบทที่ 5 สั้นๆ โดยนำเอาศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสร้างขนำ

5.1 ตำแหน่งที่ตั้งของขนำ

ถ้ามีเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตรเหมือนใน กทม. ผมคงไม่ต้องคิดมากว่าจะสร้างขนำตรงไหนในที่ดินดี แต่ด้วยขนาดที่ดินที่ใหญ่จึงเป็นประเด็นให้คิดว่าจะวางตำแหน่งบ้านไว้ตรงไหนดี  ในตอนเริ่มต้นยังไม่ทันรู้จักเพอร์มาคัลเจอร์ เราไม่ใช้วิทยาศาสตร์ก็ใช้ไสยศาสตร์แทนแล้วกัน ;D ;D ;D  ศาสตร์แรกเป็นศาสตร์ของพราหม์ได้ยินมาจากตอนอาจารย์เดชาสอนอุ้มในรายการ "ฉันจะเป็นชาวนา" เรียกว่าคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว

(https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc6/222934_203950479639641_7583479_n.jpg)

วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน

(https://lh6.googleusercontent.com/-h9EinDO2QPY/UKparqj2ZvI/AAAAAAAAAVo/kWaT5G7EZ0E/s674/Home_Location.jpg)

สงสัยตรงหัวมุมทั้งสี่ด้านที่เป็นสีขาวๆ มันมีความหมายดีหรือไม่ดีครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ktikamporn ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 11:53:58 AM
มาลงชื่ออ่านไว้ก่อน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ktikamporn ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 12:24:06 PM
อ่านเล่มนี้ก่อน
ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว (http://www.4shared.com/office/5_jARvhl/_Masanobu_Fukuoka.html)


วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 1
http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/211---1.html (http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/211---1.html)

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 2
http://www.4shared.com/office/_2ZctzVn/__2.html (http://www.4shared.com/office/_2ZctzVn/__2.html)


วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 3
http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/209---3.html (http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/209---3.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: Marginal Man ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 12:31:50 PM
ยังอ่านไม่ครบทุกหน้า สนทนากันคงไม่ค่อยเข้าใจความ Rep นี้ขอสั้นๆ ชอบคำว่า ขี้คร้าน เพราะนัยยะของคำนน่าจะต่างจากเกียจคร้าน

เพิ่มเติมอีกนิด

กดไปกดมาเจอสมาชิกใจดีนำลิงค์ "วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 1-3 มาแปะ นึกถึงเล่ม 1 ที่เคยหยิบมาดูสารบัญแล้ว แต่ต้องตัดใจเพราะต้องซื่อเล่มอื่นๆ ที่ต้องใช้เขียนวิทยานิพนธ์ก่อนเพราะแต่ละเดือนมีข้อจัดเรื่องงบประมาณ ต้องขอขอบคุณ เจ้าของกระทู้ที่นำเสนอข้อมูล และขอบคุณ คุณ  NumCha   ที่เสาะหามาให้อ่าน ถ้าไม่ติดขัดผมจะรีบหาซื้อต้นฉบับ

ขอแสดงความจำนงในการติดตามกระทู้นี้ด้วยคนครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 02:09:33 PM
หากลงหลักปักเสาเข็มปลูกที่อยู่ไปแล้วปรากฏว่าผิดตำแหน่งที่ดีไปจากตำรา  ในตำราแนะนำวิธีแก้ไขไว้บ้างไหมครับ
ผมยังหาหนังสือเล่มจริงไม่ได้เลยครับ ได้รับทราบจากรายการทีวีแค่หน้าเดียว อันนี้ไม่ทราบจริงๆ ถ้าจะแนะนำ ก็คงให้ซื้อที่ดินที่ติดกันเพิ่มจนตำแหน่งบ้านเปลี่ยนไป (ล้อเล่นนะครับ) ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 04:34:19 PM
สงสัยตรงหัวมุมทั้งสี่ด้านที่เป็นสีขาวๆ มันมีความหมายดีหรือไม่ดีครับ

วงด้านนอกจะเป็นตำแหน่งประตูรั้วของที่ดินครับ  ตำแหน่งสีขาวจะเป็นแค่จุดมุมรั้วของที่ดิน  เนื่องจากเป็นแค่จุดจึงไม่สามารถสร้างเป็นประตูรั้วได้  จึงไม่ได้มีความหมายว่ามงคล หรือไม่มงคลครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 05:38:43 PM
เขาคุยเรื่องเพิงหมาแหงนกันอยู่ เราไม่รู้จะคุยอะไร หายไปสองวัน กลับเขามาตามแทบไม่ทัน
เป็นอันว่า  ได้ข่าวว่าก๊าซ LPG กำลังจะลอยตัว   สงสัยว่าเมื่อก่อนมันคงจมตัวอยู่มั้ง! วันนี้เลยลอย


ถูกๆๆๆ...ต้องแล้วครับ ก๊าซ LPG หนักกว่าอากาศประมาณ 2 เท่า  เวลารั่วจะลอยต่ำ  ไม่ลอยขึ้นด้านบน  จึงมีกฎห้ามไม่ให้จอดรถที่ใช้ก๊าซ LPG ในชั้นใต้ดิน  เพราะถ้าก๊าซรั่วจะลอยต่ำทำให้เป็นอันตรายกับคนที่จะเข้าไปในพื้นที่ ทำให้หมดสติได้  นอกจากนั้นถ้าเกิดการระเบิดจะเกิดแรงอัดที่รุนแรงกว่าการรั่วในชั้นจอดรถด้านบน เป็นอันตรายต่อโครงสร้างอาคาร

