เกษตรพอเพียง.คอม

เว็บบอร์ดเกษตรพอเพียง => คลังบทความเกษตรพอเพียง => ข้อความที่เริ่มโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 09:24:10 AM



หัวข้อ: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 09:24:10 AM
21-28 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา มหาบ้านนอกมีโอกาสได้ไปเที่ยวเมืองนอก(พม่า) ก่อนอื่น ต้องขอสวัสดีเป็นภาษาพม่าก่อนว่า
"มิง กาลาบา" แปลว่า สวัสดี  สำหรับพม่านั้นพุทธศาสนามีมาก่อนประเทศไทย และประเทศพม่าเดิมนั้น ก็มีมาก่อนอาณาจักรสุโขทัยอีก คืออาณาจักรพุกาม วันนี้มหาบ้านนอกจะขอนำทุกท่านชมพม่า ความยิ่งใหญ่อลังการและพลังศรัทธาของชาวพม่าที่มีต่อพุทธศาสนา
เวลา 06.30 น.คณะเรานัดเจอกันที่สุวรรณภูมิ เครื่องออกเวลา 09.15 น.โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชม. เวลาที่พม่าช้ากว่าเมืองไทย 30 นาที
ภาพนี้คือแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสายสำคัญที่สุดของพม่า เป็นแม่น้ำสายใหญ่ น่าจะใหญ่กว่าเจ้าพระยาเรามาก เป็นพื้นที่ทำการเกษตรขนาดใหญ่ มีพื้นที่มหาศาล
(http://img135.imageshack.us/img135/303/img6033.jpg)

(http://img43.imageshack.us/img43/2478/img6058e.jpg)

(http://img714.imageshack.us/img714/5291/img6045l.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Chonpratan ที่ ธันวาคม 30, 2010, 09:48:41 AM
นมัสการ..ท่านมหาครับ  สวัสดีปีใหม่ครับท่าน
ได้ชมภาพแล้วเหมือนได้นั่งเครื่องบินด้วยเลยนะครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 09:59:44 AM
เมื่อเราเดินทางมาถึงสนามบินที่พม่าแล้ว ก็มีไกด์มารอรับที่สนามบิน เพื่อนั่งรถโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ วัดพระธาตุอินทร์แขวน
นั่งรถประมาณ 4 ชั่วโมง โดยผ่านเมืองหงสาวดี ข้ามแม่น้ำสะโตง ในหนังเรื่องพระนเรศวร ที่พระองค์ยิงปืนข้ามแม่น้ำนี้ เวลาประมาณ บ่าย 4โมงเย็น เราเดินทางถึงทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน โดยเราต้องจอดรถบัสเราไว้ข้างล่าง เพื่อต่อรถท้องถิ่น เพื่อขึ้นเขา ซึ่งทางการพม่า อนุญาตให้รถบัสมาถึงแค่เชิงเขาทางขึ้น จากนั้นให้ต่อรถท้องถิ่นขึ้น เนื่องจากต้องข้ามเขาอีก3ลูก หนทางคดเคี้ยว ซึ่งคนที่ไม่ชำนาญทางแล้ว อาจเกิดอุบัติเหตุได้ เมื่อรถมาถึงเชิงเขาทางขึ้นแล้ว นั่งท่องเที่ยวต้องนั่งเสลียงขึ้นไป เป็นเสลี่ยงแบบ 4คนหาม แต่ไม่มี3คนแห่นะ ค่าเสลี่ยงคิดเป็นเงินไทย ไป-กลับ อยู่ที่ คนละ 1120 บาท ซึ่งถือว่าถูกมาก กับหนทางที่ขึ้นเขา ลาดชัน และน้ำหนักที่แบก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที สำหรับคนที่ไม่อยากจะนั่ง ก็สามารถเดินขึ้นได้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง กับหนทางขึ้นเขาประมาณ2 กิโล
 
ภาพนี้ถ่ายตอนนั่งอยู่บนเสลี่ยง พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
(http://img217.imageshack.us/img217/5122/img6105b.jpg)
และแล้วเราก็เดินทางมาถึงโรงแรมที่พัก ลืมบอกไปว่า ที่พม่า บางแห่งมีการเก็บค่ากล้องถ่ายรูปเฉพาะนั่งท่องเที่ยวต่างชาติ โดยคิดค่ากล้องๆละ 2,000 จ๊าด คิดเป็นเงินไทยก็ 80 บาท 1,000 จ๊าด = 40 บาทไทย
โรงแรมที่คณะเราไปพัก ตั้งอยู่ทางขึ้น วัดพระธาตุอินทร์แขวน
(http://img405.imageshack.us/img405/2351/img6372e.jpg)
พระธาตุอินทร์แขวนเวลากลางคืน
(http://img841.imageshack.us/img841/8413/img6144o.jpg)

พระธาตุอินทร์แขวน ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1ใน5 ของพม่า ที่คนพม่าทุกคนเมื่อมีโอกาสต้องมาสักการะกราบไหว้ วัดนี้เปิดตลอด24ชั่วโมง จึงมีคนเดินทางมากราบไหว้ตลอด ยิ่งกลางคืน คนก็ยังหนาแน่น
เวลา2ทุ่มที่พระธาตุอินทร์แขวน
(http://img708.imageshack.us/img708/4208/img6151l.jpg)

(http://img836.imageshack.us/img836/7373/img6153y.jpg)

พุทธศาสนาคือส่วนหนึ่งของชีวิตคนพม่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ตอนเช้าทุกคนจะเดินทางมาวัดก่อน เพื่อมาสวดมนต์ไหว้พระตอนเช้า เวลาตี4 ของทุกวัน การเดินทางมาไหว้พระของคนพม่านั้น แค่มีเงินค่ารถมาถึงเขาก็มา ไกด์เล่าไหว้ฟังว่า ค่ารถจากย่างกุ้งมาที่พระธาตุอินทร์แขวน 650 บาท คนพม่ามีเงินแค่ 650 บาท เขาก็เดินทางมา ส่วนอาหารคนพม่าจะเอาใส่ปิ่นโตมาด้วย มานั่งทางกันข้างบน เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในชีวิตคนพม่า แค่ได้มาไหว้พระแค่นี้ถือว่าเป็นบุญสูงสุดแล้วของเขา นี่คือศรัทธาของชาวพม่า ที่บ้านเรายังห่างไกลเขานัก จะเห็นได้ว่าทุกคนเดินทางมา มาค้างที่ข้างบนพระธาตุ เลือกที่นอนที่ใกล้องค์พระธาตุเพื่อตื่นขึ้นจะได้มองเห็นพระธาตุ อากาศตอนที่เราไปถึงเรียกว่า หนาวเย็นมาก แต่ไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรคของชาวพม่าที่เดินทางมาไหว้พระธาตุ จะเห็นได้จากรูปนี้ที่เขานอนกันบนพระธาตุ อาตมาและคณะ ยืนดูและคุยกันว่าทำไมเขานอนได้ ผ้าห่มผืนนึงนอนกัน3คน ผืนบางๆ แต่สุดท้ายได้บทสรุปว่า ที่ทำได้เพราะอย่างเดียว คือพลังศรัทธา
(http://img833.imageshack.us/img833/354/img6188j.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 10:30:40 AM
ตอนเช้าที่ทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน จะมีรถท้องถิ่นนำคนที่จะมาไหว้พระขึ้นมาตั้งแต่เช้า ตรงนี้คือทางขึ้นบันไดวัดพระธาตุอินทร์แขวน
(http://img585.imageshack.us/img585/7884/img6208.jpg)

นี่คือรถท้องถิ่นที่พูดถึงตอนแรก จะมีอยู่2ช่วง ช่วงแรกรับจากรถบัส ขึ้นมายังจุดที่พัก เพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นเสลี่ยง แต่ชาวพม่า จะนั่งรถขึ้นมาถึงบันไดพระธาตุได้ ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายทางการพม่า ต้องการให้คนท้องถิ่นมีรายได้ จึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยว นั่งรถมาถึงบันไดทางขึ้น
(http://img515.imageshack.us/img515/8774/img6209e.jpg)

พระธาตุอินทร์แขวนตอน 6 โมงเช้า
(http://img259.imageshack.us/img259/3320/img6212p.jpg)

(http://img10.imageshack.us/img10/4258/img6216g.jpg)

(http://img690.imageshack.us/img690/5312/img6246j.jpg)
พลังศรัทธาของชาวพม่า ภูเขาอยู่สูงเพียงใด ก็ไม่เคยหวั่น
(http://img87.imageshack.us/img87/1092/img6270n.jpg)

ฤษีพม่า
(http://img403.imageshack.us/img403/1701/img6279x.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 11:32:51 AM
(http://img195.imageshack.us/img195/1815/img6413c.jpg)
(http://img571.imageshack.us/img571/563/img6420g.jpg)
(http://img256.imageshack.us/img256/541/img6283s.jpg)
(http://img256.imageshack.us/img256/3572/img6293zc.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: lompayu ที่ ธันวาคม 30, 2010, 11:45:02 AM
น่าไปเที่ยวชมมากเจ้าค่ะ ดูแล้วน่าศรัทธาจริงๆ มีโอกาสคงจะได้ไปสักครั้ง พาสปอร์ตมีแล้วไม่เคยได้ใช้เลยจะหมดอายุแล้ว  :D :D


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: terdsak ที่ ธันวาคม 30, 2010, 01:59:33 PM
นมัสการ  พระมหาบ้านนอก
ผมเองเคยไปพม่า   ก็บริเวณ ย่านเเม่สาย กับ  ย่านเเม่สอด 
เเต่ก็เข้าไปไม่ถึง กิโล   วังเวง  น่ากลัว    บอกไม่ถูก
ไม่กล้าเข้าไปลึกๆ  กลัวไปเเล้วไม่ได้กลับครับ




หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 04:48:10 PM
มาดูบรรยากาศบ่ายๆที่วัดพระธาตุอินทร์แขวน วัดไม่มีวันหลับไหล
ภาพนี้คือบรรยากาศ ร้านขายของที่ระลึกด้านหน้าองค์พระธาตุอินทร์แขวน จะมองเห็นอีกวัดซึ่งอยู่คนละฟากกับพระธาตุอินทร์แขวน
(http://img811.imageshack.us/img811/6835/img6434v.jpg)

(http://img522.imageshack.us/img522/7289/img6465.jpg)

ร้านขายอาหารเมนูแบบชาวบ้าน
(http://img194.imageshack.us/img194/5057/img6424t.jpg)

อันนี้คล้ายๆ ข้าวจี่แถวบ้าน แต่ใหญ่กว่า

(http://img696.imageshack.us/img696/7605/img6425b.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: BM_beam ที่ ธันวาคม 30, 2010, 05:08:55 PM


กราบหนึ่ง
กราบสอง
กราบสาม

มาเอาของฝากค่ะหลวงตา
         


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 05:24:37 PM
พระธาตุอินทร์แขวน มีมาประมาณเป็นพันปีแล้ว เป็นก้อนหินตั้งอยู่บนหน้าผา เหมือนจะหล่นลงมาแต่ไม่หล่น ความพิเศษของพระธาตุอินทร์แขวนคือ เป็นก้อนหินที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ซึ่งมีก้อนหินตั้งซ้อนบนก้อนหินอีกก้อน ซึ่งปกติ บนยอดเขาแล้ว ไม่น่าที่จะมีก้อนหินตั้งซ้อนกันแบบนี้ได้ ที่น่าอํศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ มีการสร้างพระธาตุบนก้อนหิน ซึ่งตามโครงสร้างทางวิศวะกรรม น่าจะตกลงมาเพราะมีน้ำหนักไปวาง แต่น่าอัศจรรย์ไม่หล่น ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูง ชาวบ้านเชื่อว่า ไม่น่าจะเป็นฝีมือมนุษย์ทำ น่าจะเป็นพระอินทร์มาสร้างไว้
และการเดินทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนก็ยากลำบาก ขนาดมีรถขึ้นถึงเชิงเขา เรายังรู้สึกว่าลำบาก แล้วย้อนกลับไปเป็นพันปีที่แล้ว การเอาอิฐหินปูนขึ้นมา น่าจะลำบากสุดๆ และที่สำคัญ ต้องขึ้นไปสร้างบนก้อนหินที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงแล้ว ยิ่งเป็นไปได้ยาก ต้องยอมรับคนสร้าง ว่าสร้างได้สุดยอด  ตรงนี้อนุญาตให้ปิดทองได้ แต่อนุญาตเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงหมดสิทธิ์เข้าไปปิดทอง ต้องอธิษฐานแล้วให้ผู้ชายลงไปปิดแทน ส่วนผู้ชายต้องมีแผ่นทองเท่านั้นถึงจะลงไปได้ ไม่มีแผ่นทอง หมดสิทธิ์ลงไป อาตมาได้แผ่นทองจากเมืองไทยไป100 แผ่น ตัวเองปิดไปประมาณ 15 แผ่น ที่เหลือ อาตมาเดินแจก ให้คนลงไปปิดทอง เรียกว่า อิ่มบุญเป็นอย่างมาก มีความสุข
(http://img808.imageshack.us/img808/4858/img6516f.jpg)
บรรยากาศคืนที่2ที่วัดพระธาตุอินทร์แขวน
(http://img524.imageshack.us/img524/889/img6532t.jpg)

เวลา สามทุ่ม คนก็ยังเยอะอยู่
(http://img716.imageshack.us/img716/7753/img6537mi.jpg)

คณะนี้เดินทางมาแสวงบุญ เดินเท้ามา ใช้เวลา2วัน มากันเป็นหมู่บ้าน มาถึงที่พระธาตุเวลาสามทุ่ม แค่เห็นกลุ่มนี้เดินทางมา อาตมาขนลุก ในพลังศรัทธาเขา
(http://img713.imageshack.us/img713/1695/img6541j.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: terdsak ที่ ธันวาคม 30, 2010, 05:56:11 PM
สอบถามพระมหาบ้านนอกครับ
ค่าเครื่องบิน ไป-กลับ  สนามบิน  สุวรรณภูมิ  -  พม่า 
ราคาเท่าใด ครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 06:02:03 PM
ก้อนหินที่ตั้งองค์พระธาตุอินทร์แขวน เป็นก้อนหินอีกก้อน ซึ่งแยกตัวออกมาจากก้อนใหญ่ เป็นก้อนเล็กที่รองรับก้อนที่ตั้งองค์พระธาตุ เรียกว่า อัศจรรย์เป็นอย่างมาก  คืนที่สองนี้ อาตมามีโอกาศได้มานั่งสมาธิที่หน้าองค์พระธาตุ ตามภาพคือ มุมซ้ายมือ อากาศเย็นมากๆแต่นั่งสมาธิได้ดี คนเริ่มหมดเวลาสี่ทุ่ม อาตมานั่งสมาธิตั้งแต่ 4 ทุ่ม ถึง ตี3 เรียกว่าเกิดมาเพิ่งจะนั่งสมาธิได้นานที่สุดก็คราวนี้เอง แล้วมานั่งต่อในศาลาข้างหน้าองค์พระธาตุ เพราะอากาศหนาวเย็นมาก คนเริ่มทยอยมาอีกทีตอนตี4 มาถวายข้าวพระพุทธ ไม่น่าเชื่อว่าตี4คนจะเยอะมาก

http://img535.imageshack.us/img535/3761/img6563t.jpg (http://img535.imageshack.us/img535/3761/img6563t.jpg)

(http://img543.imageshack.us/img543/7594/img6564i.jpg)

คนมาถวายข้าวพระพุทธตอนตี4
(http://img227.imageshack.us/img227/5480/img6569.jpg)

คนเยอะถึงขนาดต้องต่อคิว

(http://img530.imageshack.us/img530/7031/img6574m.jpg)

พลังศรัทธาล้วนๆ เท่านั้นที่ทำได้ขนาดนี้

(http://img826.imageshack.us/img826/1781/img6579r.jpg)
(http://img192.imageshack.us/img192/3159/img6580y.jpg)
(http://img502.imageshack.us/img502/79/img6582a.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ไอชอง ที่ ธันวาคม 30, 2010, 06:09:37 PM
ผมยังไม่มีโอกาสไป เลยครับ ถ้าไปผมอยากไปที่เจดีย์ฉเวดากอง ผมอยากไปกราบสักการะ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ทั้ง 5 พระองค์ครับ

พระพุทธเจ้า 5พระองค์ของกับป์นี้ไม่รู้จะมีบุญวาสนาไหม ยังไงขอฝาก หลวงพี่มหาบ้านนอก ถ่ายภาพมาด้วยครับ ไม่รู้จะให้ถ่ายไหม


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 06:36:32 PM
สอบถามพระมหาบ้านนอกครับ
ค่าเครื่องบิน ไป-กลับ  สนามบิน  สุวรรณภูมิ  -  พม่า 
ราคาเท่าใด ครับ


อาตมาไปกับคณะทัวร์ ไป8 วัน 7 คืน ทั้งหมดก็ สามหมื่นหก แต่ในส่วนของอาตมา มีโยมเป็นเจ้าภาพถวาย ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีโอกาสได้ไป เท่าที่ทราบ การขอวีซ่าเข้าพม่ายากมาก เพราะเขาค่อนข้างที่จะเรื่องมาก ถ้าไปไหว้พระแบบนี้ของ่ายหน่อย


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 06:37:42 PM
ผมยังไม่มีโอกาสไป เลยครับ ถ้าไปผมอยากไปที่เจดีย์ฉเวดากอง ผมอยากไปกราบสักการะ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ทั้ง 5 พระองค์ครับ

พระพุทธเจ้า 5พระองค์ของกับป์นี้ไม่รู้จะมีบุญวาสนาไหม ยังไงขอฝาก หลวงพี่มหาบ้านนอก ถ่ายภาพมาด้วยครับ ไม่รู้จะให้ถ่ายไหม

มีแน่นอนครับ แต่จะเรียงลำดับตามวันนะครับ วันแรก เริ่มที่พระธาตุอินทร์แขวนก่อนนะครับ แล้วค่อยมาที่ ชเวดากอง


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: terdsak ที่ ธันวาคม 30, 2010, 11:43:37 PM
เเรงงานเค้าเข้าไทย  สบายๆ มีทั้งถูกกฎหมาย  เเละ  ผิดกฎหมาย
ขณะเราไปบ้านเค้าเรื่องมาก  สุดๆเลยครับ
ที่  พรมเเดนเเม่สาย ถ้าคนไทยข้ามฝั่งพม่า   กับเสียเงิน
เเต่ถ้าคนพม่าเข้ามาเที่ยว  ไทยไม่ต้องเสียเงิน มีการเเบบนี้อีก
ผมที่สะพานปลาเเห่งนึง  ใน จ .ประจวบ  คนพม่า มากมาย  มาเป็น ลูกจ้างเรือประมง 
มีลูกพี่  เฒ่าเเก่คนไทยนี่เเหละ เป็น  เจ้านาย   


มีเพื่อนผมอยู่ท่านนึง  ไปเที่ยวที่พม่า
ส่งโปร์สการ์ด  ติดเเสตมป์สวยๆ  ประทับตราชัดเจน จากปณ. ในประเทศพม่า
ส่งไม่ต่ำกว่า 30 เเผ่น  ไม่มีใครได้รับเลยครับ

 


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 30, 2010, 11:52:05 PM
เเรงงานเค้าเข้าไทย  สบายๆ มีทั้งถูกกฎหมาย  เเละ  ผิดกฎหมาย
ขณะเราไปบ้านเค้าเรื่องมาก  สุดๆเลยครับ
ที่  พรมเเดนเเม่สาย ถ้าคนไทยข้ามฝั่งพม่า   กับเสียเงิน
เเต่ถ้าคนพม่าเข้ามาเที่ยว  ไทยไม่ต้องเสียเงิน มีการเเบบนี้อีก
ผมที่สะพานปลาเเห่งนึง  ใน จ .ประจวบ  คนพม่า มากมาย  มาเป็น ลูกจ้างเรือประมง 
มีลูกพี่  เฒ่าเเก่คนไทยนี่เเหละ เป็น  เจ้านาย   


มีเพื่อนผมอยู่ท่านนึง  ไปเที่ยวที่พม่า
ส่งโปร์สการ์ด  ติดเเสตมป์สวยๆ  ประทับตราชัดเจน จากปณ. ในประเทศพม่า
ส่งไม่ต่ำกว่า 30 เเผ่น  ไม่มีใครได้รับเลยครับ

 

ไม่ต่างอะไรกับประเทศเราไปอเมริกาครับ ตรวจสอบมากมาย ยุ่งยาก แต่คนอเมริกามาบ้านเรา มันง่ายซะเหลือเกิน ได้ไปพม่าครั้งนี้ ทำให้รู้สึกว่า จริงๆแล้วคนพม่าน่ารักครับ เป็นมิตร ไม่ได้โหดร้ายเหมือนกับที่คิดไว้ คนพม่าใจดี มีน้ำใจ ให้ความเคารพพระ อย่างข่าวที่ออก ลูกจ้างพม่า ฆ่านายจ้างนั้น ที่เป็นข่าว หากเรามองในมุมหนึ่ง หากเราไม่บังคับขู่เข็ญเขา ดุด่าเขา เขาก็คงจะไม่ทำร้ายเรา คนพม่าเป็นคนที่สู้งานหนัก ไม่เกี่ยงงาน อาจจะคุยกันเสียงดังโวยวาย แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไร เราอาจจะมองเขาในแง่ร้ายเกินไป เพราะประวัติศาสตร์สองชาติมันข่มกันไว้ อยู่ที่ว่า คนในชาติ เราปลูกฝังกันยังไง แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังภายหลัง แต่ความรู้สึกที่ได้ไปเห็นมา คนพม่าส่วนใหญ่นิสัยดีครับ ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวเหมือนบ้านเรา อันนี้เรื่องจริงครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: terdsak ที่ ธันวาคม 31, 2010, 12:24:48 AM
ถ้า พระมหาบ้านนอกมีโอกาสได้ไปต่างจังหวัด   ต่างประเทศ
ดูงาน  วิชาการ    วิปัสสานา  ธุดง   หรือ  กรรมฐานที่ใดๆ  ก็ตาม
ซื้อโปร์การ์ด  สวย ณ. ที่ที่  ไป    เขียนรายละเอียด   เล่าเหตุการณ์ต่างๆ
ลงใน  โปร์การ์ด  ส่งถึง ตัวพระมหาบ้านนอก 
โดยหย่อนตู้  ปณ. ข้างถนน  มาสะสม  เพลิดเพลิน 
ตราประจำวัน บ่งบอก  ว/ด/ป  เสมือนเล่าการเดินทาง บันทึกการเดินทาง  ว่า  เคยไปมาเเล้วครั้งหนึ่ง
สะสมใส่เเฟ้ม  เพลิดเพลินอีกเเบบนึง
เเละได้ศึกษาเเสตมป์ต่างประเทศ เเละ  ในประเทศ

เช่น  มีโอกาสได้ไปเชียงใหม่ ก็  ซื้อโปร์สการ์ดอยสุเทพ  เป็นต้น


ผมเองสะสมโปร์สการ์ดเเละ ซองจดหมาย
เเสตมป์ไทยเเละเเสตมป์ต่างประเทศ

มีตัวอย่างรูปมาให้ดู ครับ

(http://2.bp.blogspot.com/_z6-1-DU5_zo/TNmQND-Wn4I/AAAAAAAAFZI/IMEvEe1Q1cU/s320/IMG_0002.jpg)

(http://2.bp.blogspot.com/_z6-1-DU5_zo/TNmQQ_cfk1I/AAAAAAAAFZQ/UttbYCqXsb8/s200/IMG_0004.jpg)


(http://1.bp.blogspot.com/_dZNgTz0Ks9U/TRmf07FG_jI/AAAAAAAARek/fxR-vU5Sl-s/s400/thai.jpg)

(http://3.bp.blogspot.com/_z6-1-DU5_zo/TRuJFGVlZPI/AAAAAAAAFu4/0cWs-V4nIHE/s200/IMG_0006.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 31, 2010, 02:45:33 PM
วิวสวยๆอีกมุม ที่พระธาตุอินทร์แขวน เป็นวัดรอบๆพระธาตุ

(http://img821.imageshack.us/img821/9082/img6477k.jpg)

วันที่คณะเราไปเป็นช่วงที่เขาสวด มหาปัฏฐาน โดยจะสวดกันตลอด 7 วัน7 คืน โดยจะมีพระมาเปลี่ยนกัน สวดออกเครื่องกระจายเสียงให้ได้ยินกันไปทั้งหุบเขา โดยไกด์พม่าอธิบายจะสวดให้คนพม่า ให้ชาวเขาที่ทำงานในป่าหรือในบ้านได้ยิน และร่วมอนุโมทนาด้วย แล้วเวลาที่ใครกำลังที่จะทำผิดศีลหรือทำไม่ดี ถ้าได้ยินเสียงสวดมนต์จะได้ฉุกคิดขึ้นได้และไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีอีก สาธุๆๆๆ

(http://img338.imageshack.us/img338/2088/img6470m.jpg)

ภาพนี้ประทับใจสุดๆ ต่อพลังศรัทธาของชาวพม่า วัดที่พม่า การกวาดวัดไม่มีเจ้าหน้าที่ แต่จะมีไม้กวาด วางไว้ คนไหนที่มีจิตอาสา เขาจะกวาดเองไม่ต้องบอก และขอบอกอีกอย่างว่า ถ้าคนไทยไปแล้วไปทิ้งขยะลงที่พื้นโดยไม่ทิ้งลงที่ถังขยะ คุณจะโดนคนพม่าเดินมาต่อว่าทันที วัดที่พม่าสะอาดมาก ทุกคนมาวัดมาเพื่อไหว้พระ ไหว้พระแล้วมีความสุข ทุกคนมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เมื่อกลับออกไปก็ยิ้มแย้ม จะไม่เหมือนคนไทยที่ไม่มีทุกข์ไม่เข้าวัด คนไหนเข้าวัด แสดงว่ามีทุกข์หรือก็มองว่ามีแต่คนแก่เท่านั้นที่เข้าวัด บ้านเขาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก

(http://img10.imageshack.us/img10/7048/img6471cu.jpg)
(http://img815.imageshack.us/img815/4100/img6528.jpg)
ภาพนี้ดูเอาเองกับจิตอาสา อธิบายด้วยภาพไม่ถูก
(http://img267.imageshack.us/img267/3204/img6228w.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 31, 2010, 02:55:02 PM
ตู้บริจาคของวัดที่พม่า ไม่ต้องมีคนมาเฝ้า ไม่ต้องมีกุญแจมาคล้อง ไม่ต้องกลัวหาย คนพม่าทำบุญกันเยอะมาก มีหลายตู้ ไม่ว่าเศรษฐี คนยากจน เวลาทำบุญทำทานเขาทำกันจริงๆ ไปดูที่ตู้ก็มีตั้งแต่ 10 -20-50-100-1,000 จ๊าด โดย1,000 บาท=40 บาท
ส่วน โดยส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่ 20,50,100  อาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกันเงินไทย แต่เมื่อดูรายได้ของเขา ก็ถือว่าไม่น้อย