เอ...พี่เจมส์ฉลาดจริงๆ รู้อีกว่าก๊าซ LPG มันจมตัว  สงสัยจริงๆ ว่ารัฐบาลจะทำให้มันลอยสูงขึ้นได้งัย  ;D ;D ;D

อ้างถึงข้อมูลจาก http://www.npc-se.co.th/npc_date/npc_previews.asp?id_head=5&id_sub=17&id=749 (http://www.npc-se.co.th/npc_date/npc_previews.asp?id_head=5&id_sub=17&id=749)

ปล. ส่วนเมื่อก๊าซ NGV รั่วจะระเหยขึ้นไปบนอากาศ อย่างรวดเร็ว แทบจะไม่เป็นอันตรายจากการลุกไหม้เลย 


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: SHAMAAN ที่ พฤศจิกายน 29, 2012, 11:20:13 PM
ลองไปรื้อตั้งหนังสือในห้องมาแล้วครับหนังสือชื่อ "สู่สำนึกธรรมชาติ" จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโกมล คีมทอง เวลามีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติบางครั้งจะมีวางขายอยู่


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: สุ ป่าริมห้วย ที่ พฤศจิกายน 30, 2012, 01:18:06 AM
     คาระวะ...ท่านจอมยุทธ..ธี.. ;)

     เคล็ดวิชาที่ท่านนำมาเปิดเผยสูงส่งยิ่งนัก แต่เรา สุน้อย  ไร้วรยุทธ.. โง่เขลาเบาปัญญา..
     เคล็ดวิชา"เพิงหมาแหงน" ของท่าน ช่างคล้ายคลึงกับเพลงยุทธ "กระท่อม สายรุ้ง"..
     ของ"กะเหรี่ยง" แถวบ้านข้าพเจ้ายิ่งนัก...ฤ..นี่มิใช่ เคล็ดวิชาที่มาจากพื้นฐานสำนักเดียวกัน..สูงสุดคืนสู่สามัญ... ;D

                                                                                                                 แอบเป็นศิษน้อง.... :D
                                                                                                                  สุน้อย  ไร้วรยุทธ..


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: SinchaiTK ที่ พฤศจิกายน 30, 2012, 04:05:44 AM
ลองหลังคาที่ทำจากกล่องเครื่องดื่มสิครับ ผมใช้อยู่ลดอุณหภูมิไปได้ 3-5 องศา ทนทานกันน้ำ ซ่อมแซมติดตั้งง่ายมากๆ เพราะไม่แตก บิดงอได้ แผ่นใหญ่ ไม่ซับน้ำ ไม่ต้องเผื่อโครงสร้าง

โรงงานที่ผลิตอยู่บางนาตราดกม. 23 ลองเข้าไปดูไปทดสอบก่อนได้ เขามีบ้านที่มุงไว้ให้ทดสอบด้วยครับ


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: เพียรบ้านไร่ ที่ พฤศจิกายน 30, 2012, 05:21:48 AM
ลองหลังคาที่ทำจากกล่องเครื่องดื่มสิครับ ผมใช้อยู่ลดอุณหภูมิไปได้ 3-5 องศา ทนทานกันน้ำ ซ่อมแซมติดตั้งง่ายมากๆ เพราะไม่แตก บิดงอได้ แผ่นใหญ่ ไม่ซับน้ำ ไม่ต้องเผื่อโครงสร้าง

โรงงานที่ผลิตอยู่บางนาตราดกม. 23 ลองเข้าไปดูไปทดสอบก่อนได้ เขามีบ้านที่มุงไว้ให้ทดสอบด้วยครับ


ช่วยบอกราคากับลงภาพให้ดูหน่อยสิครับ

เพียร  :)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: siripan1112 ที่ พฤศจิกายน 30, 2012, 05:36:11 AM
วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 1
[url]http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/211---1.html[/url] ([url]http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/211---1.html[/url])

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 2
[url]http://www.4shared.com/office/_2ZctzVn/__2.html[/url] ([url]http://www.4shared.com/office/_2ZctzVn/__2.html[/url])


วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 3
[url]http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/209---3.html[/url] ([url]http://www.readbookme.com/diyahow-to-/religion-and-philosophy/209---3.html[/url])




Thank you so much.
C'est bon marci.


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ พฤศจิกายน 30, 2012, 08:53:56 AM
     คาระวะ...ท่านจอมยุทธ..ธี.. ;)

     เคล็ดวิชาที่ท่านนำมาเปิดเผยสูงส่งยิ่งนัก แต่เรา สุน้อย  ไร้วรยุทธ.. โง่เขลาเบาปัญญา..
     เคล็ดวิชา"เพิงหมาแหงน" ของท่าน ช่างคล้ายคลึงกับเพลงยุทธ "กระท่อม สายรุ้ง"..
     ของ"กะเหรี่ยง" แถวบ้านข้าพเจ้ายิ่งนัก...ฤ..นี่มิใช่ เคล็ดวิชาที่มาจากพื้นฐานสำนักเดียวกัน..สูงสุดคืนสู่สามัญ... ;D

                                                                                                                 แอบเป็นศิษน้อง.... :D
                                                                                                                  สุน้อย  ไร้วรยุทธ..

 ;D ;D ;D แม่นางสุ อย่าถึงกับเรียกเป็น "กระท่อม สายรุ้ง" เลย  ในยุคนี้สมัยนี้ สีรุ้งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านที่เปิดเผยตัวเองว่าเป็นกลุ่มรักร่วมเพศ (อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Rainbow_flag_(LGBT_movement) (http://en.wikipedia.org/wiki/Rainbow_flag_(LGBT_movement)) )  เดี๋ยวผมจะถูกภรรยาเหน็บแนมเอาได้

ส่วนเคล็ดวิชา "เพิงหมาแหงน" หรือเรื่องศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับบ้านที่ผมพูดถึงล้วนเป็นเรื่องที่บรรพชนในโลกปฏิบัติมาหลายพันปี  อาจจะเป็นการบอกต่อให้ทำตามกันมา ลักจำทำตามๆ กันมา หรือการบอกเล่าเหตุผลเบื้องหลังสืบทอดกันเป็นความลับประจำตระกูล   ศิษย์พี่เพียงแค่สอดแทรกคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าระบบมันทำงานอย่างไรเท่านั้นเอง  แต่ก็จะไม่ประหลาดใจที่สถาปัตยกรรมในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศคล้ายกันจะลงเอยคล้ายกัน หรือเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ค่อยๆ แสดงตัวให้เราได้เห็น กระซิบบอกให้เราได้ยิน  เมื่อมนุษย์เปิดใจรับฟังก็จะได้รู้ได้เห็นคำตอบที่คล้ายๆ กัน จะเรียกว่า "สามัญ" ก็คงไม่ผิด  หาใช่ว่าศิษย์พี่เป็น "กะเหรี่ยง" ประจวบฯ ไม่  ;D ;D ;D

เรื่องที่น่าประหลาดใจกว่าคือมีการลอกเลียนแบบสถาปัตยกรรมของอีกภูมิอากาศหนึง มาใช้สร้างที่อยู่อาศัยในอีกภูมิอากาศหนึ่ง  โดยไม่ได้เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง  จนก่อให้เกิดปัญหาสืบเนื่องจากการออกแบบ และยังพยายามแก้ไขปัญหาที่ปลายทางด้วยการใช้พลังฟอสซิล  แทนที่จะปรับปรุงแบบของที่อยู่อาศัย ...กรรม  :'( :'(


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ธันวาคม 02, 2012, 09:21:35 PM
เมื่อวานนี้ทำขยันไปตัดวัชพืชแหวกทางเพื่อปลูกต้นไม้ เผลอเหยียบตอไม้ขนาดประมาณครึ่งนิ้วที่ตัดไว้เป็นปลายแหลมแบบเต็มๆ ตอไม้ทะลุรองเท้าบู๊ทแล้วมาทะลุเนื้อเข้าไปกลางฝ่าเท้าขวาแบบเต็มๆ ลึกประมาณ 1 ซม.  เดินลากขามาเอาพาสเตอร์ที่บ้านปิดแผลแล้วทนเจ็บขับรถไปโรงพยาบาลเอง เจอหมอฉีดยาชาแล้วแขว้นเปิดปากแผลทำความสะอาดให้ แถมด้วยฉีดยากันบาดทะยักอีก 1 เข็ม แล้วหมอบอกว่าต้องตามไปล้างแผลทุกวันอีกประมาณ 14 วัน ...ท่าทางถ้ายังไม่เลิกนิสัยซุ่มช่าม สงสัยต้องหารองเท้านิรภัยใส่แทนรองเท้าบู๊ทซะแล้ว 8) 8) เอ...หรือว่ากลับมาขี้คร้านเหมือนเดิมดีกว่า  อย่าไปปลูกอะไรมันเลย ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: SHAMAAN ที่ ธันวาคม 02, 2012, 10:35:31 PM
นิสัยชาวเกษตรพอเพียงถ้าไม่เจ็บป่วยจนลุกไม่ขึ้นไม่ยอมหยุดงานหรอกครับ....อยู่กับที่ได้วันสองวันก็คงลุกขึ้นมาซุกซนอีก
ชื่อสวนว่าขึ้คร้าน..กลับมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้าเชิงวิชาการ..อย่างนี้บางทีต้องแก้สำนวน
"อัฉริยะกับคนบ้ากางกั้นด้วยเส้นแบ่งบางๆ" เป็น "อัฉริยะกับคนขี้คร้านแทน"


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tumtump ที่ ธันวาคม 02, 2012, 11:29:06 PM
ช่วงนี้ผมก็ขยันถางหญ้าแหวกทางปลูกต้นไม้อยู่เหมือนกันครับ  ทำแบบซุปเปอร์สโลว์  ช้าๆ แต่ได้ทั้งหญ้ามาตากแดดทำฟาง(ช่วงนี้แดดดีและฝนหายไปหลายวันแล้ว) ได้ที่ทางพอปลูกต้นไม้ได้สองสามต้น  ปลูกเสร็จก็ตักน้ำรดสองขัน  อยากปลูกต้นไม้ทั้งปีก็ต้องเล่นกันอย่างนี้ โหมหนักๆหน้าน แล้วก็มาเรื่อยๆเอาหน้าหนาว 

ไม่ได้ไปเพชรบุรีมาร่วมสองเดือน ไม่รู้ป่านนี้เถาวัลย์พันต้นไม้ตายไปหมดหรือยัง สงสัยต้องไปรื้อของมีคมรุ่นเก่าๆเอามาลับกันหน่อย  คงได้ไปออกแรงในสวนหินๆกันบ้างครับ  ถ้าเวลาเหลือจะแวะไปขอดู "ตอ"ต้นเหตุที่ทำเอารองเท้าทะลุ.....ขอให้หายไวๆครับพี่


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: เพียรบ้านไร่ ที่ ธันวาคม 03, 2012, 06:57:25 AM
 ...ท่าทางถ้ายังไม่เลิกนิสัยซุ่มช่าม สงสัยต้องหารองเท้านิรภัยใส่แทนรองเท้าบู๊ทซะแล้ว 8) 8) เอ...หรือว่ากลับมาขี้คร้านเหมือนเดิมดีกว่า  อย่าไปปลูกอะไรมันเลย ;D ;D ;D
[/quote]