(http://img403.imageshack.us/img403/7711/img6284f.jpg)

ใบไม้ใบนี้ชื่อว่า ใบชัยชนะ คนพม่าเชื่อว่า บูชาองค์พระธาตุด้วยใบนี้แล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จ ทุกวัดที่ไปจะมีใบนี้ขาย

(http://img530.imageshack.us/img530/4783/img6296d.jpg)

ดอกนี้คุ้นๆแต่จำชื่อไม่ได้
(http://img340.imageshack.us/img340/6552/img6298g.jpg)

(http://img20.imageshack.us/img20/4514/img6500n.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 31, 2010, 03:07:02 PM
ภาพวิวสวยๆจากโรงแรมที่พัก

(http://img823.imageshack.us/img823/1636/img6201o.jpg)
(http://img10.imageshack.us/img10/231/img6273a.jpg)
(http://img208.imageshack.us/img208/8347/img6396e.jpg)
(http://img340.imageshack.us/img340/9665/img6317f.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 31, 2010, 03:24:08 PM
คณะของเรา พักที่พระธาตุอินทร์แขวน2คืน ตลอดเวลาที่ไปเรียกว่า อิ่มอกอิ่มใจ มีความสุข เกิดปีติ เรียกว่า คืนแรกที่ทำวัตรเย็น สวดมนต์ไหว้พระที่หน้าองค์พระธาตุอินทร์แขวน อาตมาขนลุก เกิดปีติ น้ำตาไหลออกมาเอง ตอนเช้าหลังจากทำวัตรเช้าเสร็จแล้ว คณะเราลงจากพระธาตุประมาณ 6 โมงเช้าเพื่อลงมาทานอาหารเช้าที่โรงแรมและต้องลงจากเขาก่อน8โมงเช้า เพราะต้องรีบเดินทางไปต่อที่เมืองหงสาวดี อดีตเมืองหลวงเก่าของพม่า และต้องรีบไปให้ทันเพลที่หงสาวดี เพราะที่พม่าไม่มีร้านอาหารตามข้างทางเหมือนบ้านเรา ปั๊มน้ำมันก็ไม่มี สิทธิ์ในการขายน้ำมันเป็นของรัฐบาลอย่างเดียว คนที่จะเติมน้ำมันต้องได้บัตรคิวจากรัฐบาล และแต่ละคนจะได้จำนวนจำกัดเท่านั้น แต่รถส่วนใหญ่ในพม่า จะใช้ก๊าซ เพราะก๊าซธรรมชาติที่พม่าเยอะมาก ขนาดบ้านเรายังซื้อก๊าซจากพม่ามาทำโรงไฟฟ้าที่ราชบุรี

(http://img218.imageshack.us/img218/5858/img6310f.jpg)

เสลี่ยงที่พูดถึงคือ แบบนี้ ตอนขึ้นเรียกว่าลุ้นมาก เพราะทางชันมาก กลัวเขาหมดแรงเพราะถึงทางชันเขาค่อยๆเดิน แต่ตอนลงลุ้นมากกว่า เพราะทางชัน แล้วมีรถสวนมาด้วย ตอนรถสวนมา ใจจะวาย สวนตรงทางโค้ง อาตมาตัวเล็กคนหามเลยสบาย แต่อาตมาใจจะวายเพราะตอนลง เหมือนเขาจะวิ่ง ไม่ได้ถามคนนั่งเลย ว่ารู้สึกยังไงตอนลง  :-\ :-\
(http://img407.imageshack.us/img407/9132/img6586g.jpg)

(http://img687.imageshack.us/img687/8260/img6595a.jpg)

จุดนี้คือจุดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ รถจะมาถึงแค่นี้ ส่วนของคนพม่าจะมีขึ้นไปถึงเชิงบันไดทางขึ้นวัด นักท่องเที่ยวต้องนั่งเสลี่ยงขึ้นไป ถ้าไม่นั่งอยากจะเดินทดสอบพลังศรัทธาก็ได้ ขึ้นเขาสูงชันอีก2 กม.
(http://img291.imageshack.us/img291/7522/img6608js.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ ธันวาคม 31, 2010, 04:35:37 PM
ถึงเมืองหงสาวดีในตอนใกล้เพล เมื่อฉันเพลเสร็จแล้วเราเดินทางไปที่ พระธาตุเจดีย์ชเวมอดอ หรือที่เราเรียกว่า พระธาตุมุเตา พระธาตุมุเตานี้เป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในพม่า เป็นเจดีย์โบราณที่สำคัญทางประวัติศาสตร์พม่า พระเจ้าบุเรนอง ทรงให้ความเคารพพระธาตุนี้มาก พระเจ้าตะแบงชะเวงตี้กษัตริย์ต้นราชวงศ์ตองอู เมื่อพระองค์มาทำการเจาะพระกรรณที่พระธาตุนี้ แต่เดิมเมืองนี้มอญเป็นผู้ครอบครอง พระองค์ได้เดินทางมาอย่างลับๆไม่ให้พวกมอญทราบเพื่อมาเจาะพระกรรณ ต่อมาเมื่อใกล้จะเจาะเสร็จ ทหารมอญนับหมื่นนายมาปิดล้อมพระธาตุมุเตาไว้ จนปัญญาที่พระเจ้าตะเบงชะเวงตี้จะออกมาได้ พระองค์เลยอธิษฐานว่า หากพระองค์จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปในอนาคต ขอให้พระองค์ทรงฝ่าวงล้อมทหารมอญออกไปได้ โดยในขณะนั้นพระองค์ทรงมีทหารผู้ติดตามเพียงสิบกว่านายเท่านั้น ในที่สุดพระองค์ก็ทรงฝ่าวงล้อมทหารมอญออกไปได้ และภายหลังพระองค์ได้ลงมาตีเมืองหงสาวดีได้เป็นผลสำเร็จ พระองค์เลยสถาปนาราชธานีใหม่โดยตั้งอยู่ที่เมืองหงสาวดีหรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม เมืองพะโค
  พระธาตุมุเตานี้ พระเจ้าบุเรนองกษัตริย์องค์ต่อมา ต่อจากพระเจ้าตะเบงชะเวงตี้ พระองค์ทรงนับถือพระธาตุมุเตานี้เป็นอย่างมาก โดยโปรดให้สร้างพระตำหนักของพระองค์ล้อมพระธาตุมุเตาไว้ และทรงสร้างห้องบรรทมของพระองค์โดยให้หันหน้าไปทางองค์พระธาตุ เพื่อที่ตื่นขึ้นมา จะได้ทรงเห็นพระธาตุมุเตานี้ด้วย และทุกครั้งที่พระองค์จะออกศึกสงคราม พระองค์จะมากราบไหว้พระธาตุมุเตานี้ทุกครั้ง และพระองค์ก็รบชนะศึกทุกครั้ง จนได้ฉายา ผู้ชนะสิบทิศ บนพระธาตุมุเตานี้ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งพระเจ้าตะเบงชะเวงตี้และพระเจ้าบุเรงนองให้การเคารพกราบไหว้อยู่ แต่ปัจจุบันไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมหรือขึ้นบนพระธาตุได้ เพียงแต่ให้เห็นช่องและมองไปยังที่องค์พระพุทธรูปอยู่ได้ และขอพระจากข้างล่างได้
 พระธาตุมุเตานี้พระนเรศวรมหาราชของไทยเรา เมื่อครั้งไปเป็นเฉลยศึก พระองค์ก็เสด็จมาไหว้พระธาตุมุเตานี้บ่อยๆ แม้แต่ตอนที่เสด็จหนีกลับกรุงศรีอยุธยา พระองค์ก็มาอธิษฐษนขอพรจากองค์พระธาตุ และเมื่อครั้งที่เสด็จมาถึงกรุงหงสาวดีพระองค์ก็เสด็จมาสักการะองค์พระธาตุนี้ ก่อนจะเสด็จข้ามแม่น้ำสะตง ตามหนังเรื่องตำนานพระนเรศวรที่เราได้ดู
 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้ ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เมื่อครั้งเสด็จเยือนพม่า พระองค์ท่านก็ได้ขึ้นไปสักการะบูชา พระพุทธรูปองค์นี้ด้วย
 อาตมาได้แต่ยืนขอพรอยู่ข้างล่าง น้อมจิตใจไปถึงองค์พระปฏิมาที่อยู่ข้างบน
 ช่วงที่เราไป เป็นช่วงที่พระธาตุทำการปิดซ่อมแซมปิดทองใหม่ทั้งองค์ สภาพจึงเป็นอย่างที่เห็น ดูสิ่งที่เขาเอามาคลุมไว้กันลมเข้าเวลาปิดทอง เรียกว่า ทำกันแบบโบราณล้วนๆ
(http://img641.imageshack.us/img641/864/img6628v.jpg)
(http://img228.imageshack.us/img228/8936/img6622f.jpg)
ตรงนี้คือทางขึ้นองค์พระธาตุไปยังพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
(http://img836.imageshack.us/img836/8060/img6626v.jpg)
พระพุทธรูปองค์นี้อยู่ข้างล่าง ไม่ใช่องค์ข้างบนนะครับ
(http://img262.imageshack.us/img262/728/img6636g.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Lamzing_ontour ที่ มกราคม 01, 2011, 02:38:27 PM
นมัสการครับท่าน...ภาพสวยมากๆเลยครับ โดยเฉพาะภาพกลางคืน มีหลายๆคนถ่ายไม่ได้สวยแบบนี้น่ะครับ สุดยอดจริงๆครับ :)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ป้าน้อง ที่ มกราคม 01, 2011, 03:01:39 PM
นมัสการค่ะท่านมหาฯ   ภาพสวยมากค่ะเห็นแล้วอยากไปบ้าง   แต่ก็ยังกลัว ๆ อยู่น่ะกับการเมืองของเขา   พระอาจารย์ของป้าน้อง
ก็จะชื่นชมประเทศพม่าเหมือนท่านมหาเลยค่ะ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 01:30:04 PM
นมัสการครับท่าน...ภาพสวยมากๆเลยครับ โดยเฉพาะภาพกลางคืน มีหลายๆคนถ่ายไม่ได้สวยแบบนี้น่ะครับ สุดยอดจริงๆครับ :)

ชมพวกเดียวกันเองซะแล้วโยมพี ฝีมือการถ่ายรูปของอาตมายังห่างไกลจากคำว่า ถ่ายสวยนัก  ;D ;D


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Lamzing_ontour ที่ มกราคม 08, 2011, 01:37:42 PM
นมัสการครับท่าน...ภาพสวยมากๆเลยครับ โดยเฉพาะภาพกลางคืน มีหลายๆคนถ่ายไม่ได้สวยแบบนี้น่ะครับ สุดยอดจริงๆครับ :)

ชมพวกเดียวกันเองซะแล้วโยมพี ฝีมือการถ่ายรูปของอาตมายังห่างไกลจากคำว่า ถ่ายสวยนัก  ;D ;D


นมัสการครับท่าน

   ถ่ายสวยมากครับ..ถ่ายโหมดAV รึ M ครับ ถ่ายกลางคืนน่ะยากน่ะครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 01:50:53 PM
พาไปเที่ยวพม่าต่อเลยนะครับ หลังจากหยุดยาวช่วงปีใหม่ ไปหลายวัน  วันนี้เรายังคงอยู่ที่วัดพระธาตุมุเตาครับ 1 ใน5 สถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่านับถือ พระธาตุมุเตานั้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2473 ได้เกิดแผ่นดินไหวที่พม่า ทำให้ยอดเจดีย์องค์พระธาตุมุเตา หักลงมา แต่ที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นคือ ยอดของเจดีย์หักลงมาถึงพื้น แต่ปรากฎว่ายอดเจดีย์ไม่ได้แตกหักหรือแตกกระเด็นเสียหาย เหมือนกับเทวดา เอามือมารองรับยอดเจดีย์ไว้ น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก และตรงที่ยอดเจดีย์หักลงมา ก็ตรงกับทางขึ้นไปยังพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่อาตมาได้กล่าวถึงในตอนแรก  :-[ :-[

(http://img407.imageshack.us/img407/6586/img6641d.jpg)

(http://img830.imageshack.us/img830/6461/img6642a.jpg)

ชอบต้นไม้ที่วัดพระธาตุมุเตามาก เขาตัดให้เป็นร่มเงาดี มีใครรู้ไหมว่าเป็นต้นอะไรครับ

(http://img821.imageshack.us/img821/5359/img6637t.jpg)
(http://img684.imageshack.us/img684/121/img6639b.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 01:52:29 PM
นมัสการครับท่าน...ภาพสวยมากๆเลยครับ โดยเฉพาะภาพกลางคืน มีหลายๆคนถ่ายไม่ได้สวยแบบนี้น่ะครับ สุดยอดจริงๆครับ :)

ชมพวกเดียวกันเองซะแล้วโยมพี ฝีมือการถ่ายรูปของอาตมายังห่างไกลจากคำว่า ถ่ายสวยนัก  ;D ;D


นมัสการครับท่าน

   ถ่ายสวยมากครับ..ถ่ายโหมดAV รึ M ครับ ถ่ายกลางคืนน่ะยากน่ะครับ

โหมด AV ครับ iso Auto


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 02:28:46 PM
หลังจากที่คณะเราเดินทางออกไปจากพระธาตุมุเตาแล้ว เราก้เดินทางไปยัง พระราชวังบุเรงนองซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน เสียค่าเข้าชมคนละ 5ดอลลาร์ แต่ว่าวังนี้เป็นวังที่สร้างขึ้นมาใหม่หลังจากถูกอังกฤษเผา สร้างตามจินตนาการของช่าง แต่ความขลังและมนต์เสน่ห์หายไปทำให้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเท่าไรนัก เรียกว่าไม่สวยเท่าไร
หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปไหว้พระนอนใหญ่ ชเวตาลยอง เป็นพระนอนที่ได้ชื่อว่า สวยงามและใหญ่โตที่สุดในพม่า ซึ่งพระเจ้าบุเรนองเคยบูรณะไว้ หลังจากนั้นพม่าได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองพะโคหรือหงสาวดี ไปอยู่ที่ มัณฑะเลย์แล้ว พระนอนองค์นี้ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่นานหลายร้อยปี ตั้งอยู่กลางทุ่งนา เมื่อเข้าไปเราได้สัมผัสซึ่งความอบอุ่น และความใหญ่โตสมคำร่ำลือ จริงๆ
(http://img543.imageshack.us/img543/9894/img6693g.jpg)
(http://img837.imageshack.us/img837/55/img6687j.jpg)
(http://img207.imageshack.us/img207/9909/img6692z.jpg)

ส่วนนี้เป็นร้านขายของที่ระลึกตรงบันไดทางขึ้น

(http://img214.imageshack.us/img214/8730/img6702h.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 04:41:01 PM
ตอนบ่ายแก่ๆ ราวๆสัก 4โมง เราก็เดินทางมาถึง สิ่งที่ทุกคนรอคอยที่จะได้เห็น นั่นก็คือ การไปนมัสการพระธาตุเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ที่สวยงามที่สุดในโลก ยิ่งใหญ่ อลังการ สมคำร่ำลือจริงๆ ชเวดากอง สร้างด้วยทองคำ ยิ่งใหญ่มากๆ องค์พระปฐมเจดีย์บ้านเรา +พระธาตุดอยสุเทพแล้ว ยังห่างไกลจากชะเวดากองมากนัก เจดีย์ชะเวดา กอง เปิดตี4ถึง4ทุ่มของทุกวัน ส่วนความยิ่งใหญ่นั้น จะมากน้อยขนาดไหน ดูเอาเองนะครับ จะไม่บรรยาย ให้ดูทั้งกลางวันและกลางคืนครับ เรียกว่า อยู่ได้ทั้งวันไม่เบื่อ มีความสุข
-สัมผัสแรกที่เห็นเจดีย์ชะเวดากอง อาตมาขนลุก รู้สึกอบอุ่น อย่างบอกไม่ถูก ตอนทำวัตรเย็นและสวดธัมมจักร นั้น ขนลุก เกิดปีติ น้ำตาไหลออกมาเอง เหมือนเราได้เข้าใกล้พระพุทธองค์ ได้รับรู้ถึงคำว่า เมืองพุทธ จริงๆ
-เจดีย์ชะเวดากอง มีลิฟท์สำหรับนักท่องเที่ยว และคนแก่ ที่เดินขึ้นบันไดไม่ไหว ลิฟท์จะมี3ทาง สำหรับนักท่องเที่ยวก็ต้องเสียเงินค่าเข้าชม คนละ 5ดอลลาร์นะครับ ถ้าจำไม่ผิด(เพราะไม่ได้จ่ายตังค์)  :-[ :-[

(http://img403.imageshack.us/img403/6408/img6708c.jpg)

บันไดทางขึ้น ดูความยิ่งใหญ่นะครับ นี่แค่บันไดทางขึ้น
(http://img375.imageshack.us/img375/8131/img8072p.jpg)

(http://img232.imageshack.us/img232/2212/img8080c.jpg)

(http://img814.imageshack.us/img814/7/img8084.jpg)

(http://img441.imageshack.us/img441/3857/img8066j.jpg)

(http://img808.imageshack.us/img808/5396/img8064.jpg)

(http://img809.imageshack.us/img809/1624/img8065c.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ไอชอง ที่ มกราคม 08, 2011, 05:46:00 PM
เจดีย์ไหนครับที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ครับ (พระพุทธเจ้าอริยะเมตตรัย มีหรือเปล่าครับ)  บอกด้วยนะครับ ว่าเป็นของพระองค์ไหนครับ

ตามมาเฝ้าดูครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 06:10:50 PM
เจดีย์ไหนครับที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ครับ (พระพุทธเจ้าอริยะเมตตรัย มีหรือเปล่าครับ)  บอกด้วยนะครับ ว่าเป็นของพระองค์ไหนครับ

ตามมาเฝ้าดูครับ

เจดีย์ชะเวดากอง เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ที่ตปุสสะและภัทลิกะ พานิช 2พี่น้อง นำมาจากชมพูทวีปเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ใหม่ๆ ถือเป็นอุบาสกคู่แรกที่ ถึงรัตนตรัยแค่2คือพระพุทธ กับพระธรรม ในตอนนั้น ยังไม่มีพระสงฆ์ เมื่อพานิช 2พี่น้องนั้น ได้ถวายข้าวสัตตุก้อนและสัตตุผง แก่พระพุทธเจ้าแล้ว จึงได้ขอของที่ระลึกเป็นพุทธานุสสติจากพระพุทธเจ้าๆ จึงได้ให้เกศา(เส้นผม)แก่พานิช2พี่น้องนั้น จึงได้นำมา ณ ดินแดน สุวรรณภูมิ (สุวรรณภูมิ ในความคิดของอาตมาก็คือพม่า ไม่คิดว่าจะเป็นไทย เพราะหลักฐานทางพุทธศาสนา ที่พม่า มีมาก่อนไทย)
แล้วพานิช2พี่น้อง ก็ได้สร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุ นั่นก็คือ เจดีย์ชะเวดากอง

หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า พานิช2พี่น้องนั้น เป็นชาวพม่าคือ ข้าวสัตตุก้อนและสัตตุผง ในอินเดียครั้งพุทธกาลไม่มีข้าวชนิดนี้ และในพระไตรปิฎกก็กล่าวถึงข้าวชนิดนี้ก็แค่พานิช2พี่น้องนำมาถวายเท่านั้น และชาวอินเดีย สมัยพุทธกาลก็ไม่มี แต่มีอยู่ในพม่า และทุกวันนี้ก็ยังคงมีข้าวชนิดนี้อยู่ จึงทำให้เรามั่นใจได้ว่า พานิชพี่น้องคู่นั้นเป็นชาวพม่า

ส่วนเจดีย์ที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์นั้น อาตมาไม่รู้จริงๆ ว่าอยู่ที่ไหน เท่าที่รู้มา เมื่อมีศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก็จะหมดไป และพระพุทธเจ้าในภัทรกัลป์นี้ มี๕ พระองค์ ตรัสรู้แล้ว ๔ ยังเหลือ พระศรีอาริยเมตตรัย อีก1
-ถามว่าพระศรีอาริยเมตตรัยนั้น มีจริงไหม ตอบแบบไม่ต้องฟันธงและไม่คอนเฟิร์มว่า มีจริงครับ แต่อีกจะเมื่อไรนั้น ก็เป็นเรื่องของอนาคต ตามหลักศาสนาเราแล้ว มีอยู่จริง
-แต่ที่ไม่จริงคือ ร่างทรงของพระศรีอาริย์ ไม่มี


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 06:35:50 PM
ร้านค้าขายของที่ระลึก ตรงบันไดทางขึ้นพระธาตุ ทางขึ้นพระธาตุมี ๔ ด้าน แต่ละด้านเหมือนกันหมดครับ เพราะฉะนั้น ความยิ่งใหญ่อลังการไม่ต้องพูดถึง นี่เอามาให้ชมคือทางด้านทิศใต้นะครับ
เจดีย์ชะเวดากอง ตั้งอยู่บนภูเขา แต่เป็นเขาที่ไม่สูงมากนัก อาจจะตั้งอยู่บนไหล่เขาครับ ดังนั้น บันได เลยทำเป็นชั้นตามความลาดเอียงของภูเขา

(http://img146.imageshack.us/img146/2589/img8052y.jpg)

(http://img406.imageshack.us/img406/8586/img8046g.jpg)

(http://img841.imageshack.us/img841/7343/img8054z.jpg)

(http://img521.imageshack.us/img521/8547/img8060k.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 08, 2011, 06:56:38 PM
และแล้วเราเดินทางขึ้นสู่เจดีย์ชะเวดากอง เจดีย์ที่สวยงามที่สุดในโลก
(http://img502.imageshack.us/img502/9977/img7966d.jpg)

(http://img524.imageshack.us/img524/3866/img8029b.jpg)

(http://img153.imageshack.us/img153/598/img7994f.jpg)

(http://img829.imageshack.us/img829/5517/img7959o.jpg)

(http://img703.imageshack.us/img703/2167/img7990d.jpg)

(http://img35.imageshack.us/img35/5839/img8004w.jpg)

(http://img547.imageshack.us/img547/8283/img8026.jpg)

(http://img375.imageshack.us/img375/9481/img8031w.jpg)

(http://img35.imageshack.us/img35/5562/img8039hu.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: พัฒนกิจ ที่ มกราคม 08, 2011, 08:04:37 PM
วัดพม่าสะอาดมากครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: เอ ที่ มกราคม 08, 2011, 09:09:42 PM
ไม่น่าเชื่อ!... ผมเพิ่งรู้วันนี้เองว่าพม่าที่มีทหารกุมอำนาจและมีปัญหาทางการเมืองมาตลอดจะมีปฏิมากรรมและสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาลำเลิศจริงๆ

ขอบคุณครับท่านมหาที่นำมาให้ชม น่าไปเที่ยวจริงๆครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Lamzing_ontour ที่ มกราคม 10, 2011, 09:45:01 AM
นมัสการครับท่าน ขอชมว่รูปสวยมากๆอีกรอบครับ..จัดองค์ประกอบภาพได้ขั้นเทพเลยครับ :)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 10, 2011, 04:26:35 PM
มาชมความงดงามของชะเวดากองกันต่อเลยนะครับ

(http://img16.imageshack.us/img16/1021/img6759vz.jpg)

(http://img146.imageshack.us/img146/6993/img6768p.jpg)

(http://img810.imageshack.us/img810/1964/img6788e.jpg)

(http://img828.imageshack.us/img828/5208/img6790i.jpg)

(http://img843.imageshack.us/img843/4976/img6801r.jpg)

(http://img46.imageshack.us/img46/936/img6791i.jpg)

(http://img811.imageshack.us/img811/9906/img6808.jpg)

(http://img254.imageshack.us/img254/4526/img6823x.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ไอชอง ที่ มกราคม 10, 2011, 05:02:20 PM
ที่นี่ มี ทองคำมากกว่าในคลังธนาคาร อังกฎษ ตอนกลางคืนภาพสวยมากเลยครับ  :-*


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 10, 2011, 05:02:49 PM
สำหรับชะเวดากอง ยังไม่จบนะครับ ตอนท้ายจะมีอีก หลังจากที่คณะเราได้ไปไหว้พระธาตุชะเวดากองแล้ว ก็เข้าสู่ โรงแรมที่พัก คือโรงแรม Sedona Hotel เป็นโรงแรมระดับ5ดาว ของพม่า เป็นโรงแรมที่ใหญ่และมีชื่อเสียงของพม่า ตอนเช้าหลังจากฉันเช้าที่ห้องอาหารโรงแรมแล้ว คณะเราก็เดินทางไปยังวิหาร เทพเจ้าทันใจ ที่เชื่อกันว่าขออะไรแล้วได้ดังใจนึก สำหรับวิหารเทพเจ้าทันใจนั้นจะตั้งอยู่ภายในเจดีย์โบดาทอง ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำย่างกุ้ง และเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุอีกแห่งหนึ่งด้วย ภายในงดงามมาก ปิดทองผนังห้องมีทางเดินแคบๆพอเข้าไปได้ รอบภายในเจดีย์ มาดูความสวยงามกันเลยครับ

(http://img502.imageshack.us/img502/4720/img6903o.jpg)

ถ่ายจากวิหารเทพเจ้าทันใจ ที่คนไทยและชาวพม่านิยมไปไหว้ขอพร เป็นเจดีย์โบดาทอง

(http://img560.imageshack.us/img560/6431/img6895u.jpg)

ภายในวิหารปิดทองเหลืองอร่ามมาก ถ้ามองด้วยใจที่เป็นธรรมและเป็นกลาง เราทุกคนลงความเห็นว่าทองพม่าปิดแล้วอร่ามกว่าทองไทยมาก เจดีย์พม่าส่วนใหญ่จะปิดทองทั้งองค์ แต่บ้านเรา ทาสีทองทั้งองค์  >:( >:(