ได้อ่านหนังสือของปู่ฟูจากลิงค์ที่ท่านแนะนำ (ขอบคุณมากครับ) ก็เลยเห็นด้วยที่จะให้ขี้คร้านต่อดีกว่าจะได้ไม่เสี่ยงไปเจ็บตัวอีก

ในหนังสือนั้นผมติดใจความคิดทำนองว่าคนมักคิดว่าตัวเองฉลาดก็เลยต้องทำอะไรต่าง ๆ มากมายเพื่อควบคุมหรือแสวงประโยชน์จากธรรมชาติอย่างสุดโต่งสุดท้ายก็ไม่เข้าใจและชื่นชมธรรมชาติอย่างแท้จริง แถมยังทำลายธรรมชาติย่อยยับอีก  อารยธรรมโบราณในที่ต่าง ๆ ของโลกล้วนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ที่ว่าเจริญแล้วทำลายธรรมชาติทั้งแม่น้ำ ป่าไม้ ผืนดินและสิ่งอื่น ๆ จนมีสภาพกลายเป็นทะเลทรายหรือกึ่งทะเลทรายในปัจจุบัน 

ขอให้หายเจ็บเร็ว ๆ นะครับ

เพียร  :)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ธันวาคม 03, 2012, 05:46:23 PM
นิสัยชาวเกษตรพอเพียงถ้าไม่เจ็บป่วยจนลุกไม่ขึ้นไม่ยอมหยุดงานหรอกครับ....อยู่กับที่ได้วันสองวันก็คงลุกขึ้นมาซุกซนอีก
ชื่อสวนว่าขึ้คร้าน..กลับมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้าเชิงวิชาการ..อย่างนี้บางทีต้องแก้สำนวน
"อัฉริยะกับคนบ้ากางกั้นด้วยเส้นแบ่งบางๆ" เป็น "อัฉริยะกับคนขี้คร้านแทน"
ผมว่า "คนบ้ากับคนขี้คร้านกางกั้นด้วยเส้นแบ่งบางๆ" มากกว่า  ;D ;D ;D

ช่วงนี้ผมก็ขยันถางหญ้าแหวกทางปลูกต้นไม้อยู่เหมือนกันครับ  ทำแบบซุปเปอร์สโลว์  ช้าๆ แต่ได้ทั้งหญ้ามาตากแดดทำฟาง(ช่วงนี้แดดดีและฝนหายไปหลายวันแล้ว) ได้ที่ทางพอปลูกต้นไม้ได้สองสามต้น  ปลูกเสร็จก็ตักน้ำรดสองขัน  อยากปลูกต้นไม้ทั้งปีก็ต้องเล่นกันอย่างนี้ โหมหนักๆหน้าน แล้วก็มาเรื่อยๆเอาหน้าหนาว 

ไม่ได้ไปเพชรบุรีมาร่วมสองเดือน ไม่รู้ป่านนี้เถาวัลย์พันต้นไม้ตายไปหมดหรือยัง สงสัยต้องไปรื้อของมีคมรุ่นเก่าๆเอามาลับกันหน่อย  คงได้ไปออกแรงในสวนหินๆกันบ้างครับ  ถ้าเวลาเหลือจะแวะไปขอดู "ตอ"ต้นเหตุที่ทำเอารองเท้าทะลุ.....ขอให้หายไวๆครับพี่
ป่านนี้จะเหลือหรอน้องตั้ม  เท่าที่ติดตามปริมาณน้ำฝนมา อ.หนองหญ้าปล้องได้ฝนดีกว่าที่พุสวรรค์เยอะเลยนะครับ  เถาวัลย์น่าจะงามน่าดู  แต่ช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีฝนลงมาทุกสัปดาห์  ผมก็ขนต้นไม้ลุยเข้าไปปลูกในดงรกๆ ทุกสัปดาห์เช่นกัน  สัปดาห์ก่อนๆ มีแค่โดนหนามเกี่ยวบ้าง หมามทะลุรองเท้ามาให้เจาะเล็กๆ บ้าง  มีแค่สัปดาห์ที่ผ่านมานี่ล่ะที่โดนของใหญ่  หลังโดนแทงทะลุรองเท้า เลยตัด "ตอ" ต้นเหตุให้เรียบเสมอดินไปเลย

ได้อ่านหนังสือของปู่ฟูจากลิงค์ที่ท่านแนะนำ (ขอบคุณมากครับ) ก็เลยเห็นด้วยที่จะให้ขี้คร้านต่อดีกว่าจะได้ไม่เสี่ยงไปเจ็บตัวอีก

ในหนังสือนั้นผมติดใจความคิดทำนองว่าคนมักคิดว่าตัวเองฉลาดก็เลยต้องทำอะไรต่าง ๆ มากมายเพื่อควบคุมหรือแสวงประโยชน์จากธรรมชาติอย่างสุดโต่งสุดท้ายก็ไม่เข้าใจและชื่นชมธรรมชาติอย่างแท้จริง แถมยังทำลายธรรมชาติย่อยยับอีก  อารยธรรมโบราณในที่ต่าง ๆ ของโลกล้วนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ที่ว่าเจริญแล้วทำลายธรรมชาติทั้งแม่น้ำ ป่าไม้ ผืนดินและสิ่งอื่น ๆ จนมีสภาพกลายเป็นทะเลทรายหรือกึ่งทะเลทรายในปัจจุบัน 

ขอให้หายเจ็บเร็ว ๆ นะครับ

เพียร  :)
ขอบคุณครับคุณเพียร  หลังจากหาข้อมูลเยอะๆ ผมว่าจริงๆ แล้วปู่ฟูไม่ได้ขี้คร้านเลย  ออกจะขยันในการวางแผน ลงมือทดลอง และเฝ้าสังเกตุผล  เพียงแต่เขาลงมือกระทำด้วยการไม่กระทำ  ปู่บิลก็มีเป้าหมายไม่ต่างกับปู่ฟูเพียงแต่ใช้วิธีการที่แตกต่างกัน


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ธันวาคม 03, 2012, 09:50:09 PM
บทที่ 6 ศาสตร์แห่งน้ำ

คำแนะนำจากเพื่อนๆ ในเวปให้สร้างที่พักก่อนเป็นลำดับแรกเป็นแนวคิดที่ไม่เลวเลย  การสร้างขนำจึงเป็นหนึ่งในการทดลองแรกๆ ที่ผมได้เรียนรู้วิธีสร้างบ้านที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและประหยัดพลังงาน  ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นในแนวทางเหล่านี้   หลังจากสร้างขนำเสร็จผมก็มีศูนย์บัญชาการที่สวนเอาไว้เฝ้าสังเกตุ และทดลองสิ่งต่างๆ ภายในสวนแล้ว  ทำให้มีทางเลือกในการไปทำงานที่สวนมากขึ้น  จากเดิมที่ต้องออกเดินทางจาก กทม. ไปตั้งแต่เช้า และต้องรีบกลับทันที่ที่ตะวันตกดิน   ผมสามารถอยู่ดึกได้  สามารถนอนค้างคืนที่สวนได้  เวลาที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ทำให้ผมมีโอกาสสัมผัสความเป็นไปในสวนในช่วงเวลาที่ยังไม่เคยสังเกตุ เช่น ตอนเช้ามืด ตอนกลางคืน ทำให้มีสามารถเรียนรู้เรื่องใหญ่ของสวนขี้คร้าน คือเรื่องศาสตร์แห่งน้ำมากขึ้น

ก่อนจะเข้าเรื่องในปัจจุบัน ผมอยากจะย้อนกลับไปที่ปัญหาของระบบน้ำในสวนที่เจ้าของเดิมเจอมีดังนี้ :
  • ระบบน้ำของเจ้าของสวนเดิมเป็นปั๊มเบนซินขนาดใหญ่ใช้เครื่องยนต์ของรถยนต์มาเป็นตัวขับเคลื่อนปั๊มหอยโข่งขนาดใหญ่เพื่อจะจ่ายน้ำขึ้นเนินสูงระยะทางไกลกว่า 300 เมตร  จ่ายเลี้ยงสปริงเกอร์ในพื้นที่กว่า 18 ไร่
  • เจ้าของสวนเดิมเลือกปลูกชมพู่ และมะนาวจำนวนมาก  พวกเขาปลูกชมพู่เพชรตั้งแต่ราคากิโลกรัมละ 80-150 บาท  ราคาขายล่าสุดในปี 2555 ที่ตลาดนัดแถวเพชรบุรีกิโลกรับละ 15 บาท  ค่าแรงกำลังขึ้นเป็นวันละ 300 บาท (ชมพู่เพชรถ้าไม่ฉีดฮอร์โมน และไม่ห่อคงไม่ค่อยได้กินครับ)  ส่วนราคาน้ำมันสวนทางกับราคาชมพู่  การเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำเยอะ และการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลักในการรดน้ำประเด็นหนึ่งที่ทำให้เจ้าของสวนเดิมประสบปัญหาหนี้สินกับ ธกส. กอปรกับปัญหาสุขภาพทำให้ต้องขายสวนล้างหนี้
  • นอกเหนือจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการสูบน้ำมารดน้ำต้นไม้สูงอย่างมาก  สวนยังมีปัญหาวัชพืช  ทำให้ต้องเสียค่าจ้างตัดหญ้าราคาเหมาไร่ละ 500 บาทต่อครั้ง ถ้าเป็นจ้างเป็นรายวันจะ 300-350 บาทต่อวันโดยต้องจ่ายค่าน้ำมัน และน้ำมันเครื่องต่างหาก  ต้นทุนการตัดหญ้าสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเช่นกัน  นอกจากนั้นคนรับจ้างตัดหญ้าจะตัดแบบไม่ระวังมักจะตัดโดนสปริงเกอร์ หรือท่อน้ำให้ได้รับความเสียหายเป็นประจำ  หลายๆ ครั้งค่าซ่อมระบบน้ำสูงกว่าค่าจ้างตัดหญ้ามากมายนัก
  • แหล่งน้ำสำคัญคืออ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และจ่ายน้ำไปให้ชาวบ้านไปทำการเกษตรอีกกว่า 250 ครัวเรือน  การตัดสินใจจ่ายน้ำเป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของชาวบ้าน  ในหน้าแล้งปีที่แล้งจัด  น้ำจะไม่มีพอที่จะสูบ  จะต้องต่อท่อดูดไกลออกไปจากจุดเดิมอีกประมาณ 250 เมตร  เจ้าของเดิมจะต้องสูบน้ำด้วยปั๊ม 2 ชุด  ทำให้ต้นทุนน้ำยิ่งสูงขึ้นไปอีก
  • การเข้ามาของนายทุนโดยเฉพาะนายทุนมากว้านซื้อที่เพื่อไปปลูกยางพารา  มีการเอารถไถเข้าไปเปิดหน้าดินมากขึ้น พร้อมทั้งมีทุนมากพอที่จะทำระบบน้ำสูบจากลำห้วย  ทำให้มีการแย่งกันใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะมากยิ่งขึ้น