ในภายนี้ที่ที่บรรจุพระเกศาธาตุ(เส้นผม)ของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกขุดค้นพบใต้เจดีย์ จะมีพานอยู่ข้างหน้าจะสังเกตได้ว่าจะมีปัจจัยจำนวนมากมายวางอยู่ ระหว่างตรงที่ยืนอธิษฐานน้น จะมีกระจกกั้นไว้ไม่ให้เข้าไปได้ และจะมีช่องที่ใส่ปัจจัยเหมือนตู้บริจาค อยู่ประมาณคางเพื่อให้หย่อนปัจจัยลงไป ในระหว่างตรงที่เรายืนที่กระจกนั้น ข้างล่างก็จะเป็นหลุมลึกมาก คือใต้ฐานเจดีย์ คนไหนที่สามารถอาตมาใช้คำว่า โยนเงินหรือเขวี้ยงธนบัตร(พม่าไม่ใช้เหรียญเหมือนบ้านเรา) ไปลงที่พานหรือ บริเวณหน้าที่ประดิษฐษนพระเกศาธาตุได้ คนนั้นจะสำเร็จ ตามคำอธิษฐาน ในระหว่างที่ยืนเข้าคิวรอ เพราะทางแคบมาก ก่อนที่จะถึงคิวอาตมา ตาก็เหลือบไปเห็นระยะห่าง และเห็นคนที่เขาโยนเงินไปก่อนหน้านั้น ปรากฎว่า ไปไม่ถึงฝัน คือตกลงที่หลุมก่อน ด้วยความคิดแวบขึ้นมาในขณะนั้น จะทำยังไงดี เงินเราถึงจะไปวางบนพานได้ แวบนึงความคิดก็บรรเจิด วิญญาณน้องหม่องเข้าสิง อาตมาเอาเงินมาพับเป็นเครื่องบิน แล้วร่อนไป ปรากฏว่าไปตงลงที่พานพอดี  เสียดายที่คนต่อคิวข้างหลังเขาดันมา ไม่ทันได้ถ่ายรูปตรงเครื่องบินร่อนลง  ;D ;D
(http://img207.imageshack.us/img207/5729/img6855j.jpg)
(http://img210.imageshack.us/img210/209/img6859f.jpg)

วิหารเทพเจ้าทันใจ
(http://img143.imageshack.us/img143/6169/img6873u.jpg)

คนที่ขอพร จะเอาหน้าผาก ไปจดที่นิ้วของเทพเจ้าแล้วจะได้สมหวังดังที่ใจคิดไว้

(http://img703.imageshack.us/img703/1213/img6898p.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 10, 2011, 05:26:26 PM
คณะเรามีเวลาที่วิหารเทพเจ้าทันใจไม่มาก เพราะตอนบ่ายจะต้องแยกย้ายกัน อีกคณะหนึ่งจะเดินทางกลับกรุงเทพในตอนบ่าย เราคณะอาตมาต้องไปต่อที่มัณฑะเลย์ แยกกันตอนเที่ยงเลยต้องรีบไปตลาดสก๊อต เพื่อทำให้กระเป๋าเบา ตลาดสก๊อต เป็นตลาดที่อังกฤษสร้างให้ ตั้งชื่อตามคนที่สร้าง แต่ภายหลังพม่าได้เอกราชจากอังกฤษ ทุกอย่างที่เป็นของที่อังกฤษตั้งให้ พม่าจะเปลี่ยนมาเป็นชื่อของตัวเอง ตลาดนี้มีชื่อว่า
ตลาดโบ๊กฉกอองซาน  แต่ชื่อเรียกยาก คนไทยเราเลยเรียกตลาดสก๊อต ตามเดิม ตลาดนี้เหมือนสยามบ้านเรา แต่ขายของทุกอย่างส่วนจะมีอะไรนั้น ไปลองดูกันเลยครับ

(http://img573.imageshack.us/img573/2295/img6928a.jpg)
(http://img10.imageshack.us/img10/5945/img6945q.jpg)
(http://img560.imageshack.us/img560/8945/img6948.jpg)
(http://img375.imageshack.us/img375/5071/img6964h.jpg)
(http://img210.imageshack.us/img210/1716/img6932op.jpg)
(http://img812.imageshack.us/img812/1484/img6958u.jpg)

ชอบรูปนี้มากมาย เอาทับทิม หยก พลอย มาประดับ แต่พอทราบราคาแล้วต้องถอย 500$  >:(
(http://img816.imageshack.us/img816/4761/img6961v.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ไอชอง ที่ มกราคม 10, 2011, 07:16:44 PM
วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์มติชนอ่านข่าววัดในพม่าและเจดีชเวดากอง รู้สึกประทับใจมากๆครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 10, 2011, 08:01:33 PM
มาดูวิถีชีวิตของชาวพม่าดูบ้างนะครับ สภาพทั่วไปของตลาดครับ
(http://img545.imageshack.us/img545/6748/img6949.jpg)

คนพม่าส่วนใหญ่ยังคงนิยมกินน้ำชาและเคี้ยวหมาก โดยผสมผสานสองวัฒนธรรมต่างซีกโลก การกินน้ำชาเป็นวัฒนธรรมจากอังกฤษที่ได้รับเมื่อครั้งถูกอังกฤษปกครอง ส่วนการกินหมากคือวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากปู่ย่าตายาย ร้านค้าขายหมาก มีให้เห็นโดยทั่วไปทั่วพม่า

(http://img834.imageshack.us/img834/7829/img6974ve.jpg)
(http://img259.imageshack.us/img259/6655/img6975w.jpg)

อาหารแบบดังเดิม
(http://img440.imageshack.us/img440/8219/img6953r.jpg)

ชอบแนวคิดแบบนี้ คนไหนสนใจเลียนแบบได้เลยนะครับ สร้างบ้านให้นก ที่ให้อาหารนกพิราบเพื่อไม่ให้นกพิราบมากวน และสร้างบ้านให้นกกระจอกไปด้วย พอนกพิราบกินเสร็จ นกกระจอกก็ลงมากินต่อ พึ่งพาซึ่งกันและกัน หากเราสร้างที่ให้เขาอยู่แล้ว เขาก็ไม่ไปกวนใจเรา ความคิดสุดยอดครับ  :-[  :-[  :-[
(http://img266.imageshack.us/img266/7982/img6939h.jpg)

แท็กซี่พม่า
(http://img196.imageshack.us/img196/2707/img6976e.jpg)

เท่าที่สังเกตดูร้านค้าพม่าส่วนใหญ่จะมีถังน้ำแบบนี้ตั้งไว้หน้าร้านทุกร้าน เพื่อให้คนที่มาตลาดได้ดื่มกินตลอด และตลอดสองข้างทางที่พบเห็น หน้าบ้านแทบจะทุกหลังคาของชาวพม่า จะมีตุ่มน้ำแบบตุ่มดินเผาไว้หน้าบ้าน สำหรับคนที่ผ่านไปผ่านมาได้ดื่มกิน เหมือนบ้านเราเมื่อสัก70ปีผ่านมา แต่บ้านเราทุกวันนี้ไม่มีแล้ว
(http://img204.imageshack.us/img204/1540/img6977k.jpg)

อันนี้ไม่ทราบว่าเป็นกล้วยไม้ชนิดใด อยากจะได้แต่ต้องเดินทางไปมัณฑะเลย์และพุกามอีก5วันกว่าจะได้กลับ เลยไม่ได้ซื้อเสียดาย

(http://img43.imageshack.us/img43/328/img6956r.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: พัฒนกิจ ที่ มกราคม 10, 2011, 08:28:23 PM
([url]http://img43.imageshack.us/img43/328/img6956r.jpg[/url])

คล้าย กล้วยไม้ ช้างผสมโขลงหรือว่านเขาควายใหญ่ครับ
ดูเปรียบเทียบที่นี่ครับ
http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J10069392/J10069392.html


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: จีจี้ จ๋า.... ที่ มกราคม 10, 2011, 09:28:16 PM
นมัสการพระคุณเจ้าค่ะ
ดิฉันมีเรื่องอยากกราบเรียนถามพระคุณเจ้า ดังนี้ค่ะ
ดิฉันได้โพสต์ ข้อความที่ 40 ต่อจาก ข้อความของคุณไอชอง ที่ว่า "สาธุ จะอฐิษฐานขออะไรดีนะ" โดยข้อความของดิฉันมีดังนี้

"ขอน้อมจิตรำลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
อธิษฐานจิตอโหสิให้ในทุกสิ่ง
แม้นลูกเคยสร้างกรรมไว้ไม่ท้วงติง
ไม่ขอประวิงเวลาจะทดแทน

ขอให้กรรมใดๆที่ได้ก่อ
เคยหลอกล่อเธอไว้ร้ายเหลือแสน
เคยสร้างกรรมใดไว้ทุกชาติแดน
ขอทดแทนกรรมต่างภพจบกันเทอญ "

ซึ่งข้อความดังกล่าวได้หายไป และข้อความเดิมของคุณไอชองได้เปลี่ยนเป็น
ที่นี่ มี ทองคำมากกว่าในคลังธนาคาร อังกฎษ ตอนกลางคืนภาพสวยมากเลยครับ  :-*

โดยที่ไม่ปรากฎว่ามีการแก้ไขข้อความ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ดิฉันพอสมควรว่า ข้อความที่ดิฉันโพสต์นั้น ไม่เหมาะสมอย่างไร ขอพระคุณเจ้ากรุณาให้คำแนะนำแก่ดิฉันด้วยค่ะ เพราะโดยเจตนาแท้จริง ดิฉันเพียงต้องการสื่อว่า หากมิรู้จะอฐิษฐานสิ่งใด บางทีการอฐิษฐานขออโหสิกรรม น่าจะเป็นการดี ผิดถูกอย่างไร ขอพระคุณเจ้าได้โปรดชี้แนะด้วยค่ะ เพราะดิฉันเองก็ยังไม่ค่อยมีความรู้มากเท่าใดนักค่ะ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 11, 2011, 08:38:50 AM
นมัสการพระคุณเจ้าค่ะ
ดิฉันมีเรื่องอยากกราบเรียนถามพระคุณเจ้า ดังนี้ค่ะ
ดิฉันได้โพสต์ ข้อความที่ 40 ต่อจาก ข้อความของคุณไอชอง ที่ว่า "สาธุ จะอฐิษฐานขออะไรดีนะ" โดยข้อความของดิฉันมีดังนี้

"ขอน้อมจิตรำลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
อธิษฐานจิตอโหสิให้ในทุกสิ่ง
แม้นลูกเคยสร้างกรรมไว้ไม่ท้วงติง
ไม่ขอประวิงเวลาจะทดแทน

ขอให้กรรมใดๆที่ได้ก่อ
เคยหลอกล่อเธอไว้ร้ายเหลือแสน
เคยสร้างกรรมใดไว้ทุกชาติแดน
ขอทดแทนกรรมต่างภพจบกันเทอญ "

ซึ่งข้อความดังกล่าวได้หายไป และข้อความเดิมของคุณไอชองได้เปลี่ยนเป็น
ที่นี่ มี ทองคำมากกว่าในคลังธนาคาร อังกฎษ ตอนกลางคืนภาพสวยมากเลยครับ  :-*

โดยที่ไม่ปรากฎว่ามีการแก้ไขข้อความ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ดิฉันพอสมควรว่า ข้อความที่ดิฉันโพสต์นั้น ไม่เหมาะสมอย่างไร ขอพระคุณเจ้ากรุณาให้คำแนะนำแก่ดิฉันด้วยค่ะ เพราะโดยเจตนาแท้จริง ดิฉันเพียงต้องการสื่อว่า หากมิรู้จะอฐิษฐานสิ่งใด บางทีการอฐิษฐานขออโหสิกรรม น่าจะเป็นการดี ผิดถูกอย่างไร ขอพระคุณเจ้าได้โปรดชี้แนะด้วยค่ะ เพราะดิฉันเองก็ยังไม่ค่อยมีความรู้มากเท่าใดนักค่ะ

เจริญพรคุณโยม อาตมาก็ไม่รู้เรื่องเช่นเดียวกัน เพราะลงรูปแล้ว ก็ปิดเครื่อง มาเปิดอีกทีก็ตอนเช้า และก็มาเจอข้อความของโยม อาตมาก็ไม่ทราบจริงๆครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อาตมาจะหาคำตอบมาให้นะครับ ไม่เป็นไร หากสิ่งใดที่เราทำลงไปด้วยใจบริสุทธิ์ หากสิ่งนั้นโดนทำลายแต่ความตั้งใจยังอยู่ ความดีก็จะยังคงอยู่ครับ 


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 11, 2011, 09:16:54 AM
ตอนบ่ายเราได้เดินทางต่ไปยังเมืองมัณฑะเลย์ โดยสายการบิน แอร์มัณฑะเลย์ ภาพนี้ น่าจะเป็น ทะเลสาบอินเล ไกด์เล่าให้เราฟังว่า เมืองนี้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สำคัญคือ การปลูกผักบนน้ำ สามารถทำการเกษตรบนน้ำได้ น่าจะคล้ายๆที่เขมรนะครับ ทะเลสาบเขมรสามารถปลูกข้าวบนน้ำได้ โดยปลูกบนจอกแหน เขามีวิธีปลูก ส่วนยังไงนั้นถ้าได้ไปอีก จะเก็บวิธีปลูกผักบนน้ำมาให้พวกเราได้ดูกันครับ

(http://img821.imageshack.us/img821/7163/img6987z.jpg)

เมื่อเราลงจากสนามบินแล้วเราเดินทางอีกประมาณ1ชั่วโมงครับ เพราะสนามบินมัณฑะเลย์อยู่นอกตัวเมืองมากๆ กลางทุ่งนาเพราะเขาย้ายสนามบินใหม่ไกลมากๆ หนทางก็ขรุขระ เพื่อจะมาให้ถึงสะพานอูบิน ซึ่งเป็นสะพานที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหมด ความยาวกว่า3กิโลเมตร ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน ทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ เมืองหลวงเก่าของพม่า โดยใช้ไม้สักที่รื้อมาจากเมืองเก่าแห่งกรุงอังวะ จำนวน 1,208ต้น เห็นแล้วก็ทึ่งกับทรัพยากรธรรมชาติเขา เมืองอมรปุระนี้ เมืองหลวงเก่ามีประตูเมืองชือประตูโยเดียกับประตูนครพิงค์ด้วย และเมืองนี้ มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ หมู่บ้านโยเดีย ตั้งเมื่อคราว รบชนะอยุธยา ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ก็ยังคงอยู่

ตั้งใจที่จะมาให้ทันพระอาทิตย์ตกดิน แต่มาไม่ทัน เลยได้แค่นี้
(http://img816.imageshack.us/img816/6799/img6991z.jpg)

มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่สะพานนี้มากเช่นเดียวกัน
(http://img194.imageshack.us/img194/6480/img6997v.jpg)

(http://img10.imageshack.us/img10/8522/img7005j.jpg)

คณะเรามาที่สะพานอูบิน 2ครั้ง คือตอนเย็นกับตอนเช้า เพราะเป็นทางผ่านที่เราจะไปทำบุญที่วัดมหากันกายงเป็นโรงเรียนปริยัติซึ่งมีพระมากกว่า1,200รูป

สะพานอูบินในยามเช้า

(http://img151.imageshack.us/img151/4/img7129.jpg)

(http://img13.imageshack.us/img13/7393/img7132lw.jpg)

(http://img651.imageshack.us/img651/135/img7133j.jpg)

(http://img198.imageshack.us/img198/5428/img7138mg.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 11, 2011, 09:30:37 AM
มาดูการทำเกษตรแบบดังเดิมของภูมิภาคนี้กันครับ พม่ายังคงทำเกษตรแบบโบราณสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน ยังคงใช้วัว-ควาย ในการไถนา เกวียนยังคงมีให้เห็นกันทั่วไป พม่าไม่มีรถไถนาแบบบ้านเรา ยังคงใช้วัวควาย ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม่มีโคโตซาน ยาฆ่าหญ้า แบบบ้านเรา ยังคงเพาะปลูกแบบนี้เรื่อยมา อาจจะดูล้าหลังนะครับ แต่อาตมาว่า มันมีมนต์เสน่ห์มากๆ บ้านเราปัจจุบัน การไถนาแบบนี้ ถึงกับมีโรงเรียนฝึกทั้งวัว-ควาย และคน เราอาจจะหัวเราะเขาที่เขาไม่มีรถไถนาแบบบ้านเรา แต่เขาก็จะหัวเราะกลับว่า ขนาดไถนา ยังเปิดโรงเรียน มองอีกมุมหนึ่งแสดงว่าดินบ้านเขาต้องอยู่ในสภาพดีแน่นอนครับ วัว-ควายถึงไถได้ อีกอย่างบ้านเขาทำนาทำสวนใช้ปุ๋ยคอกครับ ไม่มีปุ๋ยเคมี

(http://img15.imageshack.us/img15/183/img7136t.jpg)

(http://img193.imageshack.us/img193/5691/img7143f.jpg)

(http://img513.imageshack.us/img513/3182/img7140h.jpg)

(http://img641.imageshack.us/img641/7623/img7148i.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: พัฒนกิจ ที่ มกราคม 11, 2011, 01:23:03 PM
ท่านพระมหา มีภาพสะพานไม้สักระยะใกล้ไม่ครับ ???


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 11, 2011, 03:34:41 PM
ท่านพระมหา มีภาพสะพานไม้สักระยะใกล้ไม่ครับ ???


ใกล้สุด มีภาพนี้ภาพเดียว เป็นหัวหน้าทัวร์ที่พาไป

(http://img529.imageshack.us/img529/4049/img7020c.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: พัฒนกิจ ที่ มกราคม 11, 2011, 05:00:41 PM

ขอบพระคุณ ท่านพระมหาครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 11, 2011, 05:02:57 PM
หลังจากพวกเราชมความงามของสะพานอูบินแล้ว เราก็มาเยี่ยมชมโรงงานทอผ้าไหมของพม่า วิธีการทอผ้าไหมของพม่า จะคล้ายกับของไทย แต่จะต่างกันตรงวิธีทำมากกว่า บ้านเราจะนำเส้นไหมมามัดหมี่ หรือมาขึ้นลายเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยนำมาย้อม เมื่อได้ลายแล้วเราจึงนำมาทอ ส่วนพม่านั้นทำลายบนผ้าไหมเลย ปักลายกันให้เห็นเลย เรียกว่าต้องใช้ความชำนาญมาก ใช้เวลานานมากกว่าจะได้ผ้าไหม ต้องเรียกว่าของเขาทำยากกว่าบ้านเรา บ้างกี่(สรรพนามเรียกตัวทอผ้าไหม) ใช้คนปัก2คน บางกี่คนเดียว ดูรูปเองนะครับ

(http://img40.imageshack.us/img40/6052/img7025z.jpg)

(http://img259.imageshack.us/img259/2792/img7023ji.jpg)

(http://img227.imageshack.us/img227/6339/img7028r.jpg)

(http://img200.imageshack.us/img200/2315/img7030m.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ยุ้ยเอย ที่ มกราคม 12, 2011, 08:03:48 AM
ขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็นค่ะ

     ดูจากวิธีทอผ้าไหมของเค้าแล้ว  เหมือนเป็นการสานมากกว่าการทออย่างบ้านเรานะคะ
คือไหมเส้นยืน....เรียบเสมอกัน  ไม่มีการกดลง  หรือยกเส้นไหมขึ้นเลย  เหมือนไม่มีการแยก
ตะกรอไหมนะคะ
ในภาพดูเหมือนเป็นการที่ค่อยๆสอดกระสวยสลับขึ้นลงทีละเส้นไหม  ประมาณเดียวกับ
การสานตะกร้า   สานเสื่อ   
ในขณะที่ไทยเรา  หรือลาว จะใช้ลักษณะกระสวยพุ่ง  เมื่อกดแยกตะกรอไหมแล้ว  ก็จะ
สอดกระสวยพุ่งผ่านไปทั้งหมด  ดังนั้น 1เส้นไหมในแนวนอนจะได้เร็วมาก
เอารูปมาให้เปรียบเทียบค่ะ  เป็นภาพจากเวปนะคะ    ไม้ที่เห็นอยู่ตรงกลางเป็นตัวกดแยกไหม
ซึ่งจะสะดวกในการสอดไหมผ่านไม่ต้องสอดขึ้นลงทีละเส้นอย่างของพม่าค่ะ   ในภาพเป็นการ
ทอผ้าของชาวลาว  เป็นการทอมือแบบพื้นบ้าน   
(http://www.bloggang.com/data/travelsomewhere/picture/1231527748.jpg)
และอีกรูปค่ะเป็นการทอโดยใช้กี่กระตุก  ของชาวไทย   จะสังเกตเห็นการกดแยกไหมจัดเจน
จากมุมล่างขวาของภาพค่ะ
(http://202.29.22.173/php/information/serishai/006.jpg)

         น่าประทับใจมากค่ะ   เป็นเอกสักษณ์  เป็นวัฒนธรรมที่ต่อไป 20ปี 30ปี ให้หลัง
จะมีใครมีโอกาสเห็นการทอผ้าของพม่าแบบนี้อีกหรือเปล่านะคะ   ถ้าเรามองที่ผลสำเร็จของงาน
ที่ผ้าหนึ่งผืน  งานอาจไม่ต่างจากไทย  คุณภาพของเนื้อไหมอาจสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำค่ะ  แต่ถ้ามองที่
วิธีการผลิต  ของพม่าแม้จะล้าหลัง  แต่มีวิริยะ อุตสาหะ  อยู่ในนั้นเต็มๆค่ะ
         ไม่ทราบว่า  ผ้าของเค้าแพงมากมั้ยคะ 


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 09:22:09 AM
ตอบคุณยุ้ยเอย
-การทอผ้าของพม่า ใช้กี่กระตุกแบบของบ้านเรา มีการเหยียบแบบ2เขาและ3เขา ตามภาษาการทอผ้าครับ มีการยกขึ้นยกลง แต่พอดีอาตมาไม่ได้ลงรูปครับ ตามภาพนี้เลยนะครับเขาจะมีกระสวยวิ่งผ่านไปครับ เป็นเส้นไหมเมื่อได้สักระยะหนึ่งแล้ว เขาจะปักลายลงไปที่ผ้าไหมครับ เรียกว่าต้องใช้ความวิริยะ อุตสาหะพอสมควร กว่าจะได้ออกมาแต่ละผืน คุณภาพของผ้าไหม ยังไม่สู้ผ้าไหมบ้านเรานะครับ โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่ขอนแก่น ;D ;D (อันนี้ชมบ้านตัวเองนิดนึง)
-ส่วนราคานั้น ก็แพงเหมือนกันครับ แต่ถ้าได้ไปเห็นวิธีการทำแล้ว ราคาก็สมน้ำสมเนื้อครับ อย่างในภาพที่สอง ราคา 15,000จ๊าด คิดเป็นเงินไทยก็600บาท สำหรับผ้าพันคอสีขาว ส่วนราคาผ้าถุง ก็พันบาทขึ้นไปครับ สูงสุดไม่เกินสี่พันบาท ขึ้นอยู่กับลายผ้าและระยะเวลาครับ

(http://img838.imageshack.us/img838/8724/img7021k.jpg)

(http://img695.imageshack.us/img695/1075/img7032ey.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ยุ้ยเอย ที่ มกราคม 12, 2011, 09:41:39 AM
ขอบพระคุณค่ะ   
ดูจากภาพแล้ว  600 บาท ก็ถือว่าน่าจะราคาแพงนะคะ  เพราะ
ดูจาก 4 ผืนทางขวามือ  เนื้อผ้าดูค่อนข้างบาง และไม่เนียน มองเห็นเส้น
ด้ายการทอ  ผืนสีขาวตรงกลาง น่าจะดูดีที่สุดค่ะ  แต่เมื่อเทียบว่าเป็นเพียงผ้าพันคอ
ก็คงถือว่าแพงนะคะ    ผ้าไหมบ้านเรา  ไหมอีสานสวยๆ  หลาละ 200-300บาท
ถ้าขอนแก่น  ไหมอ.ชนบทก็สวยค่ะ  เคยซื้อฝากผู้ใหญ่บ่อยๆเหมือนกันค่ะ
เวลากลับบ้านทางอีสาน  แต่ต้องออกนอกเส้นทาง  ส่วนใหญ่ก็เลยซื้อปักธงชัย
หรือไม่ก็นาข่าค่ะ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 11:14:55 AM
หลังจากที่เราเข้าพักที่Mandalay Swan Hotel เรามีนัดกันตอนตี4 เพื่อที่จะไปร่วมพิธีสรงน้ำพระพักตร์ พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปทองเนื้อนิ่ม เป็น1ใน5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าเคารพนับถือ พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีขนาดใหญ่ประดับด้วยเพชรนิลจินดามากมาย ข้างในที่ประดิษฐานจะไม่ให้ผู้หญิงเข้าไป อนุญาตเฉพาะผู้ชาย จะมีการแบ่งโซนชัดเจน อาตมาตั้งนาฬิกาไว้ ตี3ครึ่ง เพราะตี4รถจะออกจากโรงแรม ใช้เวลาเดินทางประมาณ10นาทีจากโรงแรม ตั้งเวลาในโทรศัพท์ ตี3ครึ่ง ลืมไปว่าเวลาที่เมืองไทยกับพม่าห่างกัน30นาที ลงมาที่ล็อบบี้โรงแรม ยังไม่มีใครลงมา มาดูนาฬิกาโรงแรม อ้าว ยังไม่ตี4  >:( >:(
-เมื่อไปถึงวัดพระมหามัยมุนีแล้ว ชาวพม่าเชื่อว่า พระพุทธมหามัยมุนี นี้เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะด้วยเหตุที่ได้รับประทานพร (บางตำนานก็เล่าว่าได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า) จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวาย โดยทุกเช้า เวลาประมาณ 04.00 น. (ตี 4) พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดีพร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดีเสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่จริง ๆ

อนึ่ง องค์พระมหามัยมุนีมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะป่ำไปทั้งพระองค์ ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไป ก็จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ชั้น ตลอดระยะเวลาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ ทำให้พระมหามัยมุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า “พระเนื้อนิ่ม” แต่น่าแปลกที่ว่า แม้จะมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนองค์พระใหญ่ขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่พระพักตร์ขององค์พระมหามัยมุนีก็ยังแลดูใหญ่ตามองค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการปิดทองที่องค์พระเลยแม้แต่น้อย

น้ำที่ใช้สรงพระพักตร์พระมหามัยมุนี เป็นน้ำอบอย่างดี ชาวพม่าถือว่าน้ำนี้เป็นน้ำมงคลอย่างมาก จะนำมาพรมหน้า เพื่อให้เป็นสิริมงคล หรือเอาผสมน้ำพรมให้ทั่วบ้าน ซึ่งน้ำที่ใช้สรงหน้านี้มีไม่เยอะ ต้องแย่งกัน อาตมาก็ไปแย่งด้วย ได้มา1ขวด  ;D ;D
 ส่วนผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เช็ดหน้าหลังจากสรงน้ำเสร็จแล้วนั้น ทางวัดจะเก็บไว้ ถ้าใครได้ไปถือว่าโชคดี อาตมาก็ไปยืนรอที่ตรงทางลงของพระเถระ เมื่อพระเถระ เอาผ้าที่คณะของอาตมาไปซึ่งรวมกันไว้ไม่ปนกันคนอื่น เพราะผ้าที่ชาวบ้านเอาไปให้เช็ดหน้านั้นมีจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่เขาจะจัดรวมกันไว้ แล้วเช็ดพร้อมกันทีเดียว แต่อาตมาพอถึงเวลาเช็ด อาตมาเดินเข้าไปในวิหาร ยื่นให้เจ้าหน้าที่แล้วยืนรอ ด้วยความหวังที่จะได้คืน พอพระเถระท่านเช็ดเสร็จ ก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ อาตมาก็ยื่นมือไปขอรับ เจ้าหน้าที่ก็ยิ้มแล้วยื่นให้ พอยื่นให้ เท่านั้นแหละ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
-ตอนที่ไปทำวัตรเช้า แล้วสวดบท อิติปิโส ขนลุกไปทั้งตัว น้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้าง เกิดปีติอย่างแรงกล้า เพราะเสียงที่ชาวบ้านเขามาสวดมนต์ดังมาก เสียงฆ้องกลองระฆังรัว เพียงแค่นี้ก็รับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรม นับว่าคุ้มเป็นอย่างมากที่ได้มา