เพื่อหลุดออกจากวงจรเลวร้ายนี้ผมตัดสินใจที่จะเป็นไท จากระบบน้ำแบบเดิมๆ จะลดการพึ่งพาแหล่งน้ำสาธารณะ  ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในการให้น้ำกับพืช ลดต้นทุนการให้น้ำ และเป้าหมายสุดท้ายคือยกเลิกการรดน้ำให้ได้มากที่สุด  ให้พืชกลับไปอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเท่านั้น  ผมจึงลงมือทดลองหักดิบไม่รดต้นไม้เลย  และจ่ายค่าทดลองเรื่องน้ำด้วยการตายของมะนาวแป้นเกือบ 200 ต้น รวมทั้งต้นไม้อื่นอีกนับสิบต้น  ทำให้ผมเรียนรู้ว่าพืชต้นไหนทนแล้งและยังให้ผลผลิตได้ พืชต้นไหนทนแล้งได้แต่จะไม่ให้ผลผลิต  ที่สำคัญปัญหาที่ประสบทำให้ผมเข้าใจสภาพธรรมชาติที่แท้จริงในพื้นที่ และเป็นแรงพลักดันให้ค้นหาความรู้เกี่ยวกับน้ำอีกมากมาย


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teebanbor ที่ ธันวาคม 03, 2012, 10:18:06 PM
มาตามดูด้วยคนครับ คนขาดน้ำไม่ได้ ฉันท์ใดน้ำกับพืชก็คงเป็นเช่นนั้น

ได้คำตอบดีที่สุดเมื่อไหร บอกกันด้วยนะครับ เห็นบทความแล้ว

ผมว่าได้ออกเล่ม 1 เร็ว ๆ นี้แน่เลย จะได้ขอคัดลอกไปใช้ในไร่

บ้าง ธรรมชาติกับความพอเพียง แบบว่าไม่ค่อยถนัดเชิงวิชาการ

ขอเลือกทางลัดแล้วกัน 555  :)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: ktikamporn ที่ ธันวาคม 03, 2012, 10:50:22 PM
ผมไม่เชื่อว่าการไม่ควบคุมเลยจะได้ผลดีนะ
มันต้องยึดหลักไท้เก๊ก ใช้พลังจากที่อื่นมาเป็นประโยชน์


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: tumtump ที่ ธันวาคม 03, 2012, 11:25:24 PM
อารมณ์เหมือนปูฟูสมัยปล่อยทิ้งสวนส้มให้หากินเองตามธรรมชาติ....เรียกว่าตามรอยปรมาจารย์มาแบบติดๆ  ผมเองก็ต้องจ่ายค่าการไม่จัดการวัวสองตัวในสวน ด้วยชีวิตต้นไม้ไปร่วมร้อย(และจะมากขึ้นอีกเรื่อยๆ)ด้วยเช่นกัน...วิถีคนขี้คร้านมันก็มีเสน่ห์ตรงนี้ครับ ;D


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ธันวาคม 03, 2012, 11:47:41 PM
6.1 วงจรของน้ำ

เพื่อนๆ อีกหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักคำว่า ไอโซโทป (อังกฤษ: isotope) ไอโซโทปก็คืออะตอมต่าง ๆ ของธาตุชนิดเดียวกัน ที่มีจำนวนโปรตอนหรือเลขอะตอมเท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอนต่างกัน ส่งผลให้เลขมวลต่างกันด้วย และเรียกเป็นไอโซโทปของธาตุนั้นๆ ในน้ำก็เช่นกัน  เราอาจจะเคยเรียนมาว่าน้ำคือ H2O  แต่ในความเป็นจริงจำนวนของนิวตรอนใน H หรือใน O ที่มาประกอบรวมกันเป็นน้ำ (H2O) จะแตกต่างกันออกไป

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าน้ำในทะเล และน้ำในแผ่นดินจะมีไอโซโทปที่แตกต่างกัน เมื่อน้ำระเหยกลายเป็นไอก็จะยังคงคุณสมบัติของไอโซโทปเหล่านี้อยู่  เมื่อเราติดตามทดสอบไอโซโทปของน้ำในน้ำฝนจะทำให้เรารู้ถึงแหล่งที่มาของไอน้ำที่มารวมตัวกันเป็นฝนในแต่ละพื้นที่  และการไหลเวียนของน้ำในจุดต่างๆ ของโลก  จากผลการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์มีคนทำออกมาเป็นแผนภาพอย่างง่ายข้างล่าง

(https://lh4.googleusercontent.com/-SyB7gibg-wM/VAflhgAli2I/AAAAAAAAGWY/QIdWBf67IH4/w660-h460-no/WaterCycle.jpg)

เป็นที่น่าประหลาดใจกับผมเป็นอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ทราบข้อมูลนี้  ปริมาณน้ำที่ระเหยจากทะลขึ้นไปเป็นเมฆจะตกมาเป็นฝนในทะเลมากถึง 91% จะมีเพียง 9% เท่านั้นที่จะมาตกในแผ่นดิน (ตอนแรกผมคิดว่าฝนตกเพราะเมฆที่เกิดจากไอน้ำจากทะเลเป็นส่วนใหญ่)  การตกในแผ่นดินส่วนใหญ่จะตกใกล้ชายทะเลก่อน (น้ำฝนแถวชายฝั่งจะเป็นน้ำจากทะเลประมาณ 60% และน้ำจากในแผ่นดิน 40%)  แล้วน้ำในแผ่นดินจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ ก่อตัวเป็นเมฆค่อยๆ เคลื่อนลึกเข้าไปในแผ่นดิน  ฝนที่ตกลึกเข้ามาในแผ่นดินจะมีสัดส่วนของน้ำที่ระเหยจากแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ จนในบางพื้นที่ 100% ของน้ำฝนที่ตกจะเป็นน้ำที่มาจากในแผ่นดิน