(http://img251.imageshack.us/img251/7913/img7043t.jpg)

(http://img638.imageshack.us/img638/9003/img7041z.jpg)

(http://img217.imageshack.us/img217/1485/img7044q.jpg)

(http://img33.imageshack.us/img33/8972/img7045e.jpg)

(http://img96.imageshack.us/img96/8430/img7049bx.jpg)

(http://img832.imageshack.us/img832/4096/img7052m.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 05:02:49 PM
วัดยักไข่ เป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระมหามุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของชาวพม่า ชาวมอญ และชาวยักไข่ ต่างให้ความเคารพเป็นอย่างมาก มากว่าพันปี เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองยักไข่ ในสมัยพระเจ้าปะดุงได้นำมาไว้ที่มัณฑะเลย์ และสร้างวัดที่มัณฑะเลย์ไว้เพื่อประดิษฐาน พระมหามุนี ด้วย พระพุทธรูปนี้ เป็นของชาวยักไข่ ยักไข่เป็นชนชาติหนึ่งในพม่า มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ทั้งภาษาและระบอบกษัตริย์ ปัจจุบันเมืองยักไข่นี้อยู่ในพม่า ตั้งอยู่ติดชายแดนอินเดียและบังคลาเทศ ยักไข่กับพม่าไม่ถูกกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า เจองูกับเจอยักไข่ ให้ตียักไข่ก่อน แล้วไทยเรานำสำนวนนี้มาใช้กับแขกว่า เจองูกับเจอแขกให้ตีแขกก่อน ถึงชาวพม่าจะได้พระมหามัยมุนีมาจากชาวยักไข่แล้ว พอสร้างวัดถวายก็ใช้ชื่อว่าวัดยักไข่ เพื่อเป็นการยกย่องชาวยักไข่ ที่สร้างพระพุทธรูปนี้ อาตมาขอบอกว่าถึงจะไม่ถูกกันก็จริง แต่เรื่องบางเรื่องพอที่จะยกย่องกันได้เขาก็ยกย่องกัน ไม่ใช่จะเป็นศัตรูกันอย่างเดียว พระมหามัยมุนีนี้ มาอายุมากกว่า พันปีแล้ว

(http://img11.imageshack.us/img11/4729/img7055a.jpg)

(http://img266.imageshack.us/img266/5533/img7059ya.jpg)

(http://img84.imageshack.us/img84/1059/img7064x.jpg)

(http://img814.imageshack.us/img814/8250/img7070p.jpg)

(http://img841.imageshack.us/img841/1858/img7085.jpg)

ภายในวัดนี้ยังมี เทวรูปเป็นรูปพระอิศวร สิงข์และเก้ง ซึ่งของต่างๆเหล่านี้เป็นของไทย ที่พม่าได้นำกลับด้วยมาหลังจากไปตีอยุธยา ซึ่งมีตำนานกล่าวว่า ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราช(สามพระยา) ได้ไปตี นครธม ใน พ.ศ.๑๙๖๖ และได้ข่น รูปเหล่านี้มา อยู่อยุธยาได้ ๑๔๖ ปี พระเจ้าบุเรงนองไปตีอยุธยา ก็นำพระพุทธรูป ไปไว้ที่เมืองหงสาวดี ต่อมา รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงยกทัพไปตี หงสาวดี แต่พระเจ้าหงสาวดี ได้หนีขึ้นไปอยู่เมืองตองอู แล้วเมืองยักไข่ได้เผ่าหงสาวดี แล้วนำรูปเหล่านี้ไปไว้ที่ยักไข่ ต่อมาพระเจ้าปะดุงตียักไข่ได้ก็นำรูปเหล่านี้มาไว้ที่มัณฑะเลย์
(http://img340.imageshack.us/img340/6757/img7082i.jpg)

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ภาพพระมหามัยมุนี
(http://img94.imageshack.us/img94/5139/img7074n.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 05:23:38 PM
หลังจากกลับจากวัดพระมหามัยมุนีแล้ว เราเดินทางกลับมายังโรงแรมเพื่อรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ต่อจากนั้นเราเดินทางไปยังตลาดนัดหยก ซึ่งไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปกันนัก เป็นตลาดซื้อขายหยกที่ใหญ่แห่งหนึ่งของพม่า หัวหน้าทัวร์บอกกับเราว่า ตลาดหยกนี้เปรียบได้กับจันทบุรีบ้านเราสมัยที่ค้าขายพลอยกัน เขาก็จะเอาพลอยมาวางขายกันแบบนี้ ทรัพยากรธรรมชาติในพม่านั้น ยังคงมีอีกมาก อาตมาทราบมาว่า รัฐบาลจีนได้สัมปทาน ถ้ำหยกในพม่า หลายสิบถ้ำ มูลค่า หลายหมื่นล้านบาท และจะมีการสัมปทาน ทั้งเพชร และทอง รวมสามรายการ หยก เพชร ทอง หลายแสนล้านบาท เรียกว่า พม่า รวยกว่าไทยเราอีก
-เพิ่งจะรู้ว่าเขาดูหยกเขาดูกับยังไงก็มาพม่านี่ละครับ คนที่เอาหยกมาขายจะเร่ไปตามร้านที่รับซื้อ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน เขาก็จะเอาน้ำในขวด เทลงที่พื้นหยก แล้วใช้กล้องส่องดูเนื้อ ถ้าชอบใจ คุณภาพดี ก็ตกลงราคากันครับ พอใจทั้งสองฝ่าย การซื้อขายก็เกิดขึ้น เขาวางขายหยก และหินสี รวมถึงไม้กลายเป็นหิน เยอะมากๆ ที่สำคัญ หยกที่บ้านเรา ทั้งเยาวราชและท่าพระจันทร์ ล้วนมาจากพม่าครับไม่ใช่จีน จีนก็นำเข้าหยกจากพม่าครับ สำหรับนักท่องเที่ยวเสียค่าเข้าชมคนละ 1$

(http://img202.imageshack.us/img202/3319/img7092m.jpg)

(http://img703.imageshack.us/img703/9100/img7091r.jpg)

(http://img408.imageshack.us/img408/7973/img7098p.jpg)

(http://img560.imageshack.us/img560/2718/img7096s.jpg)

(http://img88.imageshack.us/img88/3153/img7109d.jpg)

ในกระสอบนี้มีแต่หยก แม่เจ้า >:( >:(
(http://img52.imageshack.us/img52/9255/img7112r.jpg)

(http://img543.imageshack.us/img543/9373/img7116n.jpg)

(http://img18.imageshack.us/img18/8106/img7118h.jpg)

(http://img408.imageshack.us/img408/483/img7121g.jpg)

(http://img441.imageshack.us/img441/8361/img7122a.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 05:57:36 PM
หลังจากนั้นคณะเราได้ไปทำบุญถวายทาน ที่วัดมหากันดายง ซึ่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติ ที่เปิดสอนพระไตรปิฎก ในพม่า มีพระหลายรูปที่สามารถท่องจำพระไตรปิฎก ได้ทั้งหมด เรียกว่า เก่งมากเลยทีเดียว ในขณะที่ไทยไม่มีเลยสักรูปที่สามารถท่องจำพระไตรปิฎกได้ พระเณรวัดนี้มีมากถึง 1,200กว่ารูป ค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน มีมาก ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล เป็นเจ้าภาพอาหาร และคนที่มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ และนอกประเทศ วันที่เราไปมีเจ้าภาพมาจากย่างกุ้ง รับเป็นเจ้าภาพถวายอาหารเพล อาตมาเห็นพระเณรเข้ารับอาหารบิณฑบาต แล้วขนลุก นี่ละที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สะมะณา นัญจะทัสสะนัง การได้พบเห็นสมณะ(พระภิกษุสามเณร)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง เป็นอุดมมงคลสูงสุด
-สำหรับคนที่จะเป็นเจ้าภาพถวายอาหารเพล คิดเป็นเงินไทยก็ สี่หมื่นบาทครับ กับพระ พันสองร้อยกว่ารูป เรียกว่า คุ้มครับกับบุญกุศลในครั้งนี้ เพราะถ้าเราจะไปทำบุญถวายเพลกับพระพันกว่ารูปนี้ ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยครับ ไหนจะอาหาร และอะไรอีกหลายๆอย่าง อีกอย่างครับ วัดนี้ไม่ได้มีเจ้าภาพทุกวันนะครับ เดือนนึงมีไม่กี่ครั้งครับ ไม่น่าเกิน10วันที่มีคนเป็นเจ้าภาพ ที่เหลือ วัดแบกรับภาระครับ

คณะเราก็นำอาหารแห้ง มาม่า ปลากระป๋อง นม ผ้าห่มไปถวาย  วัดนี้ ฉันอาหารมื้อเดียวครับ คือมื้อเพล ฉันรวมกันหมด ไปดูอาหารพระพม่าฉันแล้ว อาตมาว่าอาตมาอยู่ง่ายกินง่ายแล้ว แพ้พระพม่าขาดลอยครับ  ดูอาหารที่ฉันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นถั่วครับ หากวันไหนมีเจ้าภาพ บนโต๊ะจะมีเนื้อ วันไหนไม่มีก็อดครับ ฉันแต่ถั่วและผัก

(http://img291.imageshack.us/img291/5145/img7156w.jpg)

(http://img718.imageshack.us/img718/72/img7152f.jpg)

(http://img820.imageshack.us/img820/7489/img7160x.jpg)

(http://img816.imageshack.us/img816/9516/img7161.jpg)

(http://img6.imageshack.us/img6/2816/img7162ov.jpg)

(http://img339.imageshack.us/img339/1492/img7172u.jpg)

(http://img198.imageshack.us/img198/2742/img7181b.jpg)

(http://img138.imageshack.us/img138/9793/img7182b.jpg)

(http://img694.imageshack.us/img694/9139/img7183m.jpg)

(http://img842.imageshack.us/img842/5929/img7188g.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 06:27:08 PM
ที่เราเห็นชุดขาวๆ นั้น คือ นาคนะครับ รอบวชเณร แต่เข้ามาศึกษาก่อน ผ่านด่านทดสอบแล้วค่อยให้บวชครับ

(http://img339.imageshack.us/img339/8089/img7191q.jpg)

(http://img525.imageshack.us/img525/3406/img7200t.jpg)

(http://img547.imageshack.us/img547/6166/img7204.jpg)

(http://img515.imageshack.us/img515/5489/img7210x.jpg)

(http://img641.imageshack.us/img641/835/img7212g.jpg)

มาดูฟักเขียวของพม่าครับ ลูกใหญ่มากๆ หอมแดงและกระเทียมของเขา ใหญ่กว่าของบ้านเราครับ คนที่มาอาหารให้วัดครับ ไม่มีค่าจ้าง ใครว่างก็มาครับ มาด้วยจิตอาสา
(http://img687.imageshack.us/img687/4122/img7215l.jpg)

(http://img441.imageshack.us/img441/4360/img7216l.jpg)

ชอบรูปนี้มากครับ ที่พม่าแบบนี้เขาไม่ถือนะครับ แต่บ้านเราไม่ได้เด็ดขาด

(http://img515.imageshack.us/img515/7454/img7225t.jpg)

ถวายเพลที่วัดมหากันดายงเสร็จแล้ว เราก็รีบเพื่อให้ไปทันเพล คณะเรามาทานอาหารที่ร้านต้มยำกุ้ง ที่เมืองมัณฑะเลย์ ร้านนี้เจ้าของเป็นคนจีนครับ แต่แม่ครัวเป็นคนไทย ชื่อป้าละมุน คน อ.แสวงหา อ่างทอง ขอบอกว่า รสชาติอาหารฝีมือป้า อร่อยมากๆ ป้าเคยเป็นแม่ครัวโรงแรมมาก่อน แล้วมาเป็นแม่ครัวที่พม่า มาสิบกว่าปี เงินเดือนป้าบอกไม่เยอะเท่าไร แต่ที่อยู่เพราะความดีของเจ้าของร้าน คนจีน ป้าต้องกลับมาเมืองไทย 2เดือนต่อครั้ง เพราะวีซ่าเข้าพม่าให้ได้แค่นั้น แต่ละครั้งที่มา เจ้าของร้านออกค่าใช้จ่ายให้ ป้ามาอยู่กับลูกสาว ลูกสาวมาทำของหวาน อร่อยมาก ถ้าใครไปมัณฑะเลย์ ให้ไปที่ร้านนี้นะครับ แกงเขียวหวานไก่ และผัดไทยฝีมือป้า อร่อยมากๆ ของหวานก็ครองแครงครับ

(http://img251.imageshack.us/img251/853/img7226ib.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: CHANCHAI ที่ มกราคม 12, 2011, 06:49:48 PM
ได้ดูภาพและได้อ่านตามที่ได้บรรยายแล้วเกิดความศรัทราในพระพุทธศาสนายิ่งๆขึ้นไปครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: theeranan ที่ มกราคม 12, 2011, 07:15:11 PM
ผมก็เคยไปครั้งหนึ่งก็รู้สึกประทับใจในเรื่องความศรัทธาในพระพุทธศาสนา  และได้ไปปิดทองที่พระธาตุอินทร์แขวน   คนเฝ้าใจดีเปิดประตูให้เข้าไปปิดทองข้างในเลยเห็นคนพม่าอยู่แต่ด้านนอก  มองมาข้างล่างก็เสียวดี   แต่ผมประทับการนำเสนอบทความนี้ของท่านมหา  ไปเองก็มัวแต่ต้องไปซื้อของทำให้ไม่มีโอกาสดูอื่นๆ  ได้อ่านทำให้เห็นหลายภาพที่ไม่เคยเห็นครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 07:18:04 PM
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงสุดท้ายก่อนถูกอังกฤษเข้าครอบครอง ราชวังสุดท้ายคือราชวงศ์อลองพญา อังกฤษเข้าครองครองพม่า และได้ขนเอาสมบัติมีค่าของพม่าไปหมด โดยเฉพาะราชบังลังค์นกยูง สัญญลักษณ์แห่งราชวงศ์พม่าและพระที่นั่งสิงหนาทในท้องพระโรงใหญ่ที่เป็นทองคำประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม อัญมณี อันมหาศาลก็ถูกขนไปไว้ที่ประเทศอังกฤษ
   และเมื่อไม่นานมานี้เอง อังกฤษก็ได้คืนราชบัลลังค์นกยูง แก่พม่า หลังจากที่พม่าเรียกร้องมาหลายสิบปี พระราชวังมัณฑะเลย์ สร้างโดยพระเจ้ามินดง กษัตริย์ของพม่าโดยย้ายเมืองหลวงมาจากกรุงอังวะ และโปรดให้สร้างพระราชวังบนเนื้อที่4 ตารางกิโลเมตร คือ กว้างและยาว อย่างละ2กิโลเมตร อาตมาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า 4ตารางกิโลเมตรนี้ มันกี่ไร่ ใครพอมีความรู้ คำนวนให้ที และโปรดให้ขุดคูน้ำรอบพระราชวัง คูน้ำนี้ อาตมาอยากจะบอกว่า มันกว้างกว่าแม่น้ำชีบ้านอาตมาอีก
พระเจ้ามินดง เป็นกษัตริย์ที่มีพระชายามากที่สุด และในเนื้อที่พระราชวัง โปรดให้สร้างวังให้กับสนมทุกคน และพระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์
-พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้สักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ในสมัยสงครามมหาบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) วันที่ 20 มีนาคม 2488 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโดยกองทัพอังกฤษ ได้ทิ้งระเบิดจำนวนมากมายถล่มพระราชวังมัณฑะเลย์จนไฟลุกไหม้เป็นจุล ด้วยเหตุผลว่าพระราชวังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองทัพญี่ปุ่น พระราชวังมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นพระราชวังไม้สักก็ถูกไฟไหม้เป็นจุล เผาราบเป็นหน้ากลอง หลงเหลือก็แต่ป้อมปราการและคูน้ำรอบพระราชวัง รัฐบาลพม่า ได้สร้างพระราชวังนี้ขึ้นมาใหม่ โดยจำลองแบบตามภาพถ่ายของอังกฤษทุกอย่าง และตามแบบบันทึกที่พอจะหาได้  (ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนพม่าถึงได้ไม่ถูกกันนักกับอังกฤษและอเมริกา)
-น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่คณะเรามีเวลาไม่มากในพระราชวังนี้ จึงถ่ายรูปไม่ได้มาก เพราะยังต้องไปต่ออีกหลายที่และต้องรีบเดินทางไปสนามบินมัณฑะเลย์ เพื่อเดินทางต่อไปยัง พุกาม ราชอาณาจักรแห่งแรกของพม่า

(http://img14.imageshack.us/img14/6585/img7228r.jpg)

(http://img638.imageshack.us/img638/9004/img7254s.jpg)

(http://img64.imageshack.us/img64/5406/img7253k.jpg)

(http://img195.imageshack.us/img195/3733/img7234u.jpg)

รูปพระเจ้ามินดงและพระอัครมเหสีและพระชายาครับถ่ายโดยช่างภาพชาวอังกฤษ

(http://img51.imageshack.us/img51/9590/img7238d.jpg)

(http://img18.imageshack.us/img18/3010/img7232g.jpg)

(http://img262.imageshack.us/img262/3323/img7229.jpg)

(http://img5.imageshack.us/img5/4893/img7242q.jpg)

หอคอยในพระราชวังมัณฑะเลย์นี้ คณะพระสงฆ์ที่ไปทั้ง3รูป ได้ไปเจริญพระพุทธมนต์บท กรณียเมตตสูตรที่หอคอยนี้ เพราะในหอคอยนี้ ในอดีตเจ้าชายธีบอ  ได้ราชสมบัติ จับพี่น้องชาย ๓๐ องค์ รวมทั้งเจ้านายลูกเธอ และเจ้าจอมมารดา ขุนนาง รวมทั้งสิ้น ๑๒๕ คน ประหารชีวิตในคราวเดียวกัน บนหอคอยนี้ จึงไปสวดบทเมตตาให้วิญญาณทั้งหลายไปสู่สุคติ
(http://img824.imageshack.us/img824/2127/img7240s.jpg)

(http://img59.imageshack.us/img59/6640/img7244q.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 07:47:06 PM
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงมีบ้านหลังเล็กๆบนหลังคาพระราชวัง คำตอบก็คือ เป็นที่อยู่ของมหาดเล็กที่คอยไล่นก ไม่ให้มาเกาะบนหลังคา เวลาที่พระมหากษัตริย์อยู่ โดยจะมีเวรยามผลัดเปลี่ยนกันไล่ ตลอดวัน
(http://img841.imageshack.us/img841/3140/img7248d.jpg)

ข้างหลังอาตมาคือท้องพระโรงที่ออกว่าราชการของพระเจ้ามินดง
(http://img233.imageshack.us/img233/177/img7246l.jpg)

(http://img98.imageshack.us/img98/572/img7249h.jpg)

(http://img21.imageshack.us/img21/5814/img7233y.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 07:53:42 PM
หลังจากที่พวกเราได้ชมความงามของพระราชวังมัณฑะเลย์ได้สักพักครับ เราก็รีบเดินทางต่อไปยังวัดชเวนานดอ สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เป็นวัดของพระเจ้าธีบอสร้าง โดยรื้อมาจากตำหนักที่พระเจ้ามินดงพระมหากษัตริย์องค์ก่อนทรง สวรรคตบนพระตำหนักนี้ แล้วทางพระมเหสีและพระราชโอรสพระราชธิดา โปรดให้รื้อพระตำหนักมาสร้างเป็นวัด  มีการแกะสลักลวดลายตั้งแต่ หน้าบรรณ หลังคาและบานประตู ไว้อย่างงดงาม นับว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องครับ เพราะไม่อย่างงั้นพระตำหนักนี้จะถูกอังกฤษทิ้งระเบิดใส่ และคงถูกทำลายไปแล้ว
(http://img213.imageshack.us/img213/9327/img7257ws.jpg)

(http://img15.imageshack.us/img15/1228/img7260s.jpg)

(http://img690.imageshack.us/img690/7015/img7266e.jpg)

(http://img13.imageshack.us/img13/2884/img7274p.jpg)

(http://img269.imageshack.us/img269/8468/img7275a.jpg)

(http://img204.imageshack.us/img204/9576/img7280k.jpg)

(http://img64.imageshack.us/img64/9161/img7282.jpg)

(http://img13.imageshack.us/img13/3500/img7285l.jpg)

(http://img163.imageshack.us/img163/4340/img7286v.jpg)

(http://img255.imageshack.us/img255/994/img7278n.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 08:31:39 PM
หลังจากที่เรามีเวลาอยู่ที่วัดชะเวนานดอ ไม่ถึง15นาที เราก็เดินทางไปต่อที่วัดกุโสดอ เป็นวัดที่พระเจ้ามินดงสร้างในปี พ.ศ.2400
ความสำคัญของวัดนี้คือ เป็นสถานที่ที่พระเจ้ามินดง ทรงใ้ห้สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๕ ซึ่งถือว่าเป็นกิจอันเป็นกุศลอย่างยอดเยี่ยม สมเด็จฯพระเทพฯ ทรงวิเคราะห์ไว้ว่า การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งนี้ น่าจะเป็นพระราโชบายของพระเจ้ามินดง ที่จะธำรงรักษาประเทศ สร้างความมั่นใจให้แก่คนพม่า ซึ่งในเวลานั้นเริ่มระส่ำระสาย เนื่องจากการเสียพม่าภาคใต้ให้แก่อังกฤษไปแล้วนั่นเอง
แผนผังของวัดกุโสดอ

(http://img4.imageshack.us/img4/9871/img7290jq.jpg)

(http://img138.imageshack.us/img138/5063/img7294t.jpg)

เมื่อพระเจ้ามินดงทรงดำริให้สังคายนาพระไตรปิฎก ก็ทรงมีพระบรมราชโอการให้สอบทานชำระพระไตรปิฎกให้ถูกต้องทั้งด้านพยัญชนะและไวยกรณ์ โดยทรงโปรดให้พนักงานจารพระไตรปิฎกลงใบลาน และจารึกลงแผ่นศิลา เป็นจำนวนถึง ๗๒๙ หลักด้วยกัน โดยจารึกเป็นภาษาบาลี ลงหมึกทองเพื่อให้อยู่ยั่งยืนสืบไป

(http://img638.imageshack.us/img638/1453/img7287o.jpg)

และที่วัดนี้จะแตกต่างจากวัดอื่นคือ วัดนี้จะใช้ดอกบัวเป็นดอกไม้ไหว้พระซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะต่างจากวัดอื่น และที่พม่าใช้บัวสายไหว้พระ ไม่เหมือนบ้านเราซึ่งใช้บัวหลวง
(http://img651.imageshack.us/img651/6537/img7289z.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 12, 2011, 08:54:17 PM
หลังจากที่คณะเราชมความงามของเมืองมัณฑะเลย์ราชธานีแห่งสุดท้ายของพม่าก่อนเสียเอกราชให้อังกฤษแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังเมืองพุกาม ราชอาณาจักรแห่งแรกของพม่า อาณาจักรพุกามนั้น ยิ่งใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรบ หรือแม้กระทั่งพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท อาณาจักรพุกาม มีมาก่อนอาณาจักรสุโขทัยเรา ราวๆ300ปี เมื่ออาณาจักรพุกามล่มสลาย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงได้รวบรวมกำลังไพร่พล ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อว่า อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรพุกามล่มสลายเมื่อ กุ๊บไลข่านหรือเจงกิสข่าน กษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ชาวมองโกล ยกพลมาตีอาณาจักรพุกาม แล้วตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกล อาณาจักรพุกามอ่อนแอลงเรื่อยๆ อาณาจักรพุกามถูกสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี   คณะเราเดินทางมาถึงเมืองพุกามก็บ่าย4โมงเย็น เราเดินทางต่อไปยัง ชเวสิกอง 1ใน5 มหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าให้การเคารพนับถือ 
 เจดีย์ชเวสิกอง สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม โดยธรรมเนียมการสร้างเจดีย์ เจดีย์องค์ใหญ่สุดจะเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์ทรงสร้าง และองค์ที่มีขนาดเล็กถัดมา เป็นการสร้างโดยเหล่าขุนนาง อำมาตย์ ลดหลั่นลงมาตามบรรดาศักดิ์
คณะเรามาทำวัตรเย็นและเจริญพระพุทธมนต์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่นี่ เราใช้เวลาไม่นานที่นี่ เพราะพรุ่งนี้เช้าเราจะมาใหม่ แต่ที่มาเจดีย์ชเวสิกองนี้ก่อนเข้าโรงแรมคือ เราต้องการมาทำวัตรเย็นที่นี่  เจดีย์ชเวสิกองนี้ อายุราวๆ1,500-1,600 ปี

ความอัศจรรย์ ๙ ประการของพระมหาเจดีย์ชเวสิกอง
๑. ยอดพระเจดีย์ไม่มีผนังยันเหล็ก
๒. เงาของส่วนสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ไม่เปลี่ยนตำแหน่ง
๓. กระดาษห่อแผ่นทองคำเปลวที่นำไปปิดส่วนยอดพระเจดีย์ จะไม่ร่วงลงมาพ้นเขตสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์
๔. เขตสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวและนักจาริกแสวงบุญได้ไม่จำกัดจำนวน
๕. มีการให้ทานด้วยข้าวสุกร้อนๆ ทุกเช้าที่พระเจดีย์
๖. เมื่อตีกลองใบใหญ่จากด้านหนึ่งของพระเจดีย์ จะไม่สามารถได้ยินเสียงกลองจากด้านอื่นๆ
๗. เมื่อมองดูพระเจดีย์ จะเกิดภาพลวงตาคล้ายพระเจดีย์ตั้งอยู่บนสันเขา
๘. ไม่ว่าฝนจะตกหนักเพียงใด จะไม่มีน้ำฝนขังอยู่ในอาณาเขตขององค์พระเจดีย์
๙. ในอาณาเขตสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ จะมีต้นคะยี (Khaye) หรือต้นชะยา (Chayar) ซึ่งจะออกดอกทั้งปี

(http://img13.imageshack.us/img13/6210/img7302y.jpg)

ทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว เราก็เดินเวียนประทักษิณ ๓ รอบเพื่อความเป็นสิริมงคล