นี่หมายความว่าฝนที่ตกในส่วนลึกเข้ามาในแผ่นดินอย่าง อ.แก่งกระจานจะเป็นฝนที่ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำในแผ่นดินนะสิ  จากการเฝ้าสังเกตุการตกของฝนจากสถานีวัดอากาศอัตโนมัติที่ http://www.thaiweather.net/fs_show_file.php?geo_code=01&type=province (http://www.thaiweather.net/fs_show_file.php?geo_code=01&type=province)  ผมก็ชักจะเห็นจริงตามนั้น  ในกรณีที่ไม่ได้มีพายุเข้า  ฝนส่วนใหญ่จะเริ่มตกที่ริมทะเลก่อน (แถวชะอำ หรือ ปึกเตียน)  จากนั้น 1-3 วันจึงจะเริ่มตกในแผ่นดินมากขึ้น  โดยในช่วงต้นๆ ที่ดินยังแห้งมากๆ (ช่วงต้นๆ ฤดูฝน) จะไม่ค่อยมีฝนตกในแผ่นดินภายหลังจากที่ฝนตกตามชายทะเลมากนัก  ต่อมาเมื่อมีฝนตกถี่มากขึ้น แผ่นดินเริ่มเก็บสะสมน้ำในดินพอก็จะค่อยๆ เริ่มฝนตกตามมาในแผ่นดินแถบแก่งกระจานจริงๆ  ในช่วงท้ายๆ ของฤดูฝน  จะมีอยู่หลายครั้งที่ฝนแถวๆ ชายทะเลอย่างชะอำ จะไม่ได้ตกมากแล้ว  แต่ในแผ่นดินแถวแก่งกระจานกลับมีฝนตกเรื่อยๆ

ฤ นี่จะเป็นการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของคำพูดของปู่ฟูที่ว่า "คนมักจะพูดว่าไม่ค่อยมีต้นไม้แถบนี้เพราะไม่ค่อยมีฝน  แต่ความจริงแล้วการไม่มีต้นไม้มากพอต่างหากที่ทำให้ไม่ค่อยมีฝน"  ต้นไม้/ป่าไม้น่าจะมีส่วนอย่างมากกับปริมาณฝนที่ตกในแผ่นดิน  หาใช่ไอน้ำจากทะเลอย่างทีเราเข้าใจกัน  การที่เราหวังพึ่งพายุให้หอบฝนจากทะเลเข้ามา แต่ยังคงตัดไม้ทำลายป่าโดยไม่ทราบเลยว่านั้นคือการลดปริมาณน้ำฝนที่จะตกในแผ่นดิน  การแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำฝนจากพายุ  แต่เป็นสร้างป่าให้กลับคืนมามากกว่า เรามาติดตามดูกันว่าทำไมต้นไม้/ป่าไม้จึงเป็นแหล่งกำเนิดของฝนในแผ่นดินชั้นในที่แท้จริง

อ่านในรูปแบบ blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/WaterCycle.html (http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/WaterCycle.html)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: siripan1112 ที่ ธันวาคม 04, 2012, 03:19:21 AM
"ฝนดิน"  ฝนมาจากดิน ไม้ได้มาจากฟ้าhttp://www.youtube.com/watch?v=irIqOO5uiY0


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: เกษตร ณ บ้านโคก ที่ ธันวาคม 04, 2012, 08:16:36 AM
มาลงชื่อขออ่านเปิดวิสัยทัศน์ ด้วยคนนะครับ  ;)


หัวข้อ: Re: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม
เริ่มหัวข้อโดย: teerapan ที่ ธันวาคม 04, 2012, 05:26:02 PM
6.1 วงจรของน้ำ (ต่อ)

ถ้าเรามาติดตามว่าเมื่อธรรมชาติปั๊มน้ำขึ้นจากดินขึ้นไปบนฟ้าหลายกิโลเมตรแล้วตกลงมาเป็นฝน แล้วน้ำไปไหนต่อ?  จากผลการศึกษทางวิทยาศาสตร์ของ FISRWG 1998 พอจะสรุปอย่างง่ายๆ ออกมาเป็นแผนภาพดังนี้

(https://lh3.googleusercontent.com/-1Q0dNr7IqWM/UL2FASP89qI/AAAAAAAAAdI/V-02sx5BaLw/s653/Water_Runoff.jpg)

มีศัพท์ที่เราอาจจะต้องเรียนรู้หลายอย่างจากแผนภาพได้แก่
  • impervious surfaces คือ พื้นที่ที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้ เช่น หลังคา พื้นคอนกรีต ถนนยางมะตอย เป็นต้น
  • evapotranspiration คือ ปริมาณน้ำที่ระเหยจากน้ำที่ผิวหน้า รวมกับน้ำที่เกิดจากการคายน้ำของพืช
  • run off คือ ปริมาณน้ำที่ไหลบ่าไปบนพื้นผิว เนื่องจากว่าไม่สามารถซึมได้ หรืออัตราการซึมน้ำกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาทำให้น้ำส่วนเกินจะไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ
  • shallow infiltration คือ ปริมาณน้ำที่ถูกดูดซึมลงไปในชั้นดินตื้น  ปกติแล้วน้ำในบริเวณนี้จะสามารถระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำได้ง่าย
  • deep infiltration คือ ปริมาณน้ำที่ถูกดูดซึมลงไปในชั้นดินลึก

น้ำฝนจะซึมผ่านชั้นดินด้านบนอย่างช้าๆ  ในดินชั้นบน (Shallow Infiltration) นี้บางครั้งจะถูกเรียกว่า unsaturated zone  แม้นว่าน้ำสามารถที่จะถูกจัดเก็บในชั้นดินด้านบนนี้ได้มากแต่จะไม่สามารถสูบขึ้นมาใช้งานได้  เนื่องจากน้ำจะอยู่ในรูปแบบของความชื้นในชั้นดิน  น้ำจะอยู่แทรกในระหว่างช่องว่างของดิน หิน รากไม้ และวัตถุต่างๆ ในดินโดยสามารถอยู่ได้โดยไม่ไหลลงไปด้านล่างด้วยแรงตึงผิว (capillary forces) ในชั้นนี้ยังแบ่งออกเป็น soil zone และ intermediate zone