(http://img526.imageshack.us/img526/6393/img7306.jpg)

เจดีย์ชเวสิกอง ในยามค่ำคืน

(http://img822.imageshack.us/img822/306/img7304r.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 13, 2011, 02:54:10 PM
หลังจากที่เราทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว ก็กลับมายังโรงแรมที่พัก โรงแรมของเรานั้นคือ Bagan Hotel เป็นโรงแรมเดียวที่อยู่ในเขตเมืองเก่า เจ้าของเส้นใหญ่มาก เพราะสามารถย้ายหมู่บ้านออกจากเขตเมืองเก่าได้
-เขตท่องเที่ยวของเมืองพุกามแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ
     เขตเมืองเก่า (Old Bagan)  ซึ่งเต็มไปด้วยโบราณสถาน  ทางรัฐบาลได้ย้ายชาวบ้านออกไปเมื่อหลายปีก่อน  อนุญาตให้มีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ  ได้เพียงโรงแรมและภัตตาคารบางแห่งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว  ซึ่งมีความจำเป็น  เพราะเขตอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้กว้างขวางมาก
   บริเวณที่ชาวบ้านย้ายไปอยู่เรียกว่า  เขตเมืองใหม่ (New Bagan)  ก็มีโบราณสถานมากเช่นเดียวกัน  แต่จะหนาแน่นน้อยกว่า  มีสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านแทรกอยู่ระหว่างโบราณสถานเหมือนกับของอยุธยาของเราทีเดียว  ในเวลากลางวันจะมองเห็นเกวียนเทียมม้าหรือวัวของชาวบ้านที่ออกไปทำงานวิ่งปะปนกับรถม้าของนักท่องเที่ยวโดยตลอด
  ส่วนราคาค่าพักนั้น ไม่กล้าถาม แต่รู้ว่า แพงมากๆ ขนาดโรงแรมในเขตเมืองใหม่ ซึ่งเล็กกว่า ราคายังตกคืนละ50$ ส่วนโรงแรมนี้ ไม่กล้าถาม กลัวรู้ราคาแล้วมหาบ้านนอกนอนไม่หลับ ;D ;D ส่วนบรรยากาศในโรงแรมนั้น ต้องบอกว่าดีมากๆ อยู่ติดแม่น้ำอิรวดี ด้านหน้าโรงแรมเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ชื่อเจดีย์กอดอพลิน ซึงใหญ่โตมากๆ มาชมบรรยากาศโรงแรมนะครับ ส่วนใหญ่มีแต่ฝรั่งที่มาพัก ส่วนคนไทยก็มีบ้าง ไม่มาก แต่คณะเรานอนที่นี่ 2 คืนครับ หัวหน้าไกด์บอกว่า มาพุกามแค่วันเดียว เสียดายตาย เพราะพุกาม วันเดียวก็เที่ยวไม่หมด อาตมาเห็นจะจริง อย่าว่าแต่วันเดียวเลย เดือนนึงยังเที่ยวพุกาม ไม่หมด
-พุกาม เป็นดินแดน กึ่งร้อนกึ่งทะเลทราย สภาพอากาศ หน้าฝนๆก็ตกไม่เยอะ แต่ไม่แห้งแล้งมากนัก สภาพโบราณสถานและโบราณวัตถุ ยังคงไม่ถูกทำลายไปเพราะความชื้น

ทางเข้าโรงแรมทีพักครับ

(http://img69.imageshack.us/img69/9164/img7742rm.jpg)

(http://img146.imageshack.us/img146/2308/img7743mv.jpg)

ทางไปห้องพัก ที่นี่ดูทีวีไทยได้นะครับ รับยูบีซี ไทย มีช่อง7 ให้ดูด้วย

(http://img411.imageshack.us/img411/2899/img7506f.jpg)

(http://img266.imageshack.us/img266/4491/img7505r.jpg)

(http://img651.imageshack.us/img651/7223/img7512.jpg)

(http://img156.imageshack.us/img156/5136/img7507o.jpg)

(http://img18.imageshack.us/img18/2066/img7513g.jpg)

ห้องอาหาร ของโรงแรม ได้ชมบรรยากาศของแม่น้ำอิรวดีไปด้วย
(http://img109.imageshack.us/img109/5748/img7514el.jpg)

(http://img225.imageshack.us/img225/7981/img7517k.jpg)

มาชมบรรยากาศของห้องอาหารตอนกลางคืนบ้างครับ มันจะโรแมนติกขนาดไหน

(http://img816.imageshack.us/img816/4057/img7634g.jpg)

(http://img600.imageshack.us/img600/1821/img7617z.jpg)

(http://img833.imageshack.us/img833/5594/img7630z.jpg)

(http://img192.imageshack.us/img192/3676/img7631v.jpg)

(http://img214.imageshack.us/img214/6019/img7625u.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 13, 2011, 03:20:51 PM
หลังจากที่หลับสบายเมื่อตอนกลางคืนแล้ว อาตมารับปากอาจารย์เจ้าคุณวัดเทพสิรินทราวาส ที่ไปด้วยกัน งานนี้ตอนแรกไป 5 รูป แล้วอีกคณะเดินทางกลับกรุงเทพ ส่วนอีกคณะก็เดินทางต่อมายังมัรฑะเลย์และพุกาม ที่มาพุกาม มีพระ 3รูป เป็น ท่านเจ้าคุณ 2 รูป ส่วนอาตมาก็มหาบ้านนอก  ;D ;D รับปากอาจารย์ว่าจะไปทำวัตรเช้ากันที่เจดีย์ กอดอพลิน ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงแรมทีพัก มีพระไป2รูป กับโยมผู้ชาย1คน ตื่นตี3ครึ่ง ครั้งนี้เวลาพม่า ไม่ใช่เวลาไทยเหมือนที่มัณฑะเลย์ อาบน้ำล้างหน้า ครองผ้า เดินออกจากโรงแรมก็ตี4 ไปถึงเจดีย์ วัดที่พม่าส่วนใหญ่จะเปิดประตูวัดประตูโบสถ์วิหารตอนตี4 เพราะจะให้ชาวบ้านมาสวดมนต์ไหว้พระ แต่เช้า
-อาตมายอมรับด้วยใจจริงว่า ชอบพุทธศาสนาแบบพม่ามาก ชอบความเป็นพุทธที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของชีวิต ขณะที่พิมพ์อยู่นี้ คิดเห็นภาพที่ชาวพม่าไปวัด อาตมาก็รู้สึกขนลุก
-มีความประทับใจส่วนตัว อยากจะเล่าให้พวกเราฟังว่า ตอนตื่นมาตี4เดินออกมาจากโรงแรม ก็มีเด็กๆผู้ชาย อายุ12 ปีได้ มาขายโปสการ์ด ราคาพันจ๊าด ก็สี่สิบบาทเรา เด็กๆพม่า เขาตื่นเช้า ทำมาหากิน ช่วยพ่อแม่ทำงาน ภาษาอังกฤษของเด็กคนนี้ดีมากๆ อาตมาก็ถามเขาว่า ขายแพง อยากรวยละสิ เด็กคนนั้นตอบว่า เขาไม่อยากรวยหรอก ขอแค่พอมีพอกิน ไม่ลำบาก อาตมาถามต่อว่า ถ้ามีเงินสิ่งแรกที่อยากทำคืออะไร นี่คือคำตอบของเด็กอายุ12 เขาตอบว่า ถ้ามีเงิน สิ่งแรกที่อยากจะทำคือ เขาจะพาครอบครัวพาพ่อแม่ พี่น้องญาติทุกคน ไปไหว้ชเวดากอง ที่ย่างกุ้ง และไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน ให้ได้สักครั้งในชีวิต หากเขาไม่ตาย เขาจะต้องทำได้แน่ๆ เขาจึงยอมตื่นเช้ามาขายโปส์การ์ด อาตมาได้ฟังแล้วขนลุก น้ำตาจะไหล เด็ก12แต่มีความคิด ที่ผู้ใหญ่ยังอาย พระพุทธศาสนากับวิถีชีวิตของชาวพม่า ในแยกกันไม่ออกจริงๆ อาตมาเลยอุดหนุนโปส์การ์ด ไปสองชุด สองพันจ๊าด แล้วให้เด็กเก็บไว้อีก สามพันจ๊าด รู้สึกสบายใจสุดๆ ที่ได้ทำบุญ นึกถึงที่ไร อาตมายังปลึ้มใจไม่หาย

ภาพนี้คือเจดีย์กอดอพลิน หน้าโรงแรม ถ่ายเมื่อตอน ตี4

(http://img204.imageshack.us/img204/8572/img7311pl.jpg)

สถานที่เดียวกันแต่คนละเวลา ภาพนี้ 6โมงกว่าๆ
(http://img705.imageshack.us/img705/6480/img7314w.jpg)

พุกามในยามเช้า ถ่ายจากเจดีย์ซึ่งอยู่ข้างถนนทางเข้าโรงแรม ซึ่งเด็กขายโสการ์ด พาขึ้นมาถ่าย

(http://img194.imageshack.us/img194/3577/img7316h.jpg)

(http://img442.imageshack.us/img442/2086/img7318pi.jpg)

(http://img43.imageshack.us/img43/15/img7320d.jpg)

อันนี้พิพิธภัณฑ์ พุกาม ที่รัฐบาลพม่าสร้างขึ้นเพื่อหวังดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม แต่แล้วก็ไม่มีนักเที่ยวเข้าไปเท่าใดนัก เพราะข้างในไม่มีของเก่า มีแต่ของที่สร้างเลียนแบบเท่านั้น ส่วนของจริง รัฐบาลเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพม่า ที่เมืองหลวงใหม่ เนมิดอ เรียบร้อยครับ ส่วนค่าเข้าชมคนละ 15$ แพงมากๆ
(http://img200.imageshack.us/img200/4753/img7317f.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 13, 2011, 04:08:36 PM
ดูชมพระอาทิตย์ขึ้นที่พุกามกันนะครับ
ต้องขอบอกว่า สวยมากครับ เจดีย์ที่อาตมาขึ้นไปถ่ายไม่สูงมากนัก ส่วนเจดีย์ที่สูงและขึ้นได้ มันก็ไกลจากโรงแรม เสียดายไปได้ไปถ่าย แต่แค่เจดีย์นี้ก็เกินคุ้มแล้วครับ ที่ผ่าความหนาว เพราะการขึ้นเจดีย์ทุกเจดีย์หรือวัดทุกวันในพม่า เราต้องถอดรองเท้า เจดีย์นี้ก็เช่นเดียวกัน ถอดรองเท้าสัมผัสกับความหนาวบนพื้นอิฐ ต้องบอกว่า ยืนไม่เป็นสุขครับ  แม้แต่ถุงเท้าเขาก็ห้ามนะครับ ถอดรองเท้าแต่ถุงเท้าไม่ถอด อันนี้ก็ไม่ได้  :-\ :-\

เจดีย์นี้เป็นเจดีย์ที่มีนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นมากที่สุด
(http://img715.imageshack.us/img715/4029/img7665f.jpg)

(http://img6.imageshack.us/img6/3196/img7674h.jpg)

(http://img97.imageshack.us/img97/9246/img7681mz.jpg)

(http://img691.imageshack.us/img691/9590/img7682d.jpg)

(http://img695.imageshack.us/img695/4471/img7685hy.jpg)

(http://img691.imageshack.us/img691/9590/img7682d.jpg)

ในความโชคร้าย เราก็ยังพบกับความโชคดี ตรงที่อาตมาถ่ายรูปเป็นจุดที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่วิหารธัมมายันจยี ซึ่งเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพุกาม ได้แบบพอดิบพอดี ส่วนตรงที่วิหารที่คนขึ้นไปถ่ายรูปกันเยอะๆนั้น ไม่น่าจะเห็นเพราะอยู่ในแนวเดียวกันกับวิหารธัมมายันจยี
(http://img709.imageshack.us/img709/4349/img7712n.jpg)

(http://img3.imageshack.us/img3/1866/img7716r.jpg)

(http://img31.imageshack.us/img31/6088/img7720d.jpg)

(http://img46.imageshack.us/img46/1597/img7722b.jpg)

(http://img820.imageshack.us/i/img7724j.jpg/)

(http://img832.imageshack.us/img832/5844/img7725h.jpg)

(http://img573.imageshack.us/img573/9978/img7729s.jpg)

(http://img291.imageshack.us/img291/4484/img7730j.jpg)

(http://img8.imageshack.us/img8/8061/img7731t.jpg)

(http://img842.imageshack.us/img842/7236/img7732t.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 13, 2011, 05:40:00 PM
ก่อนที่เราจะเที่ยวพุกามให้สนุกนั้น เรามาทำความรู้จักกับอาณาจักรพุกามก่อนนะครับ กษัตริย์ราชวงศ์พุกาม มีดังต่อไปนี้ครับ

1.พระเจ้าอนุรุท หรือ อโนรธามังช่อ  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1587 - 1620
2.พระเจ้าสอลู  หรือ มังลูลาน  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1620 - 1627
3. พระเจ้าครรชิต หรือ พระเจ้าจันสิตตา ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1627 – 1655
4.พระเจ้าอลองสิธู  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1655 - พ.ศ. 1710
5.พระเจ้านรสุ  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1710 - 1713
6.พระเจ้านรสิงห์ ครองราชย์ระหว่างปี  พ.ศ. 1713 - 1716
7.พระเจ้านรปติสิทธุ ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1716 - 1753
8.พระเจ้านะดวงมยา ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1753 - 1777
9.พระเจ้ากยัสสวาร  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1777 - 1793
10.พระเจ้าอุชานะ  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1793 - 1797
11.พระเจ้านรสีหบดี ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1797-1830
12.พระเจ้ากยอชวา ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1830-1841
13.พระเจ้าสอนิท ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1841-1855

และบางคนอาจจะมีคำถามว่า ทำไมพุกามถึงมีเจดีย์มากมาย ในอดีตกล่าวไว้ว่า มีหลายหมื่นองค์ แต่สุดท้าย ตอนทำสงครามกับเจงกินข่าน หาอิฐที่จะมาทำกำแพงเมืองไม่พอ จึงได้รื้อเจดีย์ที่เล็กๆมาทำกับแพงเมือง และที่สำคัญแม่น้ำอิรวดีเปลี่ยนเส้นทางทำให้เจดีย์ถูกพัดหายไปครึ่งเมือง ขนาดพัดหายไปครึ่งเมืองปัจจุบันเหลือเพียง 2,200 องค์ที่นับได้ว่าเป็นเจดีย์ที่สมบูรณ์ ส่วนที่ไม่สมบูรณ์ที่เป็นซากปรักหักพัง อีก2,000กว่าองค์เช่นเดียวกัน มาดูกันว่าทำไมพุกามจึงมีเจดีย์เยอะ จากหลังศิลาจารึกของพระเจ้าอลองสินธู กษัตริย์องค์ที่4แห่งราชวงศ์พุกาม ได้จารึกเอาไว้ดังนี้ว่า
“… การสร้างเจดีย์ย่อมได้บุญมาก ข้าฯปรารถนาจะสร้างทาง เพียงเพื่อจะข้ามไปสู่แม่น้ำแห่งสังสารวัฏ เพื่อผู้คนทั้งปวงจะเร่งข้ามไปกระทั่งบรรลุถึงนิพพาน ข้าฯเองจะข้ามไปและดึงผู้ที่จะจมน้ำให้ข้ามไปด้วย … ข้าฯมีอิสรภาพแล้ว จะช่วยปลดปล่อยผู้ที่ยังผูกพันอยู่ ข้าฯถูกปลุกขึ้นมา แล้วก็จะปลุกผู้ที่ยังนิทราอยู่ … ข้าฯมีความสงบในจิตใจและมีคำสั่งสอนที่ดีนำใจอยู่ …”
                                   (จารึกที่เจดีย์ชเวกูจี ของพระเจ้าอลองสินธู รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์พุกาม)
และในวิหารชเวกูจี นี้ เป็นจุดแรกที่คณะเรามาชม สาเหตุที่สำคัญคือ คำตอบเราตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่า ทำไมพุกามถึงมีเจดีย์มากมาย คำตอบอยู่ที่นี่ ดังที่อาตมาได้อธิบายข้างบน และที่นี่ยังมีเรื่องเล่าต่อไปอีกว่า วัดนี้ตั้งอยู่หน้าพระราชวัง และพระราชวังเดิมถูกไฟไหม้
    วิหารแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าอลองสินธู ในปี ค.ศ. 1140 ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า มีการก่ออิฐเป็นแท่งอย่างสูงถึง 12 ฟุตจากพื้นดิน เพื่อแสดงถึงพลังแห่งธรรมะของพระเจ้าอลองซีตู ซึ่งต่อมาได้เป็นฐานในการสร้างวิหารแห่งนี้ … นอกจากนี้มีการเล่าขานกันว่า การก่อสร้างวิหารใช้เวลาทั้งสิ้น 7 เดือน กับอีก 7 วันเท่านั้น
    ประวัติศาสตร์กล่าวเอาไว้ว่า พระเจ้าอลองสินธู ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพุกาม มีพระโอสร 2 พระองค์ คือ เจ้าชายมินซินซอ และเจ้าชายนราสุ … พระเจ้าอลองสินธูทรงครองราชย์มายาวนานถึง 55 ปี จึงทำให้พระโอรสต้องรอครองราชย์ต่อจากพระองค์มายาวนาน
      เจ้าชายมินซินวอ พระโอรสองค์โต เป็นผู้ที่มีโทสะร้าย และมีทิฐิมานะสูง ไม่ยอมรับพระมเหสีองค์ใหม่ที่มาจากอินเดีย โดยเฉพาะเมื่อพระองค์ทรงเข้าเฝ้าพระราชบิดา แล้วต้องคุกเข่าต่อหน้าพระมเหสีองค์ใหม่ ซึ่งทรงพิโรธมาก ขนาดบริภาษด้วยความน้อยพระทัยว่า “ข้าต่ำต้อยกว่านางแพศยาอินเดียคนนี้แล้วหรือ” … จนทำให้พระเจ้าอลองสินธูทรงกริ้ว
      เจ้าชายมินซินซอ จึงถูกเนรเทศจากราชสำนักให้ไปอยู่ทางเหนือ ให้พ้นหูพ้นตาพระราชบิดา คงเหลือแต่เจ้าชายนราสุ พระโอรสองค์รองที่พระบิดาโปรดปราน และเชื่อว่าเป็นพระโอรสคู่บัลลังก์ โดยไม่ได้ระแวงว่าเจ้าชายนราสุได้ซ่อนความทะเยอทะยานไว้ข้างในอย่างมิดชิด
      ยามเมื่อพระเจ้าอลองสินธูทรงแก่ชราลง และทรงพระประชวร จนถึงกับสิ้นสติ … เจ้าชานนราสุ คาดว่าพระบิดาประชวรหนักคงจะมีพระชนม์อยู่อีกไม่นาน จึงย้ายพระบิดาไปอยู่ที่วิหารชเวกูจี
      เมื่อพระเจ้าอลองสินธูฟื้นคืนสติขึ้นมา และเมื่อรู้ว่าโดนเจ้าชายนราสุย้ายมาอยู่วัด ก็ทรงกริ้ว … เจ้าชายนราสุเกรงภัยจะเกิดกับตน จึงปลงพระชนม์พระบิดา และปราบดาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์
      ทางด้านเจ้าชายมินซินซอ เมื่อทราบความว่าพระราชบิดาถูกปลงพระชนม์ และพระอนุชาถือโอกาสครองบัลลังก์ที่ควรจะเป็นของพระองค์ ก็ทรงกริ้วโกรธอย่างมาก ทรงจัดแจงแต่งกองทัพล่องลงมาตามแม่น้ำเอยาวดี เข้าล้อมเมืองพุกามเอาไว้
      พระเจ้านราสุ เห็นรี้พลของพระเชษฐามากมาย ไม่อาจจะหักหาญต่อกรได้ด้วยกำลังพลที่ด้อยกว่า จึงออกอุบายขอความช่วยเหลือจากพระสังฆราชปันสะคู ให้เข้ามาช่วยระงับเหตุ และสัญญาว่าจะยกราชบัลลังก์ให้พระเชษฐาเมื่อเสด็จเข้าเมืองมา
      พระสังฆราช  พาซื่อ เชื่อใจ เลยไปเกลี้ยกล่อมเจ้าชายมินซินซอ จนเจ้าชายหลงเชื่อว่า พระเชษฐาจะทำตามสัญญา จึงเข้าเมืองมาโดยไม่มีรี้พลติดตาม (อาจจะทรงลืมไปว่า ขนาดพระราชบิดายังถูกปลงพระชนม์ได้เลย)
     พระเจ้านราสุ ทรงรับรองพระเชษฐาอย่างดี ให้ครองบัลลังก์แห่งพุกาม และจัดพระกระยาหารเจือยาพิษมาถวาย จนเจ้าชายมินซินซูสิ้นพระชนม์ไปอีกพระองค์หนึ่ง
      ต่อมาพระเจ้านราสุทรงสำนึกผิดที่ปลงพระชนม์พระราชบิดา จึงคิดจะไถ่บาป จึงสร้างวิหารธรรมยังจีขึ้น ส่วนวิหารธรรมยังจี จะพูดถึงต่อไปครับ
     ต้องขออภัยเป็นอย่างมากที่ไม่ได้ถ่ายรูปวิหารชเวกูจี เพราะมัวแต่ถ่ายรูปรอบๆวิหารจนลืมถ่ายวิหาร วิวสวยๆจากวิหารชเวกูจี

(http://img694.imageshack.us/img694/9168/img7351f.jpg)

(http://img441.imageshack.us/img441/7599/img7350c.jpg)

(http://img5.imageshack.us/img5/787/img7336ua.jpg)

(http://img403.imageshack.us/img403/3570/img7337r.jpg)

(http://img135.imageshack.us/img135/4917/img7343u.jpg)

(http://img11.imageshack.us/img11/2982/img7335r.jpg)

ภาพนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าความขยันของเด็กสาวพม่า สองคนนี้เอาผักวางไว้บนหัวแล้วเดินมาขาย อาตมาเห็นแต่ไกลๆก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากนัก ยังชมกับโยมที่ไปว่า ทึ่งในความสามารถของเขา ทำไมไม่หนัก แต่พอเธอเอาของออกมาขาย และหยิบตาชั่งออกมาเท่านั้นแหละครับ ทำให้อาตมาต้องหยิบกล้องออกมาถ่ายรูป ตาชั่งแบบนี้ไม่มีการโกง
(http://img27.imageshack.us/img27/8684/img7354n.jpg)

ดูเครื่องถ่วงน้ำหนักเธอสิครับ ไม่รู้ว่า กรมสรรพสามิตพม่า รับรองแล้วหรือยัง  ;D ;D
(http://img211.imageshack.us/img211/2733/img7352z.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 13, 2011, 06:58:32 PM
หลังจากที่เราอยู่ที่ชเวกูจีไม่นาน สถานที่ต่อมาที่เราจะเดินทางไปก็คือ อานันทวิหาร   
     อานันทวิหาร ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ที่งดงามมากที่สุดในพุกาม และได้รับยกย่องว่าเป็น “เพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม” … เป็นวัดที่สร้างในสมัย พระเจ้าจันสิตตา (ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1672-1655) กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์พุกาม พระองค์เคยเป็นทหารคู่พระทัยของพระเจ้าอโนรธามหาราช อีกทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่ง
       มีเรื่องเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง อินเดียซึ่งเป็นดินแดนต้นกำเนิดพุทธศาสนาถูกกองทัพชาวมุสลิมเข้าโจมตี ทำลายพระพุทธศาสนา พระภิกษุอินเดียบางส่วนหนีภัยเข้ามายังพุกามประเทศ ในจำนวนนั้นมีพระภิกษุ 8 รูปที่พร้อมด้วยจริยาวัตรงดงาม เดิมอาศัยอยู่ที่วิหาร “นันทมูล” บริเวณเทือกเขาหิมาลัย จึงพรรณนาถึง นันทมูลวิหารอยู่บ่อยๆ …
      พระเจ้าจันสิตตาทรงทราบเรื่องจึงเกิดความเลื่อมใส และเกิดแรงบันดาลใจให้พระองค์ดำริจะสร้างวิหารนี้ขึ้น จึงทรงขอให้พระภิกษุเหล่านั้นร่างภาพวิหารนันทมูลขึ้นมาเป็นแบบ แล้วโปรดเกล้าฯให้สร้างวิหารตามแบบนั้นในปี พ.ศ. 1634 ขนานนามว่า “อานันทวิหาร” ซึ่งคำว่า “อนันต์” มีความหมายว่า วิหารนี้จะคงอยู่คู่พุกามตลอดไป
        อานันทวิหารได้ชื่อว่างดงามที่สุดเพราะเต็มไปด้วยเชิงชั้นทางศิลปะครบทุกแขนง เป็นวิหารที่มีอิทธิพลของอินเดียอยู่มาก วิหารสร้างในรูปแบบทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 175 ฟุต สูงจากฐานชั้นล่างถึงยอดฉัตร 172 ฟุต ตัววิหารที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขเด็จยื่นออกไปเท่ากันทั้ง 4 ทิศ เช่นเดียวกับผังกางเขนกรีก หลังคายกระดับทีละชั้น จนถึงจุดกึ่งกลางจึงประดิษฐ์ฐานส่วนยอดซึ่งเป็นรูปเจดีย์เอาไว้ ซึ่งสัดส่วนของเจดีย์นั้นงดงามได้สัดส่วนไม่มีที่ติ … เมื่อมองจากภายนอกแล้วคล้ายมี 2 ชั้น
       เทคนิคการก่อสร้างนั้นสุดยอดด้วยการสร้างที่ใช้วิธีถ่ายเทน้ำหนัก โดยตรงกลางวิหารสร้างเป็นแกนสี่เหลี่ยมทึบขึ้นไปรับยอดวิหาร และสร้างซุ้มประตูโดยเรียงอิฐโค้งแบบ Arch ซึ่งถือเป็นแบบของพุทธศิลป์ของพม่าในยุคต่อมา …และในกาลต่อมา สถาปัตยกรรมและศิลปะแบบพุกามก็แผ่อิทธิพลมาถึงอาณาจักรสุโขทัยที่เกิดขึ้นภายหลัง
       ดร. สันติ เล็กสุขุม ผู้เชี่ยวชาญศิลปะพุกามเคยกล่าวเรื่องแนวคิดการก่อสร้างของพม่าเอาไว้ว่า “พม่าเป็นเยี่ยมในเรื่องของการก่อสร้างขนาดใหญ่ แกนทึบสี่เหลี่ยมเป็นระบบเสากลางรับน้ำหนักของหลังคาวิหาร เพราะฉะนั้นภายในวิหารจึงสามารถที่จะขยายกว้าง มีระเบียง เจาะเป็นช่องเข้าสู่แกนกลางได้ทั้งสี่ช่องทางเดิน แต่ละช่องคูหามีพระพุทธรูปยืนอยู่ เพราะโครงสร้างเป็นอย่างนั้นจึงเจาะทั้งสี่ช่องได้ แต่ถ้าเป็นโครงสร้างของพวกขอม เขาใช้ผนังรับน้ำหนัก ซึ่งต่างจากพม่าที่ใช้แกนกลางรับน้ำหนัก ”
     สถาปัตยกรรมขอมใช้หินเป็นส่วนใหญ่ และได้รับการยอมรับว่าเป็นเลิศในการใช้หินก่อสร้าง ในขณะที่สถาปัตยกรรมพม่าใช้อิฐเป็นส่วนใหญ่ และได้รับการยอมรับว่ามีความก้าวหน้าในการก่อสร้างด้วยอิฐเช่นกัน … อิฐพม่าที่มีขนาดใหญ่ ก่อนที่จะเรียง ช่างจะขัดอิฐให้เรียบ พอนำมาประกบกันจึงแทบจะไม่เห็นรอยต่อ และพุทธศิลป์แบบนี้ต่อมาได้ส่งอิทธิพลเข้าถึงดินแดนลานนาของไทย แต่ย่อส่วนลงมา จะเห็นได้จาก วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นต้น
     สำหรับคนที่เคยไปนครวัด นครธมนั้น อาจจะบอกว่า นครวัด นครธม ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ถ้ามาเห็นการก่อสร้างวิหารที่พุกามแล้ว เรื่องสถาปัตยกรรม เทคนิคของใส่ช่องแสง การคำนวณทิศทางหักเหของแสงแล้ว ยังสู้ที่พุกามไม่ได้
 ถ่ายบนรถ ทางเข้า อานันทวิหาร