ในชั้นของ soil zone จะเป็นชั้นหลักที่พืชดึงน้ำไปใช้งาน ในชั้น soil zone จะมีองค์ประกอบของอากาศแทรกอยู่มากกว่าในชั้นของ water table  และอาจจะมีรอยเปิดจากรากที่แทรกตัวผ่านชั้นดิน รูที่เกิดจากไส้ดิน หนู หรือสัตว์อื่นๆ ขุด รวมทั้งรอยแตกแยกของดิน (โดยเฉพาะดินเหนียว)  รอยเปิดเหล่านี้ทำให้น้ำในชั้น soil zone  สามารถระเหยไปง่ายกว่าน้ำในชั้นดินลึกลงไป

ลึกถัดลงไปจากชั้น unsaturated zone ก็จะเป็นชั้น saturated zone  (deep infiltration) ซึ่งจะเป็นระดับน้ำใต้ดิน น้ำในชั้นแรกๆ ก่อนจะเจอชั้นดินดาน หากจะเรียกตามภาษาชาวบ้านมันก็คือน้ำบ่อขุด หรือตาน้ำที่เราอาจจะเจอเวลาที่ขุดสระนั่นเอง  ลึกถัดลงไปจากดินดาน/ชั้นหินจะเป็น aquifer หรือบ้านเราเรียกว่าน้ำบาดาลนั่นเอง
(https://lh6.googleusercontent.com/-FZKsNZn-l1Q/UMAUXRDPApI/AAAAAAAAAhM/wJSvgtEoJc0/s623/saturated_zone.jpg)

กลับมาที่แผนภาพแรก  เราจะเห็นว่าในพื้นดินตามธรรมชาติทั่วๆ ไป (ภาพ A) น้ำที่ซึมลงในดินรวมจะมีมากถึง 50% ของปริมาณฝนที่ตก  แต่เมื่อมนุษย์เริ่มสร้างพื้นที่เมือง เราก็มักจะสร้างพื้นที่ที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ (impervious surface)  มากขึ้นเรื่อย ตามความเจริญ และความหนาแน่นของชุมชนเมือง  ปริมาณน้ำที่ซึมลงในดินก็จะลดลงตามลำดับ (ภาพ B-D) จนอาจลดเหลือเพียง 15% ในมหานครอย่าง กทม.  โดยการลดลงของการซึมลงในดินจะไปเพิ่มสัดส่วนของ Run Off กลายเป็นภาระของระบบระบายน้ำ  น้ำในระบบระบายน้ำส่วนใหญ่ก็จะไหลไปรวมในคูคลอง ไหลไปรวมในแม่น้ำ และออกกลับสู่ทะเลในที่สุด  แต่สัดส่วนของ evapotranspiration ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

สิ่งที่ทำให้ซับซ้อนมากขึ้นก็คือน้ำที่ซึมลงใต้ดินโดยเฉพาะ shallow infiltration ส่วนหนึ่งจะค่อยๆ ระเหยกลับสู่อากาศ (ถ้าไม่มีพืชคลุมดินเลย น้ำที่อยู่ใกล้ผิวดินจะเหยมากถึง 70% ภายในเวลาไม่กี่วัน)  น้ำอีกส่วนหนึ่งจะถูกพืชนำไปใช้งาน  น้ำจะไปสะสมในพืชก่อน จากนั้นจะคายน้ำออกมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสังเคราะห์แสง และการหายใจของพืช

เมื่อน้ำในชั้น soil zone เริ่มลดลง  แรงตึงผิวก็จะสามารถดึงน้ำบางส่วนจากชั้นดินที่ลึกลงไปขึ้นมาแทนที่ และที่สำคัญก็คือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีรากลึก  เมื่อ feeder root ที่อยู่ใกล้ผิวดินเริ่มหาน้ำไม่ได้ รากของต้นไม้ก็จะซอนไชลงมาในชั้นดินที่ลึกมากขึ้นเพื่อหาน้ำ  และด้วยความอัศจรรย์ของธรรมชาติ  ต้นไม้เหล่านี้สามารถดูดน้ำจากดินชั้นล่างขึ้นไปเลี้ยงลำต้นด้านบน  ในต้นไม้บางชนิดหมายถึงความสามารถในการปั๊มน้ำขึ้นไปได้สูงราว 100 เมตรเลยทีเดียว  ทั้งหมดนี้ทำงานโดยไม่ได้ใช้พลังงานฟอสซิลในการปั๊มเลย

นั่นหมายความว่าสัดส่วนของ evapotranspiration ในพื้นที่ธรรมชาติก็จะสูงขึ้นไปอีก  เพราะจะมีน้ำส่วนของ Shallow infiltration และ deep infiltration ก็จะถูกกลไกของธรรมชาติดึงกลับมาใช้งานบางส่วนจนระเหยกลับไปเป็นไอน้ำ  (ส่วนที่เหลือจะสะสมอยู่เป็นน้ำใต้ดิน และค่อยๆ ไหลอย่างช้าๆ ออกไปยังแหล่งน้ำตามธรรมชาติในรูปแบบของตาน้ำบ้าง น้ำใต้ดินไหลซึมไปยังทะเลสาบบ้าง น้ำใต้ดินไหลซึมไปยังลำห้วย/แม่น้าบ้าง)

หากพิจารณาในอีกด้านหนึ่ง  การรุกกคืบของสังคมเมือง ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของ impervious surfaces  เพิ่มปริมาณน้ำ run off ที่จะไห