(http://img20.imageshack.us/img20/8661/img7929f.jpg)

     ภายในวิหารมีลักษณะเป็นอุโมงค์เดินถึงกันโดยรอบ แต่ละด้านมีซุ้มคูหา เป็นที่ประทับของพระพุทธรูปประทับยืนแกะสลักจากไม้ ขนาดสูง 31 ฟุต ตามคติความเชื่อของชาวพม่าที่ว่า โลกของเรามีพระพุทธเจ้ามาแล้ว 3 พระองค์ แล้วเพิ่มพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่สี พระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศแต่ละองค์จะวางพระหัตถ์แตกต่างกัน และไม่เหมือนกับพระปางใดๆของไทย มีชื่อเรียกแทนพระพุทธเจ้า คือ
ทิศเหนือ พระกกุสันโธพุทธเจ้า
ทิศตะวันออก พระโกนาคมน์พุทธเจ้า
ทิศใต้ พระกัสสปพุทธเจ้า
ทิศตะวันตก พระโคตมพุทธเจ้า
     “พระกกุสันโธพุทธเจ้า”พระพุทธรูปประจำทิศเหนือ … ปกติพระพุทธรูปองค์นี้จะประจำทิศตะวันออก ยกเว้นที่อานันทวิหาร ที่มาอยู่ทางทิศเหนือ สันนิษฐานว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าจันสิตตา ที่จะให้พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ “พระพระโคตมพุทธเจ้า” อยู่ตรงกับพระราชวังที่ประทับ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอานันทวิหาร จึงต้องให้พระกกุสันโธพุทธเจ้าย้ายมาทิศเหนือ พระโกนาคมน์พุทธเจ้ามาทางทิศตะวันออก พระกัสสปพุทธเจ้ามาทางทิศใต้ เพื่อพระโคตมพุทธเจ้าจะได้อยู่ทางทิศตะวันตก
 คณะเราก็เข้าทางทิศตะวันตก เพื่อมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าที่ อานันทวิหาร ต่อหน้าพระโคดมพุทธเจ้า ทำวัตรครั้งนี้ เกิดปีติ ขนลุก นำตาไหล ออกมา
(http://img39.imageshack.us/img39/516/img7358k.jpg)

(http://img198.imageshack.us/img198/6137/img7360ef.jpg)

ตอนนี้อาตมาพาทุกคนมาอยู่ตรงหน้า “พระกัสสปพุทธเจ้า” พระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งที่เป็นของดั้งเดิม องค์นี้มีสิ่งที่น่าทึ่ง บ่งบอกถึงความลุ่มลึกชาญฉลาดของช่างพุกามที่ปั้นพระพักตร์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ … หากเรามองในระยะห่าง จะเห็นว่าพระพักตร์ขององค์พระยิ้มให้เราอย่างมีเมตตา หากเมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้นจะเห็นพระพักตร์เรียบเฉยอย่างมีสมาธิ และเมื่อเข้าใกล้มากขึ้น พระพักตร์จะบึ้งตึง … มีผู้อธิบายว่า เป็นเพราะแสงที่ลอดช่องวิหารเข้ามากระทบพระพักตร์ทีสัมพันธ์กับมุมที่เรายืนดู ทำให้เรามองเห็นพระพักตร์ต่างกัน …
แต่จริงๆแล้ว มีการอธิบายและความนุ่มลึก ตลอดถึงอัจฉริยภาพ ของผู้คิด และช่างที่ทำ คนคิดคิดว่า ให้มองพระพักตร์พระพุทธรูป 3จุด ไม่เหมือนกัน ใกล้ๆให้หน้าบึ้ง ถอยหลังออกมานิดหนึ่ง ให้ยิ้มหน่อยๆ ถอยออกมาอีกนิดหนึ่ง ให้ยิ้มกว้างๆ 3ระยะนี้ มีกุศโลบายอันแยบคายในการสอน และคนคิดไม่เท่าไร แต่ช่างที่ทำออกมานี่สิครับ ไม่รู้ว่า สถาปนิกในปัจจุบัน จะมีสักกี่คนที่ออกแบบได้แบบนี้ ทึ่งสุดๆครับ
 และทำสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในพงศาวดาร เมื่อคราวเยือนพม่า ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงพระพุทธรูปองค์นี้ว่า ไม่เคยเห็นพระพุทธรูปยืนที่ไหนสวยเช่นนี้มาก่อน จะสวยยังไง เรามาชมกันครับ

(http://img825.imageshack.us/img825/3725/img7371b.jpg)

(http://img443.imageshack.us/img443/6625/img7367b.jpg)

(http://img834.imageshack.us/img834/425/img7370r.jpg)
 มาดูความเป็นสุดยอดอัจฉริยภาพ ของช่างชาวพุกามครับ ทั้งคนคิดและคนทำ สุดยอดทั้งสอง

มองจากฐานข้างล่าง พระพักตร์จะบึ้ง ไม่ยิ้ม

(http://img51.imageshack.us/img51/5325/img7376m.jpg)

มองจากระยะที่2 จะยิ้มนิดๆ ไม่มาก
 
(http://img109.imageshack.us/img109/4829/img7374e.jpg)


ระยะที่3 อยู่ห่างออกมา จะยิ้มกว้างเป็นพิเศษ
(http://img221.imageshack.us/img221/3632/img7373p.jpg)





หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 13, 2011, 07:22:23 PM
(http://img155.imageshack.us/img155/6110/img7387n.jpg)

(http://img25.imageshack.us/img25/3424/img7388di.jpg)

(http://img839.imageshack.us/img839/8020/img7389e.jpg)

(http://img17.imageshack.us/img17/1032/img7382s.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวนา™ ที่ มกราคม 14, 2011, 09:51:17 PM
แม้ว่าเน็ตจะช้า  ก็จะพยายามอ่านให้หมด  ได้ความรู้เยอะมาก  ว่าแต่ท่านมหาฯ  จำมาหมดได้อย่างไร  เพราะรายละเอียดมันเยอะ  ภาพสวยดีครับ  ผมเลยเอาภาพที่ผมถ่ายพระอุโบสถเมื่อปีที่แล้วมาฝาก  เผื่อตากล้องมืออาชีพ (คุณพี) จะแนะนำวิธีถ่ายภาพให้ผมได้บ้าง


(http://i1232.photobucket.com/albums/ff370/kasetporpeang/DSCF0193.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Lamzing_ontour ที่ มกราคม 17, 2011, 09:57:29 AM

แม้ว่าเน็ตจะช้า  ก็จะพยายามอ่านให้หมด  ได้ความรู้เยอะมาก  ว่าแต่ท่านมหาฯ  จำมาหมดได้อย่างไร  เพราะรายละเอียดมันเยอะ  ภาพสวยดีครับ  ผมเลยเอาภาพที่ผมถ่ายพระอุโบสถเมื่อปีที่แล้วมาฝาก  เผื่อตากล้องมืออาชีพ (คุณพี) จะแนะนำวิธีถ่ายภาพให้ผมได้บ้าง



อิอิ สวัสดีปีใหม่ครับ พี่ชาวนา ผมไม่ใช่มืออาชีพครับ(แก้ข่าว) สวยดีครับรูปครับ มุมมองสวยดี พยานาคด้านขวาหายไปนิดนึงนะครับ ยิ่งรูปหลวงตาครับ ถ่ายสวยมากๆเลยครับ



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 31, 2011, 01:31:14 PM
ภาพนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า ข้างหลังเจดีย์ไม่มีก้อนเมฆเลยสักก้อน ก็สวยดีไปอีกแบบครับ

(http://img823.imageshack.us/img823/6052/img7422e.jpg)

(http://img819.imageshack.us/img819/9749/img7413h.jpg)

(http://img831.imageshack.us/img831/6218/img7392jy.jpg)

(http://img35.imageshack.us/img35/1063/img7419m.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มกราคม 31, 2011, 01:56:38 PM
    หลังจาก นั้น คณะเราก็เดินทางไปยังวัดมนูหะ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ อายุน่าจะร่วมๆพันปีหรืออาจจะมากกว่า การสร้างวัดนี้ มีประวัติที่น่าสนใจ คือในสมัยที่อาณาจักรพุกามกำลังก่อร่างสร้างอาณาจักร พระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์ อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าอโนรธาได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง มีศีลจารวัตรงดงาม น่าเลื่อมใส ทำให้พระเจ้าอโนรธา รู้สึกเลื่มใสเป็นอย่างมาก จึงได้เข้าไปตรัสถามว่า ท่านเป็นใครมาจากไหน พระภิกษุรูปนั้นบอกว่าเราเป็นพระในพระพุทธศาสนา เราอยู่เมืองสะเทิม ทางตอนใต้ อยู่ในอาณาจักรมอญ
     ในการสนทนาในครั้งนั้น ทำให้พระเจ้าอโนรธา หันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา พระเจ้าอโนรธาจึงได้ส่งสาส์นไปยังอาณาจักรมอญ เพื่อขอพระภิกษุและพระไตรปิฎก มายังอาณาจักรพม่าในทางตอนเหนือ แต่พระเจ้ามนูหะ ซึ่งเป็นกษัตริย์มอญในตอนนั้น พระองค์ไม่ให้ เพราะพระองค์บอกว่า อาณาจักรพุกามหรือพม่า โหดร้าย ทารุณ ป่าเถื่อน ไร้วัฒนธรรม เป็นเหตุให้พระเจ้าอโนรธาโกรธและได้ยกทัพลงมาตีเมืองสะเทิม แตกไม่เป็นชิ้นดี และพระองค์ก็ได้กวาดต้อนเอาเชลยเมืองมอญมาจำนวนมาก และพระเจ้ามนูหะและพระเมหสีก็ตกเป็นเชลยด้วย
     ในการกวาดต้อนเอาเชลยนั้น ส่วนใหญ่จะกวาดต้อนเอาผู้คนแล้ว ไม่ใช่ว่าจะกวาดต้อนเอามาทั้งหมด เพราะสิ้นเปลืองงบประมาณ ส่วนใหญ่จะกวาดต้อนเอา ช่างฝีมือ เอานักปราชญ์ บัณฑิต พระสงฆ์ และกษัตริย์ ในตอนนั้นพุกามยังไม่มีศิลปะเป็นของตัวเอง ในยุคนั้นมีเพียงอาณาจักรที่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง มีการเผาอิฐ มีฝีมือทางด้านสถาปัตยกรรม
      พระเจามนูหะถูกกวาดต้อนมาให้อยู่ที่วัดแห่งนี้ซึ่งพระเจ้ามนูหะทรงสร้างขึ้นมา และพระองค์ก็ได้สร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่โต มีหน้าอกใหญ่โต มีใบหน้าไม่ยิ้ม แสดงถึงความอึดอัดใจของพระองค์ ที่ต้องตกมาเป็นเชลย วัดนี้คนไทยมาตั้งชื่อให้ใหม่ว่า วัดหลวงพ่ออึดอัด

เมื่อพระเจ้าอโนรธาตีอาณาจักรมอญได้แล้ว พระองค์ก็มาสร้างวัด ชเวสิกอง 1ใน5สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าให้ความนับถือ
พระเจ้าอโนรธาก็สร้างวัดชเวสิกองนี้แล้วจัดการรวบรวมรูปปั้น "นัต" หรือรูปปั้นภูติผีที่คนพุกามนับถือให้มารวมไว้ที่หอ นัต ในวัดนี้แห่งเดียว เป็นอุบายให้ชาวพุกามหันมานับถือพุทธศาสนาแทน เพราะก่อนหน้านี้คนพุกามนับถือนัต  พระเจ้าอโนราธาทรงลดบทบาทและความเชื่อเรื่องนัตให้กลายเป็นวิญญาณที่คอยพิทักษ์ปกปักพุทธศาสนาแทน ซึ่งก็ได้ผล  เพราะต่อมาศาสนาพุทธก็ปักหลักอย่างมั่นคงในเมืองพุกามนี้ พิสูจน์ได้จากสมญา ดินแดนเจดีย์สี่พันองค์ เพราะชาวพุกามเชื่อกันว่าการสร้างเจดีย์คือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร

(http://img198.imageshack.us/img198/5/img7444t.jpg)

บาตรใบนี้เป็นบาตรที่ทำจากหินก้อนเดียว คนพม่าเชื่อว่า ทำบุญใส่บาตรกับบาตรใบนี้แล้วจะไม่อดไม่อยาก เพราะเงินที่ได้จากการใส่บาตรใบนี้ ทางวัดจะนำเอาไปซื้อข้าวสาร แจกจ่ายให้ชาวบ้านที่ยากจน ต่อไป บาตรใบนี้สร้างพร้อมกับวัด อายุราวๆพันกว่าปี

(http://img59.imageshack.us/img59/7308/img7447o.jpg)

พระพุทธรูปด้านใน วิหารนี้จะมีพระพุทธรูป 2 ด้าน ด้านหลังเป็นพระนอน วิหารส่วนใหญ่ในพม่าจะเป็นแบบ จตุรทิศ

(http://img529.imageshack.us/img529/4133/img7435c.jpg)

(http://img197.imageshack.us/img197/2681/img7436j.jpg)

(http://img822.imageshack.us/img822/4386/img7441h.jpg)





หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Lamzing_ontour ที่ มกราคม 31, 2011, 02:46:23 PM
ท่านพระอาจารย์ถ่ายรูปมาเยอะมากๆเลยครับสวยๆประทับใจทุกรูปเลยครับ อย่าลืมเอาเลนส์ไปล้างไวไวนะครับเก็บไว้นานไม่ดี


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ใหม่ค่ะ ที่ มกราคม 31, 2011, 02:55:43 PM
สวยจริงๆๆค่ะ

เห็นแล้วอยากไปเที่ยว

ชมฝีมือถ่ายรูปด้วยค่ะ

สวยมากกกกค่ะ

สวยจริงๆๆๆๆ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: anatsadang ที่ กุมภาพันธ์ 04, 2011, 08:28:02 PM
นมัสการพระคุณจ้าขอรับ
ได้ความรู้มากเลยขอรับ  เกิดศรัทธาในพุทธศาสนายิ่งขึ้น  ขออนุโมทนาสาธุขอรับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ มีนาคม 31, 2011, 05:14:33 PM
หลังจากที่ห่างหายไปนาน เพราะมัวแต่ติดภารกิจอย่างอื่น จนทำให้ไม่มีเวลามาอัพเดทรูปที่ไปเที่ยวพม่า หลายคนอาจจะคิดว่า เที่ยวพม่า จบลงแล้ว แต่ยังครับ ถึงจะช้าหน่อย แต่คิดว่า ความรู้สึกยังไม่ได้หมดไป เพราะมนต์เน่ห์ของพม่ายังไม่หมดครับ

  หลังจากพาชมวัด มนูหะ แล้ว ทางคณะเราก็เดินทางไปยัง วัดธรรมยังจี หรือปิรามิดแห่งพุกาม วัดนี้ถือเป็นวัดที่ใหญ่มี่สุดในพุกาม มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจครับ
ธัมมะยังจี แปลว่า...แสงสว่างแห่งธรรมะ...แต่ที่มาออกจะโหดสักหน่อยนะครับ....ธัมมะยังจี จัดเป็นเจดีย์ประเภท เจดีย์วิหาร..สร้างในสมัยพระเจ้านรสุ...จัดเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาณาจักรพุกาม...ด้วยความที่พระเจ้านรสุ ต้องการสร้างให้ยิ่งใหญ่กว่า อานันทวิหารและวิหารสัพพัญญู

   เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๐๕ พระเจ้านรสุขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๕ แห่งอาณาจักรพุกาม ด้วยการปลงพระชนม์ พระเชษฐา และพระบิดาซึ่งก็คือพระเจ้าอลองซีตู กล่าวกันว่า พระเจ้านรสุลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอลองซีตูขณะที่พระองค์กำลังนั่งสมาธิที่เจดีย์ชเวกูจี โดยการเอาผ้าปูพระที่นั่งอุดพระนาสิกจนสิ้นพระชนม์.....
  เพื่อเป็นการไถ่บาป พระเจ้านรสุจึงบัญชาให้สร้าง...แสงสว่างแห่งธรรมะ....ธัมมะยังจี...ขึ้นมา...โดยให้มีแผนผังแบบเดียวกับอานันทวิหารแต่ต้องการให้มีขนาดที่ใหญ่กว่า มั่นคงแข็งแรงกว่า และสวยงามมากกว่าอานันทวิหาร ดังนั้นคนงานทุกคนจึงต้องเรียงอิฐให้สมานกันให้สนิท สนิทกันจนไม่สามารถเอาเข็มสอดผ่านเข้าไปได้ หากคนงานคนใดเรียงอิฐไม่สนิทก็จะถูกตัดมือทันที.......

ด้วยความที่ธัมมะยังจี มีที่มาในการก่อสร้างไม่บริสุทธิ์..ทำให้ประชาชนไม่มีจิตศรัทธามาช่วยกันก่อสร้าง ทำให้พระเจ้านรสุต้องเกณฑ์คนงานมาทำการก่อสร้างอย่างกดขี่ขมเหง....

และแล้ว...กฏแห่งกรรมก็ทำงาน.....การก่อสร้างธัมมะยังจียังไม่แล้วเสร็จ พระเจ้านรสุก็ถูกลอบปลงพระชนม์ในปีที่ ๔ ของการครองราชย์ของพระองค์ โดยผู้ลอบปลงพระชนม์เป็นพ่อของนางสนมเชื้อสายสิงหลจากเกาะลังกา...
ธัมมะยังจี แม้ว่าจะจัดเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรพุกาม แต่ก็เป็นเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จ และเป็นเจดีย์ที่แทบจะไม่มีผู้คนมากราบไหว้เนื่องมีที่มาที่ไม่บริสุทธิ์นั่นเอง.....
(http://image.ohozaa.com/i/8cb/VlC7h.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/d42/whngM.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/e63/A8qZC.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/996/svslj.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/d76/AnMzk.jpg)

นี่คือพระพุทธรูป ที่สันนิษฐานกันว่า พระเจ้านราสุ ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระบิดาและพระเชษฐาที่พระองค์ทรงปลงพระชนม์ การที่มีพระพุทธรูป๒องค์คู่กันไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักในพม่า

(http://image.ohozaa.com/i/93a/mckRc.jpg)

นี่เป็นเครื่องตัดมือคนงานที่วางอิฐแล้วสามารถเอาเข็มสอดเข้าไปได้

(http://image.ohozaa.com/i/4ce/t2H0H.jpg)

คนนี้เป็นหัวหน้าทัวร์ในครั้งนี้ อาตมาเลยจับมาถ่ายรูปซะเลย
(http://image.ohozaa.com/i/83a/IuCTZ.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/8cc/Er5mo.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/587/cK5MJ.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/e52/ztdds.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/29f/HV3Z2.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/fc8/e8Pwr.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/6b5/6ww9X.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: piyaponk ที่ เมษายน 01, 2011, 11:00:19 PM
อ่านจนจบ เพราะอยากไปเหมือนท่านมหา ที่อยากมากที่สุดคือนั่งสมาธิหน้าเจดีย์


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 10:07:05 AM
หลังจากที่ได้ไปชมความงามของวัดธรรมยังจีแล้ว คณะเราก็รีบออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป ที่นักท่องเที่ยวที่มาพุกาม ปรารถนามากที่สุดนั่นก็คือ การมาชมพระอาทิตย์ตกดิน ที่ดินแดนทะเลเจดีย์สี่พันองค์ คณะเราเลือกจุดชมวิว ที่นักท่องเที่ยวไม่มาก แต่ทัศนียภาพสวยไม่แพ้ที่อื่น ตอนที่ไปก็มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและฝรั่งมารอถ่ายภาพอยู่ไม่กี่คน แต่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ที่พอถึงจุดสำคัญคือตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แบตกล้องดันมาหมดเสียนี่ เลยอดถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกดินมาให้ดู เลยเอาภาพมาให้ชมว่าพุกามตอนใกล้ค่ำ บรรยากาศเป็นอย่างไร
(http://image.ohozaa.com/i/3db/BPPp.jpg)

หัวหน้าคณะทัวร์
(http://image.ohozaa.com/i/742/T2p2m.jpg)

อันนี้ลูกทัวร์ ที่ไปด้วยกัน นิสัยดีมาก เป็นญาติกะหัวหน้าทัวร์

(http://image.ohozaa.com/i/7a4/ImhhO.jpg)

ถ่ายรูปคู่กับป้านิด คุณนิตยา ลักษณวิสิษฐ์ เจ้าของน้ำพริกนิตยา และนิตยาไก่ย่าง อันเลื่องลือในด้านความอร่อย ป้านิดเธออัธยาศัยดีมากๆ น่ารัก สุภาพ เป็นกันเอง

(http://image.ohozaa.com/i/35e/j7dZS.jpg)

ภาพสุดท้ายก่อนแบตหมด  :-\  :-\

(http://image.ohozaa.com/i/5ce/31wDD.jpg)

หลังจากนั้นก็เข้าสู่ที่พัก เก็บแรงไว้ตะลุยต่อพรุ่งนี้




หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 10:50:32 AM
ตื่นขึ้นมาตอนเช้า หลังจากที่ตื่นไปทำวัตร ตอนตี4 แล้ว ก็ฉันอาหารเช้าที่โรงแรม เก็บกระเป๋าเสร็จสรรพเรียบร้อย เช็คเอ้าท์เป็นที่เรียบร้อย เพราะตอนบ่าย4โมงเย็น คณะเราจะเดินทางกลับ ไปย่างกุ้ง วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะเก็บความงดงามของพุกาม ดังนั้นเราจึงเดินทางแต่เช้า ต้องบอกว่าคณะไหนที่ไปพม่า วางแผนการไปไม่ถูกจะเสียเปรียบพม่าเป็นอย่างมาก เพราะจะไม่ได้เก็บเอาบรรยากาศ ความสวยงาม มีคณะนึงที่ไป เจอกัน เขาไปถึงพุกาม5โมงเย็น พักที่พุกาม1คืน เสร็จแล้ว ตอนเย็นก็กลับ เที่ยวพุกามแบบเร่งรีบ เก็บความงามไม่หมด ต้องบอกว่า หัวหน้าไกด์ท่านวางแผนได้เยี่ยมจริงๆ
ตอนเช้าเราเดินทางไปที่ วัดภูพญา หรือ เจดีย์ภูพญา  เจดีย์ภูพญา ตั้งอยู่บริเวณเลียบลำน้ำอิระวดีมีรูปทรงคล้าย ๆกับน้ำเต้า ซึ่งผู้สร้างเจดีย์องค์นี้คือ พระเจ้าปยูซอตี ในปี ค.ศ. 162-243 กษัตริย์องค์ที่สามแห่งพุกาม และมีตำนานเล่ากันต่อ ๆ มาว่า พระองค์ทรงค้นพบวิธีกำจัดไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดี่ยวกับน้ำเต้า มักขึ้นอยู่รกตามริมน้ำ พระเจ้าตะมุดะริด ปฐมกษัตริย์แห่งพุกามจึงพระราชทานพระธิดาให้ และยังทรงแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทสืบทอดอีกด้วย พระเจ้าปยูซอตีจึงสร้างเจดีย์ภูพญาขึ้นเป็นอนุสรณ์ ด้วยเหตุนี้เจดีย์องค์นี้จึงได้กลายเป็นแม่แบบของเจดีย์องค์อื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยหลังอีกมากมาย ซึ่งองค์เจดีย์ดีนั้นเป็นรูปทรงน้ำเต้า คล้ายเจดีย์ทิเบต ฐานทำเป็นแนวกำแพงซ้อนกันหลายแถว ตระหง่านอยู่บนฝั่งเหนือลำน้ำอันกว้างใหญ่ ชาวเรือแห่งแม่น้ำอิระวดีจึงใช้เป็นเครื่องหมายในการนำร่องเดินเรือ และในวัดมีศาลาตั้งอยู่หลังหนึ่ง ทำหลังคาเป็นทรงเก้าจั่ว ภายในเป็นแท่นบูชา มูนไต้นัต ผู้เป็นเจ้าแห่งพายุ

(http://image.ohozaa.com/i/3f4/UshNj.jpg)
เมื่อขึ้นมาก็จะเห็นเจดีย์สีทองตั้งเด่นเป็นสง่า

(http://image.ohozaa.com/i/5e3/xWczR.jpg)

เนื่องจากเจดีย์ตั้งอยู่ติดแม่น้ำ ถ้ามาตอนเช้าๆ จะเห็นเงาเจดีย์ทอดลงไปที่แม่น้ำแบบนี้

(http://image.ohozaa.com/i/0e9/OHIS3.jpg)

หลบแดดมาพักร้อน จะเห็นได้ว่า ชีวิตของคนพม่า คือการได้ไปไหว้พระ ทุกเช้า ก่อนที่ทุกคนจะไปทำงาน ไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่คุณจะทำคือการไปไหว้พระ สวดมนต์ เป็นวัฒนธรรมที่ปลูกฝังมาหลายชั่วอายุคน

(http://image.ohozaa.com/i/8d7/kvxGU.jpg)

เมื่อหลบแดดมาพักร้อน ก็สังเกตุเห็นพม่ามุงครับ ไม่ใช่ไทยมุง ด้วยความที่เราช่างสังเกตุ บวกกับความอยากรู้อยากเห็น ;D จึงเดินเข้าไปใกล้ๆพม่ามุง
(http://image.ohozaa.com/i/465/gkhGd.jpg)

เมื่อแหวกผู้คนไปได้ ก็พบกับสิ่งๆนี้ครับ อัศจรรย์ใจมาก ถือว่าเป็นความสุดยอดของสถาปนิกครับ เอาความหักเหของแสง มาบวกกับการสะท้องของแสง ตอนเช้าเงาเจดีย์อีกด้านทอดผ่านไปที่แม่น้ำ เงาอีกด้านทอดผ่านลงที่หลุมนี้ และเลือกช่วงเวลาที่เหมาะเจาะลงตัว อยากรู้จังเลยว่าคนโบราณเขาไปเรียนวิชาสถาปนิกนี้มาจากมหาลัยไหน  :-[ :-[

(http://image.ohozaa.com/i/740/SdEy.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/014/y41H1.jpg)

สุดท้ายก่อนจาก ก็ไม่ลืมไปทำบุญ แต่พอเดินไปที่ตู้รับบริจาค ก็สะดุดตา กับแบงค์ๆนึง คุ้นๆว่าเคยเห็นที่ไหน  ;D ;D

(http://image.ohozaa.com/i/817/n7UiE.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 11:15:04 AM
คณะเราใช้เวลาอยู่ที่เจดีย์ภูพญาอยู่ระยะนึง ก็ออกเดินทางไปยัง วัดถ้ำสินธุอูจันทา เป็นถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง มีอยู่ที่หมด 3 ถ้ำในพุกาม ที่มนุษย์ขุดดินขึ้นมา วัดนี้ใช้สำหรับพระวิปัสสนากรรมฐาน ข้างในอากาศอบอุ่น สบาย ตอนที่ไปข้างนอกอากาศก็ค่อนข้างหนาวเย็นนิดๆ แต่พอเข้าไปในถ้ำแล้ว อากาศกลับอบอุ่นสบาย คณะเราก้ไปทำบุญที่วัดนี้ นำผ้าไตรจีวร และปัจจัยให้ทางวัด วัดนี้ส่วนมากนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาเพราะไกล และที่สำคัญไม่ค่อยมีเวลาเพราะส่วนใหญ่จะอยู่ที่พุกามแค่คืนเดียว ดังนั้นการที่จะมาเที่ยววัดถ้ำแห่งนี้ โอกาสจึงเป็นไปได้ยาก

เมื่อมาถึงคณะเราก็ทำบุญกับทางวัดก่อน
(http://image.ohozaa.com/i/6c3/2HHN3.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/def/8nG7N.jpg)

กุฏิแบบนี้ จะกลับไปทำที่วัดสักหลัง
(http://image.ohozaa.com/i/e6f/eEaJQ.jpg)

อันนี้ไก่พม่าของแท้  ;D  ;D
(http://image.ohozaa.com/i/f46/xwU05.jpg)

เสร็จแล้วเราก็ลงไปยังถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น  เป็นการขุดดินลงไปนะครับ ตอนแรกเราก็ งง อยู่ว่า ถ้ำมันอยู่ตรงไหน แต่พอเดินมาเจอแล้วก็ต้องร้อง อ๋อ ทุกคนที่ไปต่างทึ่งถึงจินตนาการของคนคิดและคนสร้าง จากรูปพื้นดินจะอยู่ตรงสายไฟนะครับ ช่องปูนช่องที่3 นั่นคือระดับพื้นดินครับ ขุดลงไปลึกเหมือนกัน แต่ขอโทษ นี่ยังไม่ใช่ระดับถ้ำนะครับ ถ้ำต้องลงไปอีก

(http://image.ohozaa.com/i/6c1/8IwJX.jpg)

ภาพนี้จะเห็นชัดครับ ระดับพื้นดิน  มะละกอปลูกในดินที่ขุดลึกขนาดนี้ ยังงาม

(http://image.ohozaa.com/i/860/OvyVV.jpg)

อันนี้คือทางเข้าถ้ำครับ ต้องลงไปอีก อาตมาไปทึ่งกับ การจัดการระบบน้ำที่ไม่ให้ลงไปในถ้ำ เวลาหน้าฝน เขาวางระบบน้ำให้ไหลไปได้ยังไงเวลาหน้าฝน
(http://image.ohozaa.com/i/32d/JM1RX.jpg)

ภายในถ้ำ มีอยู่หลายห้อง  มีการแบ่งแยกห้องชัดเจน ความสูงน่าจะราวๆ2เมตร ซึ่งถือว่าสูง จะมีห้องเดินจงกรม ห้องนั่งสมาธิและห้อง นอน สามารถจุพระได้ราว30รูป ซึ่งถือว่าเป็นถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ใหญ่ๆมาก

(http://image.ohozaa.com/i/615/DFCU1.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/190/fq8za.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/06b/gRQu.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/0a7/0KhRq.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/2ed/CE0OO.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/ff1/dvWU4.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/750/4FD7f.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/905/4v9T1.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 11:45:05 AM
เรามีเวลาอยู่วัดถ้ำไม่นานัก เราก็รีบบึ่งรถมายังจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งของพุกาม จุดนี้นักท่องเที่ยวยังไม่รู้จักมาก อาจจะเพราะอยู่ไกล แต่ความสวยไม่แพ้กัน น่าเสียดายวิหารและเจดีย์ส่วนใหญ่ที่สูงๆ เขาจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น จะให้ขึ้นได้เฉพาะจุดที่รัฐบาลเปิดให้ขึ้นเท่านั้น และทางรัฐบาลพม่าได้สร้างหอคอยจุดชมวิวเมืองพุกาม และเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชม แต่อยู่ไกลอยู่ห่างนอกเมือง และมีราคาแพง จึงทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว ทางรัฐบาลจึงปิดเจดีย์ที่สูงๆเพื่อให้นักท่องเที่ยวไปขึ้นหอคอย แต่ก็ไม่มีใครไปขึ้นอยู่ดี
นี่คือวิหารที่เราจะขึ้น
(http://image.ohozaa.com/i/5fb/innpj.jpg)

ข้างหน้าจะมีจิตรกรของพม่า นั่งวาดรูปกันให้เห็นสดๆ ฝีมือการวาดนั้น สวยงามไปอีกแบบ สนนราคาก็ไม่แพงเท่าไร ราคาพอฟังได้

(http://image.ohozaa.com/i/52d/nOyYD.jpg)

เขามองหน้าอาตมาแล้วก็พูดเป็นภาษาพม่ากับไกด์ชาวพม่า ซึ่งก็แปลความออกมาได้ว่า จะวาดภาพที่เหมาะกับเราให้โดยมองจากลักษณะ เป็นช้าง  ;D  แต่ทำไม ดูช้างอ่อนหวานยังไงก็ไม่รู้  >:( :D :D

(http://image.ohozaa.com/i/e33/N2P5o.jpg)

ภาพวาดนี้เป็นของช่างผู้หญิงวาดอยู่ตรงกันข้าม

(http://image.ohozaa.com/i/014/yC9Cz.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/6f1/SQeC5.jpg)


เมื่อเข้ามาก็จะเจอพระพุทธรูปแบบนี้เหมือนกันทุกวิหาร

(http://image.ohozaa.com/i/6f8/Htra9.jpg)

ทางขึ้นวิหารและเจดีย์ทุกองค์จะเล็กและแคบแถมชันมาก ดังนั้นทุกคนต้องระวัง และตะโกนบอกทางกันเสมอ ให้ระวังหัว

(http://image.ohozaa.com/i/0b2/IHYeA.jpg)

เมื่อเราเดินผ่านความสูงชันและความมึดขึ้นมา เราก็เจอภาพแบบนี้

(http://image.ohozaa.com/i/9c4/PYoir.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/48c/apuUh.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/110/cdKxh.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/759/cQL1f.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/efc/c79HM.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/d37/dD8HT.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/8b3/spOOh.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/915/f3ox2.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/915/tim7g.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/25b/YpJp.jpg)

อาจารย์เจ้าคุณวัดเทพสิรินทราวาส ที่ไปด้วยกัน ท่านอัธยาศัยดีมากๆ น่าเคารพเป็นอย่างยิ่ง

(http://image.ohozaa.com/i/5c2/N0TlL.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 12:12:45 PM
มาถึงสิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างของช่างสมัยพุกาม นั่นคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียก หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า  Buon Fresco ไทยเราเองยกย่องภาพจิตรกรรมฝาผนังของฝรั่งมากจนเกินไป จนลืมไปว่า คนเอเชียเราเองก็มีภาพแบบนี้เหมือนกัน แถมเกิดก่อนฝรั่งอีกด้วยซ้ำ ไทยเราก็รับเอาภาพจิตรกรรมแบบนี้มาเหมือนกันที่วัดศรีชุม เมืองสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
แต่ที่พุกามนี้ มีมาก มีอยู่1วัด ที่สวยงามและภาพยังอยู่ครบไม่สึกหรอ แต่น่าเสียดายเขาห้ามถ่ายรูป และองค์การยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน แห่งเดียว ฝรั่งเขายอมรับว่า ภาพจิตรกรรมแบบปูนเปียกที่พม่า มีก่อนตะวันตกเสียด้วยซ้ำ

(http://image.ohozaa.com/i/9f3/O2fOI.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/789/1exDa.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/545/otBeX.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/477/NUbN9.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 01:00:53 PM
ก่อนทานอาหารเที่ยง คณะเราก็เดินทางไปยังหมู่บ้านมินกาบา หมู่บ้านที่ทำเครื่องเขิน พม่าเป็นกลุ่มชนที่มีการผลิตเครื่องเขิน และใช้เครื่องเขินในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปมาต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงมีพัฒนาการด้านเครื่องเขินมากกว่าประเทศเอเชียอาคเนย์อื่นๆ อีกทั้งยังมีรูปแบบและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองสูง
จากบันทึกของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงกล่าวไว้ในเรื่องเที่ยวพม่า พ.ศ.2478 ว่า ...ได้รับความรู้แปลกทางโบราณคดี เรื่องการทำของลงรักในเมืองพม่าไว้อย่างหนึ่ง จะกล่าวไว้ตรงนี้ด้วย   "ฉันได้เห็นในหนังสือพงศาวดารพม่าฉบับหนึ่งว่าวิชาทำนอง ลงรักนั้น พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ไปจากเมืองไทย (คือว่าได้ช่างรักไทยไปเมื่อ ตีกรุงศรีอยุธยา ได้ใน พ.ศ. 2112) ถ้าจริงดังว่าก็พึงสันนิษฐานว่าครั้งนั้นได้ไปแต่ วิธีทำรัก "น้ำเกลี้ยง" กับทำ "ลายรดน้ำ" จึงมีของพม่าทำเช่นนั้นแต่โบราณ แต่วิธี ที่ขูดพื้นรักลงไปเป็นรูปภาพ และลวดลายต่าง ๆ นั้นพวกช่างชาวเมืองพุกามเขา บอกฉันว่าพึ่งได้วิธีไปจากเมืองเชียงใหม่ เมื่อครั้งหลัง"
ผู้รู้เล่าว่า … จากหลักฐานในพงศาวดารของพม่ากล่าวว่า เมื่อพม่าเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ได้กวาดต้อนเอาชาวเมืองเชียงใหม่และช่างผีมือไปไว้ ในเมืองพม่าหลายครั้ง ปัจจุบันชาวล้านนาเหล่านั้นยังคงมีการทำเครื่องเขินชนิดขูดขีดเป็น ลายเส้น แล้วถมลายเส้นด้วยสีต่าง ๆ อยู่ที่เมืองพุกามซึ่งพม่าเรียกเครื่องเขินชนิดนี้ว่า "โยนเถ่" ซึ่งแปลว่า เครื่องยวน หรือ เครื่องประดิษฐ์ขี้นโดยชาวไทยยวนหรือล้านนาเครื่องเขินของพม่ามีลวดลายประดับแบบหนึ่งซึ่งว่า "ซินเม่" ซึ่งคำว่า ซินเม่ นี้ หมายถึง เชียงใหม่ น่าจะเป็นลวดลายดั้งเดิมจากเชียงใหม่ตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์มังราย ปี พ.ศ. 2100

เครื่องเขินนับได้ว่าเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เลื่องชื่อของพม่า และพุกามก็ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องเขินคุณภาพสูงมานาน ทั้งลวดลายที่งามวิจิตร มาดูขั้นตอนการทำเลยนะครับว่า มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

ภาพนี้จัดแสดงการทำตั้งแต่เริ่มต้นครับ มีวิธีการอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การไปเก็บน้ำจากต้นรัก มาทำรักที่ใช้ปิดทอง ปัจจุบันไทยเรายังพอหาได้แถวๆเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันหายากและมีราคาแพงมาก แต่ขอโทดที่พม่าหาได้ง่ายๆและราคาถูก ปัจจุบันไทยใช้ สีเฟร๊ก flexแทน เพราะราคาถูกกว่า และประหยัด คุณภาพใกล้เคียงกับ รัก แต่ความเงางามของทองที่ปิดนั้น ยังไม่สู้รัก

(http://image.ohozaa.com/i/4c4/IlnpQ.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/9d4/ZYhZZ.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/641/Sf40d.jpg)

เอาไม้ไผ่ที่เหลาจนเล็กและเรียว มาขึ้นรูปแบบนี้ครับ

(http://image.ohozaa.com/i/896/yjU27.jpg)

เขาใช้เวลาในการขึ้นโครงแปปเดียวเองครับ  อันนี้เข้าใจว่าจะเป็นชาม นะครับ

(http://image.ohozaa.com/i/5aa/X8NB3.jpg)

แล้วก็นำมาขัดให้เรียบก่อน1ครั้ง

(http://image.ohozaa.com/i/2b8/VyxPW.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/f89/kVGAz.jpg)

นอกจากจะใช้ไม้ไผ่แล้ว ภูมิปัญญาช้าวบ้านอีกอย่างหนึ่งคือ การนำขนหางม้า มาสาน ทำให้แข็งแรงกว่าไม้ไผ่ ที่สำคัญม้าในพุกามเยอะมาก เป็นพาหนะที่ใช้กันทุกครัวเรือน

(http://image.ohozaa.com/i/720/y26MS.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/56c/BCErN.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/f86/yjwSY.jpg)

เครื่องเขินที่ใช้ทั่วไป ขึ้นโครงด้วยตอกไม้ไผ่ จะมีโครงที่แน่นแข็งแรงเรียบเสมอกันโดยตลอด เมื่อทารักสมุกแล้ว ขัดก็จะได้รูปภาชนะที่ค่อนข้างเรียบเกลี้ยงบาง และมีความเบาการตกแต่งของเครื่องเขิน ชนิดนี้มีลักษณะเด่นที่นิยมการขูดลาย 
ภูมิปัญญาอีกอย่างของคนสมัยก่อนคือ เมื่อลงรักเสร็จแล้วต้องตากในที่ร่ม เนื่องจากพื้นผิวเป็นไม้ไผ่ และต้องตากในที่ไม่มีลมไม่มีแดด คนพุกามจึงได้สร้างห้องใต้ดินขึ้นมา เพื่อเก็บรักษาเครื่องเขินไว้ โดยการนำลงไปไว้ในห้องใต้ดินอย่างน้อย7วันเพื่อให้ รักที่ลงแห้งสนิท จึงจะนำมาสู่ขั้นตอนต่อไป นั่นก็คือการขูดลาย
เทคนิคการตกแต่งผิวภาชนะด้วยวิธีการขูดลายนี้ ภาชนะที่จะทำลวดลายได้จะต้องมีผิวบางรักที่แห้งสนิทและเรียบ
อันนี้คือรัก เมืองไทยไม่ค่อยมีแล้ว หายากเต็มที แต่ที่พม่า มีมากมายซะเหลือเกิน
(http://image.ohozaa.com/i/9d9/sSbmQ.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/8b4/QOMLI.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/9c5/QDd5A.jpg)

ห้องใต้ดินที่ใช้อบเครื่องเขิน

(http://image.ohozaa.com/i/eeb/lnocQ.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/1e5/lFxDp.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/9f3/BQnL.jpg)

เมื่อนำไปไว้ที่ห้องใต้ดินจนได้ที่แล้ว ก็จะนำมา ขูดผิวเพื่อให้เรียบ

(http://image.ohozaa.com/i/357/2sAit.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/de2/BYqK4.jpg)

เมื่อขูดให้ผิวเรียบแล้ว ก็นำไปลงรักอีกที แล้วก็อบเหมือนเดิม ต่อจากนั้นก็จะสู่การ จารลาย การจารลายต้องใช้เหล็กปลายแหลมคล้ายเหล็กจารใบลาน กรีดลงไปบนผิวยางรักของภาชนะ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของช่างเป็นอย่างมาก โดยที่ไม่ให้เกิดเส้นลึกมาก จนยางรักกะเทาะออก หรือแผ่วเบาเกินไปจนทำให้ลวดลายมองเห็นได้ยาก

(http://image.ohozaa.com/i/794/hOgz8.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/0b6/IPXEK.jpg)

เมื่อจารเสร็ตแล้ว เขาก็จะลงรักอีกครั้งเพื่อความแข็งแรง นำไปอบเหมือนเดิม แล้วก็สู่ขั้นตอนการลงสี

(http://image.ohozaa.com/i/024/ZCuIS.jpg)

เมื่อลงสีเสร็จ นำไปอบในห้องใต้ดินอีกครั้ง แล้วก็นำมาขัดล้างน้ำ นำไปอบอีกครั้ง ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เรียกได้ว่ากว่าจะได้เครื่องเขินแต่ละอัน กินระยะเวลานานมากเป็นเดือนๆเลยทีเดียว ปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่คนพม่าเขาก็บอกว่า ไม่เอาดีกว่า เพราะถ้ามีเทคโนโลยีเข้ามา อาจจะช่วยทำให้ย่นระยะเวลาในการทำได้สั้นลง ทำให้ผลิตได้ทีละมากๆขึ้น แต่สิ่งที่เสียไปคือภูมิปัญญาที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษอาจจะสูญหายไป อันนี้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์

(http://image.ohozaa.com/i/852/vssk8.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/295/rpDMo.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/447/H7BzT.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/2bf/E6T36.jpg)


ทุกอย่างที่นี่ ขายเป็น ยูเอสดอลลาร์ อันนี้ 125 $ อันที่ยังไม่ได้ลงลายนะครับ  อันที่ลงลาย 555 $  :-\ :-\  ที่แพงเพราะ เริ่มจากการเหลาไม้ไผ่ขึ้นโครงเสร็จ จากวันที่ทำวันแรก จนถึงวันที่เสร็จ กินเวลาประมาณ 2 เดือนขึ้นไป แล้วแต่ลายที่ทำ บางอันใช้เวลาประมาณ 4 เดือน เรียกว่า ต้องใช้ทั้งฝีมือและความวิริยะอุตสาหะ

(http://image.ohozaa.com/i/e15/2Mu8T.jpg)

สุดท้ายก่อนจาก หมู่บ้าน มินกาบา  ภาพธรรมชาติใสๆซื่อๆของสาวพม่า

(http://image.ohozaa.com/i/5bb/dQGj.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Greengirl ที่ เมษายน 02, 2011, 02:18:36 PM

อ่านหน้าแรกยังไม่จบเลยก็อดไม่ได้มาเขียนคอมเม้นต์ก่อนค่ะ

เห็นแล้วประทับใจมากเรื่องความสะอาดค่ะ ตัวดิฉันเองเสียความรู้สึกเรื่องความสะอาดกับวัดไทยค่ะ บอกตรงๆสกปรกมากๆ ไม่รู้ว่าทางวัดไม่มีกฎระเบียบแบ่งหน้าที่การทำความสะอาดหรือยังไงคะ วัดไทยส่วนมาก 99.99เปอร์เซ้นต์สกปรกค่ะ พอเข้าไปจะกราบพระพุทธรูปก็กราบไม่ลงค่ะ มีทั้งฉี่แมว อึแมว เรี่ยราด ไปหมด บอกตรงๆนะคะว่าเสียความรู้สึกกับพระสงฆ์ไทยก็มาก มีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน อยากได้แต่เงินเข้าวัด มีมือถื่อ มีโน๊ตบุ้ค มีรถส่วนตัว  แข่งกันสร้างแข่งกันรวย สะสมรถแพงๆก็มาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าปลงหรอกค่ะ แต่พอมาเห็นที่นี่ ความรู้สึกศรัทธาก็ค่อยกลับมาหน่อยค่ะ  ต้องเป็นแบบนี้ค่ะ ถึงอยากกราบไหว้ ศรัทธาอย่างแท้จริง
และดิฉันเองก็เชื่อค่ะว่าท่านเป็นพระที่ดี รู้สึกได้ค่ะ
ตอนนี้ดิฉันเองเลิกเข้าวัดแล้วค่ะ จะสะสมเงินไปเข้าวัดพม่าแทนค่ะ




หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 03:13:55 PM

อ่านหน้าแรกยังไม่จบเลยก็อดไม่ได้มาเขียนคอมเม้นต์ก่อนค่ะ

เห็นแล้วประทับใจมากเรื่องความสะอาดค่ะ ตัวดิฉันเองเสียความรู้สึกเรื่องความสะอาดกับวัดไทยค่ะ บอกตรงๆสกปรกมากๆ ไม่รู้ว่าทางวัดไม่มีกฎระเบียบแบ่งหน้าที่การทำความสะอาดหรือยังไงคะ วัดไทยส่วนมาก 99.99เปอร์เซ้นต์สกปรกค่ะ พอเข้าไปจะกราบพระพุทธรูปก็กราบไม่ลงค่ะ มีทั้งฉี่แมว อึแมว เรี่ยราด ไปหมด บอกตรงๆนะคะว่าเสียความรู้สึกกับพระสงฆ์ไทยก็มาก มีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน อยากได้แต่เงินเข้าวัด มีมือถื่อ มีโน๊ตบุ้ค มีรถส่วนตัว  แข่งกันสร้างแข่งกันรวย สะสมรถแพงๆก็มาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าปลงหรอกค่ะ แต่พอมาเห็นที่นี่ ความรู้สึกศรัทธาก็ค่อยกลับมาหน่อยค่ะ  ต้องเป็นแบบนี้ค่ะ ถึงอยากกราบไหว้ ศรัทธาอย่างแท้จริง
และดิฉันเองก็เชื่อค่ะว่าท่านเป็นพระที่ดี รู้สึกได้ค่ะ
ตอนนี้ดิฉันเองเลิกเข้าวัดแล้วค่ะ จะสะสมเงินไปเข้าวัดพม่าแทนค่ะ




อย่าเพิ่งคิดเช่นนั้นครับ อย่าเอาความคิดเห็นของเราไปตัดสิน พระทั้งประเทศ แล้วเหมาว่า ไม่ดีไปเสียทั้งหมด เพราะความคิดเห็นของเรา พระที่ดีก็มีอีกมาก เพียงแต่เราไม่รู้ เขตบุญส่วนใหญ่ล้วนแต่อยู่ในวัด ฉะนั้นแล้ว อย่าเพิ่งเลิกเข้าวัดครับ จริงๆแล้วนะครับ ชีวิตความเป็นพระก็น่าเห็นใจไม่น้อย ปัจจัยที่ญาติโยมมาถวาย ครั้นจะเก็บเข้า ก็ว่าสะสม ครั้นจะซื้อของมาใช้ส่วนตัวบ้าง ก็ว่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย อยู่ที่มุมมองครับ พระเถระผู้ใหญ่ บางทีบางครั้งท่านไปไหนมาไหนก็ต้องใช้รถ ส่วนใหญ่โยมที่นับถือซื้อถวายครับ หรือไม่บางวัด ก็เอาเงินวัดซื้อเพื่อกิจการของวัด ถ้าพระเถระผู้ใหญ่ขึ้นรถเมล์ก็ดูกระไรอยู่
อาตมาเคยโดนกระเป๋ารถเมล์ไล่ลงรถเมล์มาแล้ว เขาบอกข้างบนมีอยู่3รูป หลวงพี่ขึ้นมาอีกรูป จะไปสวดผีหรือ เราโดนคนทั้งรถเมล์มอง หน้าซีดเลย เลยต้องลงจากรถ หรือไม่ก็พอขึ้นบนรถ กระเป๋ารถเมล์ก็พูดให้ได้ยินเลยว่า ขึ้นมาอีกแล้ว ไอ้พวกเสือเหลือง วันนี้ตรูจะแด..ก ไรว่ะ แบบนี้ก็มี
โลกมันหมุนไปทุกวัน พระเราเองก็ต้องหมุมนตาม  การบวชเป็นพระไม่ใช่อยู่ที่วัดดีวัดดัง แต่อยู่ที่วัตรปฏิบัติ ครับ เขาก็เอาคนธรรมดานี่แหละครับมาบวช
อย่าเพิ่งเลิกเข้าวัดนะครับ เข้าบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนพระรูปไหนจะบวชเพื่อสะสม และเพื่อลดกิเลส ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลครับ ไม่ได้เกี่ยวกับคณะสงฆ์
อาตมาเข้าใจ ความรู้สึกของคุณ Green Girl ดี เพราะอาตมาครั้งนึงก็เคยจับพระสึกเหมือนกัน ข้อหา กินเหล้า จริงๆโทดไม่ถึงสึกหรอกครับ แต่เพราะอาตมายอมไม่ได้ที่ตัวเองให้ศีล ๕ โยมแต่ตัวเองยังทำไม่ได้ เถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง ท่านก็บอกว่า อาบัติเล็กๆน้อยๆ เราก็บอกขนาดอาบัติเล็กๆน้อยๆท่านยังกล้าล่วง แล้วอะไรจะเป็นหลักประกันได้ว่า ท่านจะไม่ล่วงอาบัติใหญ่ ก็เลยเอากฏหมายห้ามดื่มเหล้าในวัดมาจับสึกครับ

เวลาที่เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อาตมาก็มีความรู้สึกเดียวกับญาติโยมครับ  แต่อาตมายังเชื่อในคำพระพุทธเจ้าว่า พระธรรมวินัยนี้เหมือนกับมหาสมุทร คือ มหาสมุทร จะไม่สกปรกเลย จะซัดเอาสิ่งปฏิกูล ขยะ มาไว้ที่ชายหาดเพื่อให้มหาสุทรสอาด ฉันใด พระสงฆ์ผู้บวชมาแล้วหากประพฤติตัวไม่ดี ทำผิดพระวินัย พระศาสนานี้ก็จะซัดเขาออกไปสู้ฝั่งคือเพศฆราวาสเอง

ฉะนั้นพระที่ทำไม่ดี เราก็ไม่ต้องไปเสียใจกับเหตุการณ์ครับ เราก็ควรจะดีใจเพราะว่า พระศาสนาได้กำจัดพระชั่วๆออกไปแล้ว  


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Greengirl ที่ เมษายน 02, 2011, 03:38:30 PM
อ่านจบแล้วค่ะ โอ้โห ไม่รู้มาก่อนเลยว่าที่พม่าจะมีวัดมากมายอย่างนี้ และแต่ละวัดก็ยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้างมากๆเลยค่ะ

ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านที่โพสเรื่องนี้ ทำให้หูตากว้างไกลกว่าเดิมมาก อ่านจบแล้วก็อยากจะย้ายไปอยู่พม่าแทนค่ะ


 ;D ;D>>>>>>>  พม่ายังไม่จบนะครับ ยังมีอีก ติดตามต่อนะครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 03:53:47 PM
เมื่อเราพักทานอาหารเที่ยงแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยัง มหาวิหารสัพพัญญู
พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าจันสิตตารุ่งเรืองมาก ส่งผลให้กษัตริย์ราชวงศ์พุกามองค์ต่อมา คือ พระเจ้าอลองซีตู สืบทอดพระปณิธาน ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ฟูเฟื่องยิ่งขึ้น ในรัชสมัยของพระองค์นี้เองที่นักประวัติศาสตร์ยกให้เป็นยุคทองของพุทธศาสนาในพุกาม ด้วยการเกิดขึ้นของเจดีย์มากมายที่ชาวพุกามได้สร้างขึ้นตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของกษัตริย์ของพวกเขา ตามความเชื่อที่ว่า ยิ่งสร้างมาก ยิ่งได้บุญมาก
“สัพพัญญูวิหาร” หรือสำเนียงพม่าว่า “ตะบินยู” เป็นพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า แปลว่าผู้รู้ทุกอย่าง ตะบินยูพญา จึงหมายความว่า “มหาวิหารแห่งความรอบรู้” เป็นวิหารขนาดใหญ่ที่ไก้ชื่อว่าเป็น “วิหารที่สูงที่สุด” ในพุกาม เป็นวิหารยอดปรางค์ สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าอลองซีตู ในปี พ.ศ.1687
ตัววิหารมีลักษณะเป็นวิหารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 180 ฟุต สูง 201 ฟุต ถือเป็นวัดประจำรัชกาล สร้างเลียนแบบวัดในอินเดีย มีความสูงถึง 5 ขั้น … ชั้นล่างเป็นที่สำหรับคฤหัสถ์พัก ชั้นที่ 2 เป็นชั้นที่พักสำหรับพระสงฆ์ ชั้นที่ 3 มีมุขด้านหน้าเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตัก 3 ศอก พระประธานของวัด ชั้นที่ 4 สำรับเก็บพระไตรปิฎก ส่วนชั้นที่ 5 เป็นองค์สถูป ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
วิหารสัพพัญญูแสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของการก่อสร้างวิหาร ด้วยมีความสูงถึง 5 ชั้น มีบันไดและทางเดินในผนังติดต่อถึงกันตลอด คล้ายกับทางเดินในผนังที่วิหารวัดศรีชุม เมืองเก่าสุโขทัย … วัดสัพพัญญูยังได้รับการยกย่องว่าเป็นวิหารที่มีอากาศถ่ายเท มีแสงสว่างดีกว่าวิหารอื่นๆในพุกาม ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในสถาปัตยกรรมพม่า
เมื่อก่อนเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่ผู้คนมาดูพระอาทิตย์ตกดินกัน แต่ตอนนี้ทางการห้ามขึ้นไปบนองค์พระเจดีย์ เพราะเกิดรอยร้าวและอาจจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ นักท่องเที่ยวจึงไปดูที่เจดีย์ชเวซานดอแทน
เนื่องจาก เขาไม่ให้ขึ้นไปชั้นบน คณะเราจึงได้แค่ชมความงาม และเข้าไปไหว้พระในวิหารเท่านั้น แล้วออกเดินทางต่อ
(http://image.ohozaa.com/i/36a/a0uh0.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/4b5/LTdC5.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/25f/5IlN2.jpg)

หลังจากนั้น คณะเราก็เดินทางไปเรื่อยๆ ไปยังที่ๆไม่ค่อยมีใครไปกัน เพื่อไปถ่ายรูปโดยเฉพาะ ไปดูจินตนาการของสถาปนิกในสมัยนั้น

ถ่ายขณะอยู่บนรถ

(http://image.ohozaa.com/i/596/4RVU6.jpg)

วิหารธรรมยังจี

(http://image.ohozaa.com/i/329/bu5qP.jpg)

เขาบอกจะพาไปดูจินตนาการและความสุดยอดของสถาปิก ต้องเดินไป

(http://image.ohozaa.com/i/44d/0RWoH.jpg)

อีกคนกำลังช่างใจว่าจะไปไม่ไป อีกคนกำลังตรวจดูกล้องว่าเหลือกี่รูป แล้วทั้ง2คนก็หันมาถามอาตมาว่า "มหาทำไมเขาไม่จอดรถใกล้ๆ เขาไปจอดไกลให้เราเดินทำไม ในเมื่อมันเดินย้อนกลับ อาตมาก็ได้แต่ตอบว่า ม่ายรู้

(http://image.ohozaa.com/i/551/dbnBu.jpg)

นี่คือจินตนาการของสถาปนิก เมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมา

(http://image.ohozaa.com/i/5f7/TF4pn.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/2a8/3kPCj.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/5a4/gWIef.jpg)

ตรงนี้คือเจดีย์ที่ถ่ายรูป อยู่ห่างจากสระน้ำประมาณ ไม่น่าเกิน 500 เมตร

(http://image.ohozaa.com/i/3f1/E5lqg.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/5c0/eqxeo.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/4de/0g4k3.jpg)



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 02, 2011, 04:47:19 PM
หลังจากนั้นคณะของพวกเรา ก็เหลือเวลาอีก1ชั่วโมง ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงย่างกุ้ง หัวหน้าทัวร์เลยพาพวกเราไปแวะยังศูนย์วิจัย ทานาคา ไปแวะทานกาแฟ ตอนแรกอาตมาเข้าใจว่า ทานาคา คือแป้ง แต่จริงๆแล้ว ทานาคา เป็น ไม้ เป็นจ้นไม้ชนิดนึง เอาต้นทานาคา มาถูกับหิน หยอดน้ำลงนิดนึง ก็เอามาลูบปะหน้าได้ เป็นเคล็ดที่ไม่ลับ ตำรับผิวขาวเหมือนสาวพม่า ที่ศูนย์วิจัยนี้ มีการทำทานาคาเหมือนแป้งสำเร็จรูป คือนำมาใช้ได้เลยไม่ต้องมานั่ง ฝนไม้ทานาคา มีทั้งกลิ่นกุหลาบ มะลิ และมะนาว  ;D

(http://image.ohozaa.com/i/444/VwtHg.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/225/pTOln.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/3fe/XoxEI.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/4a0/oSd6O.jpg)

โคมไฟสวยๆร้านนี้ ตั้งอยู่ด้านหน้าศูนย์วิจัย เห็นสวยดีเลยเก็บมาฝากสมาชิกเผื่ออยากทำโคมไฟสวยๆแบบนี้ติดหน้าบ้าน

(http://image.ohozaa.com/i/232/ucXpW.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/396/b1eqA.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 03, 2011, 08:08:08 PM
   ตั้งใจที่จะลงภาพไปเที่ยวพม่า ให้หมด เพราะช่วงสงกรานต์จะต้องกลับบ้านที่ขอนแก่น และอาจจะอยู่นานเป็นเดือน ดังนั้นจึงอยากจะลงภาพแห่งความประทับใจให้หมด แล้วค่อยมาลงภาพเก็บตก

    ทีนี้ก็มาชมพระนอนตาหวานกันบ้าง วัดเจ๊าทัตจี หรือ พระพุทธไสยาสน์เชาตาจี อยู่ในเมืองย่างกุ้ง องค์พระมีความยาวกว่า ๗๐ เมตร ซึ่งเป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า คนไทยเรียกพระนอนตาหวาน เพราะนอกจากดวงพระเนตรของพระพุทธรูปที่วาดไว้อย่างสวยงามแล้ว ยังมีขนตางอนงามอีกด้วย ส่วนลูกนัยน์ตาทำด้วยแก้วที่สั่งผลิตเป็นพิเศษจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้มองดูแล้วเหมือนมีชีวิต ราวกับมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน นอกจากนี้จีวรยังได้รับการตกแต่งให้ดูพลิ้วสวยงามเหมือนผ้าครองจริง ๆ ใต้พระบาทที่วางไว้ไม่เสมอกันนั้น มีการวาดลวดลายสวยงาม ว่าด้วยสิ่งที่เป็นมงคล ประกอบด้วย ธรรมจักร มงคล ๑๐๘ ประการ แสดงโลกทั้ง ๓ คือเครื่องหมาย ๕๙ ประการ แสดงถึงอากาศโลก เครื่องหมาย ๒๑ ประการ แสดงถึงสัตว์โลก และเครื่องหมาย ๒๘ ประการ แสดงถึงสังขารโลก และยังมีเครื่องหมายพระเจ้าจักรพรรดิ์รวมอยู่ในนั้นด้วย

  ปางนี้อาจจะไม่เหมือนกับพระนอนทั่วไป คือเอามือแนบที่หู แต่ปางนี้เอามือค้ำศรีษะ มีท่านผู้รู้กล่าวว่าปางนี้เราอาจจะเรียกว่าเป็นปางประทับพักผ่อนพระวรกาย หรืออาจจะเป็นปางที่พระองค์เสด็จพักผ่อนรอ อสุรินทราหู ยักษ์ที่มีฤทธิ์เดชมาก และเข้าใจว่าตัวเองมีรูปร่างใหญ่โต พระพุทธเจ้าองค์นิดเดียว เราจะไปเข้าเฝ้าได้อย่างไร พระพุทธองค์ทราบวาระจิตของอสุรินทราหู ทรงเสด็จมาโปรด โดยทรงเนรมิตพระวรกายของพระองค์ให้ใหญ่กว่า อสุรินทราหุถึง 100 เท่า เพื่อคลายทิฏฐิ มานะ ของยักษ์ตนนี้ แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมโปรด

(http://image.ohozaa.com/i/47e/teFBO.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/4d9/kqD73.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/315/76GeD.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/4b4/pPQsl.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/2cb/nqjRU.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/5aa/WXrAt.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/31e/5gAn7.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 03, 2011, 08:21:10 PM
หลังจากนั้น คณะเราก็เดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ แต่ทริบนี้เนื่องจากว่า เวลาเราไม่เยอะ จึงไม่มีโอกาสไปดูช้างเผือก ของประเทศพม่า ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากสนามบินกรุงย่างกุ้งมากนัก แต่ว่า พระอาจารย์รูปนึง ที่วัดราชสิท ท่านก็ไปพม่าเหมือนกัน ท่านได้ไปชมช้างเผือกของพม่า เรียกว่า ช้างเผือกจริงๆ ไม่ได้เผือกเหมือนบ้านเรา จริงๆแล้ว เขาห้ามถ่ายรูปช้างเผือกนะครับ แต่ยังไงพี่ไทยเราก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี ห้ามถ่าย แต่ถ่ายแล้วเจ้าหน้าที่ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร  ;D ;D

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/bea/beaeb9debe835b46c5552b585e8508dc.jpg) (http://www.picza.net/show.php?id=beaeb9debe835b46c5552b585e8508dc)
Thanks: Ro (http://ro.xn--n3cg3dvb4bwc.net/)  ฝากรูป (http://www.picza.net)

ตัวนี้ช้างเผือกนะครับ ไม่ใช่หุ่นช้าง

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/9a6/9a6d8d9abb5ffc3e312a781d94232c58.jpg) (http://www.picza.net/show.php?id=9a6d8d9abb5ffc3e312a781d94232c58)
Thanks: Ro (http://ro.xn--n3cg3dvb4bwc.net/)  ฝากรูป (http://www.picza.net)

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/027/0276910cf73638cc380382f4205212aa.jpg) (http://www.picza.net/show.php?id=0276910cf73638cc380382f4205212aa)
Thanks: Ro (http://ro.xn--n3cg3dvb4bwc.net/)  ฝากรูป (http://www.picza.net)

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/da3/da379e062a6b42fe9672707a99fd5b19.jpg) (http://www.picza.net/show.php?id=da379e062a6b42fe9672707a99fd5b19)
Thanks: Ro (http://ro.xn--n3cg3dvb4bwc.net/)  ฝากรูป (http://www.picza.net)

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/52c/52c742ee41fbf8754a80bcb9aad45f1e.jpg) (http://www.picza.net/show.php?id=52c742ee41fbf8754a80bcb9aad45f1e)
Thanks: Ro (http://ro.xn--n3cg3dvb4bwc.net/)  ฝากรูป (http://www.picza.net)

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/52c/52c742ee41fbf8754a80bcb9aad45f1e.jpg) (http://www.picza.net/show.php?id=52c742ee41fbf8754a80bcb9aad45f1e)
Thanks: Ro (http://ro.xn--n3cg3dvb4bwc.net/)  ฝากรูป (http://www.picza.net)

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/735/7353c46cabe4e7763ca1fed2c4d2e299.jpg) (http://www.picza.net/show.php?id=7353c46cabe4e7763ca1fed2c4d2e299)
Thanks: Ro (http://ro.xn--n3cg3dvb4bwc.net/)  ฝากรูป (http://www.picza.net)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 03, 2011, 08:36:27 PM
สุดท้ายก่อนจะจบทริบนี้ มีรูปผักของพม่ามาให้พวกเราได้ดู เขาปลูกได้งามจริงๆ และไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีเหมือนบ้านเรา เห็นแล้วต้องบอกเลยว่า ดินบ้านเขาดีจริงๆ

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/b9b/b9bb6c665ca89ef7cbb780ecaea7bc9c.jpg)


(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/4e2/4e260b41960197631b121069e19c422f.jpg)

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/c4a/c4adadd68dd0584fbf4574915694901a.jpg)

(http://www.picza.net/uppic/pic/2011_04_03/79c/79cc3cc5e249db3327af835e06fea186.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Greengirl ที่ เมษายน 03, 2011, 09:44:55 PM

สรุปว่าคนพม่ารักสะอาดกว่าคนไทยหรือคะ เห็นตลาดก็ยังสะอาดเลย


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Greengirl ที่ เมษายน 03, 2011, 09:49:21 PM

ดูพระนอนแล้วสวยดีค่ะ สะอาดด้วย เขาทำอย่างไรคะถึงแวววาวด้วย น่ามองมาก


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 09:25:50 AM

สรุปว่าคนพม่ารักสะอาดกว่าคนไทยหรือคะ เห็นตลาดก็ยังสะอาดเลย

จริงๆแล้วที่ไหนๆก็มีขยะครับ เพียงแต่เท่าที่สังเกตจากการไปในครั้งนี้ ตอนเช้าและตอนเย็น คนพม่าเขาจะกวาดหน้าบ้านของตนเอง กวาดแล้วก้จะเอาไปใส่ถังขยะ คนพม่าชอบกินหมาก จะมีหมากและพลูวางขาย ตามตลาดใหญ่ๆ จะมีถังสำหรับคายน้ำหมาก เขาจะช่วยกันในการทำความสะอาดครับ เหมือนคนไทยย้อนกลับไปสัก50-60ปีก่อน บ้านเราก้จะเป็นอย่างนั้น ทำความสะอาดหน้าบ้านใครหน้าบ้านมัน
และที่ประทับใจอีกอย่างนึงของพม่านั่นก็คือ หน้าบ้านแทบจะทุกหลังไม่ว่าเศรษฐี หรือ คนจน จะมีเหมือนกันหมด นั่นก็คือ ตุ่มน้ำวางไว้หน้าบ้าน วางไว้สำหรับคนเดินผ่านไปผ่านมาให้ได้กิน คนจนก็เอาโอ่งดินใบเล็กๆมาวาง คนมีฐานะหน่อย ก็ทำเป็นชั้นวางให้ คนเดินผ่านไปผ่านมา ถ้าเหนื่อย หิวน้ำก็กินได้ เหมือนบ้านเราในอดีต แต่บ้านเรา เราเข้าสู่กระแสสังคมระบบทุนนิยม ความเป็นไทยแทบไม่เหลือ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: ผู้บ่าวรากหญ้า ที่ เมษายน 04, 2011, 12:42:10 PM
นมัสการ..ท่านมหาครับ  สวัสดีปีใหม่ครับท่าน
ได้ชมภาพแล้วเหมือนได้นั่งเครื่องบินด้วยเลยนะครับ

สวยจังครับ จะมีโอกาสไหมเนี้ย


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Mahajoan ที่ เมษายน 04, 2011, 06:42:54 PM
 :-[  นัมสการท่านมหา ขอบคุณท่านมหามากๆน่ะครับ ที่สละเวลามาให้ความรู้ ทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาอีกเยอะเลยครับ ผมก็เพิ่งเห็นกระทู้นี้แหละครับ ผมเลยดูตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายเลย ภาพสวยงามมากๆครับ  :-[
 ผมไปติดใจอยู่ภาพหนึ่ง
(http://img684.imageshack.us/img684/121/img6639b.jpg)
ไม่รู้ว่าท่านมหาผมว่าน่าจะเป็น ต้นกระเบาน่ะครับ ที่บ้านเราก็มีแต่ค่อนข้างหายาก ลูกของเจ้าต้นนี้ถ้าตกลงไปในแม่น้ำปลาบ้าจะชอบมากิน แล้วจะทำให้เนื้อปลามีรสเมา  ;D ผมเองก็ยังไม่เคยลองกินปลาบ้าเลยครับ ได้ยินแต่ชื่อ และต้นกระเบาผมก็เห็นแต่ต้นกลับลูกของมัน  ;D  ผมไปหารูปมาฝากครับลองเทียบกันดูเพราะว่ามันมีหลายพันธุ์ 
(http://herb.ohojunk.com/wp-content/uploads/2009/11/1_0092.jpg)
ที่มาของภาพhttp://herb.ohojunk.com/?p=1105 (http://herb.ohojunk.com/?p=1105)
โจน


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 07:11:23 PM
:-[  นัมสการท่านมหา ขอบคุณท่านมหามากๆน่ะครับ ที่สละเวลามาให้ความรู้ ทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาอีกเยอะเลยครับ ผมก็เพิ่งเห็นกระทู้นี้แหละครับ ผมเลยดูตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายเลย ภาพสวยงามมากๆครับ  :-[
 ผมไปติดใจอยู่ภาพหนึ่ง
([url]http://img684.imageshack.us/img684/121/img6639b.jpg[/url])
ไม่รู้ว่าท่านมหาผมว่าน่าจะเป็น ต้นกระเบาน่ะครับ ที่บ้านเราก็มีแต่ค่อนข้างหายาก ลูกของเจ้าต้นนี้ถ้าตกลงไปในแม่น้ำปลาบ้าจะชอบมากิน แล้วจะทำให้เนื้อปลามีรสเมา  ;D ผมเองก็ยังไม่เคยลองกินปลาบ้าเลยครับ ได้ยินแต่ชื่อ และต้นกระเบาผมก็เห็นแต่ต้นกลับลูกของมัน  ;D  ผมไปหารูปมาฝากครับลองเทียบกันดูเพราะว่ามันมีหลายพันธุ์ 
([url]http://herb.ohojunk.com/wp-content/uploads/2009/11/1_0092.jpg[/url])
ที่มาของภาพhttp://herb.ohojunk.com/?p=1105 ([url]http://herb.ohojunk.com/?p=1105[/url])
โจน


อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไกด์ชาวพม่าบอกว่า นี่คือ ลูกพลับป่า หรือมะพลับป่า กินไม่ได้ เขาว่าอย่างนั้น ที่เอามาปลูกเพราะเป็นร่มดีมากๆ และที่สำคัญใบไม่ค่อยร่วงเท่าไร


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 07:47:04 PM
สุดท้าย เก็บตกความประทับใจที่พม่าครับ

มหาเจดีย์ชเวดากอง

(http://image.ohozaa.com/i/5b1/IWJTx.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/359/DYDSF.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/5b7/bSVGi.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/483/fuw2X.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/514/XNMd4.jpg)

ไม่ว่าจะร้อนแค่ไหน ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับการสวดมนต์ไหว้พระของชาวพม่า
(http://image.ohozaa.com/i/275/69u8a.jpg)

ไม่ว่ากลางคืนกลางคืน นั่งสมาธิได้หมด

(http://image.ohozaa.com/i/2a1/xLZES.jpg)

หญิงคนนี้ดูจากการแต่งตัวก็รู้เลยว่าเป็นนักท่องเที่ยว และเป็นคนไทย เพราะผู้หญิงพม่า จะไม่นุ่งกางเกงขึ้นบนพระธาตุชเวดากอง หรือใส่กางเกงเข้าวัด ถึงจะใส่กางเกงไป แต่พอก่อนถึงชเวดากองหรือวัดเขาจะเปลี่ยนเป็นผ้าถุงหรือนุ่งผ้าถุงทับ นี่คือมนต์เสน่ห์อีกอย่างของสาวพม่า บ้านเรา ไม่ได้สนว่าที่ไหนคือวัดที่ไหนคือห้าง บางทีใส่ไป พระต้องอายแทน เพราะเธอไม่อายพระ  :D  :D
มาดูกันว่าเธอคนนี้ถ่ายอะไร

(http://image.ohozaa.com/i/468/gJVye.jpg)
 
ที่แท้เธอถ่ายรูปนี้ครับ ชเวดากองตอนกลางคืนต้องบอกว่า สวยมากๆๆ เสียดายเขาปิดแค่4ทุ่ม

(http://image.ohozaa.com/i/3ab/sOJLR.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/349/vPpgG.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/41d/9EIGk.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/330/oz1jA.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/4ad/t3CxP.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/56c/dYfEz.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/563/YZji6.jpg)

ภาพนี้ไม่รู้เป็นที่แสงมากไปหรือปล่าว หรืออาตมายังมือใหม่ ถ่ายออกมาได้แบบนี้ แต่ก็ดีครับ ชอบ ไม่ได้ปรับอะไรถ่ายธรรมดา แต่รูปที่ถ่ายติดกันจะเป็นแบบนี้ครับ ถ่ายห่างกันไม่น่าเกิน 5 วินาที

(http://image.ohozaa.com/i/427/3kJsm.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/5b1/IWJTx.jpg)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 08:32:49 PM
สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างของพม่านั่นก็คือ การที่ทุกคนไม่มีใครใส่รองเท้าขึ้นไปบนพระธาตุเจดีย์ที่สำคัญๆ เขาจะถอดกันตั้งแต่ประตูวัด
ก่อนที่เท้าจะก้าวขึ้นเหยียบบันไดขั้นแรก และจะใส่รองเท้าก็ต่อเมื่อลงบันไดขั้นสุดท้าย การไม่ใส่รองเท้าตามสถานที่สำคัญๆเป็นสิ่งที่เขาปลูกฝังกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขาจะถือถุงใส่รองเท้าไปด้วยครับ หรือไม่ก็ฝากไว้ที่ตรงเชิงบันไดทางขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะถือใส่ถุงขึ้นไปด้วย เพราะชเวดากองขึ้นลงได้ 4 ทาง ดังนั้นจึงเป็นการง่ายที่จะลงทางไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องย้อนกลับมาเอารองเท้า
ถอดกันตั้งแต่ตรงนี้
(http://image.ohozaa.com/i/31f/KaFCv.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/3e1/9uzVa.jpg)

หญิงคนนี้เป็นสาวพม่ารุ่นใหม่ แต่พอขึ้นไปข้างบนเธอก็จะเปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าถุงแทน หนุ่มสาวพม่า จะเจอที่วัดเยอะมาก เยอะกว่าผู้ใหญ่เสียอีก เพราะเขาปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก บ้านเราจะมาเข้าวัดอีกที ตอนไม่มีแรงจะไปไหนแล้ว

(http://image.ohozaa.com/i/4fb/AUKnl.jpg)

แล้วมาดูครับ ว่าเด็กๆพม่า วันหยุดเสาร์อาทิตย์ เขาไปทำอะไรกัน

(http://image.ohozaa.com/i/37d/r4W.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/5fc/3bWAl.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/22b/RRdPV.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/312/gxHva.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/552/x3G9n.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/435/LMqpI.jpg)


เด็กๆพม่าส่วนใหญ่ เสาร์อาทิตย์เขาจะไปวัดกันครับ ไปไหว้พระ กัน เด็กก็จะมีความสุขเมื่อได้ไปไหว้พระ พ่อแม่พาเข้าวัด ตั้งแต่เด็กๆ หลายคนอาจจะบอกว่า ก็พม่าไม่มีห้าง ไม่มีคอนเสริท์ให้ดู ไม่มีสวนสนุกแบบบ้านเรา อันนี้ไม่เถียงครับ แต่พม่าหลายคนอาจจะบอกว่า ปกครองโดยรัฐบาลทหาร เผด็จการ มีการจำกัดสื่อ เหตุผลหลักก็คือที่ทางการจำกัดสื่อ เพราะถ้ากระแสโลกาภิวัฒน์เข้ามาแล้ว อาจจะทำให้วิถีชีวิตความเป็นคนพุทธของเขาเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างไทยครับ เปลี่ยนเสียจนไม่มีความเป็นไทยแล้ว พม่ามีการประกาศในรัฐธรรมนูญให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ดังนั้นสิ่งไหนที่ขัดกับหลักศาสนา เขาจะจำกัดครับ บ้านเขาเลยไม่ค่อยมีปัญหาวุ่นวายแบบบ้านเรา  บ้านเรารับวัฒนธรรมฝรั่งมามากเกินไป เด้กๆจับมาประกวดนั่นประกวดนี่ แต่งตัววับๆแวมๆตั้งแต่เด้ก สอนให้เด้กกล้าในสิ่งที่ไม่ดีเท่าไร (ในความคิดอาตมานะครับ) เอาเด็กอนุบาลมาเต้นโคโยตี้ ผู้ใหญ่สนับสนุน หากผู้ใหญ่ในบ้านเรา จัดประกวด หนูน้อยนิสัยดี ช่วยพ่อแม่ทำงาน เข้าวัด นั่งสมาธิ ตั้งแต่เด็กๆ คงจะดีไม่น้อย



หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 09:29:52 PM
    พระมหาเจดีย์ชเวดากอง  มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีความสูงถึง 326 ฟุต เป็นพระมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองพม่า เป็นเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ของโลกตามตำนานเล่ากันว่า ภายในมหาเจดีย์บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ซึ่งประทานแก่นายวานิช 2 พี่น้อง นำมาสร้างเป็นมหาเจดีย์เพื่อเป็นที่สักการะแก่ปวงชนมีอายุ กว่า2,500 ปี สูง 326 ฟุตยอดบนสุดมี เพชรนิลจินดา และ ทับทิมที่ พ่อค้าประชาชน มามอบให้ เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของแสงพระอาทิตย์รวมถึงทับทิมขนาดเท่าไข่ไก่บนยอดพระเจดีย์และ เพชรสีขาวเม็ดใหญ่ ความงดงามอลังการของเจดีย์แห่งนี้ นอกจาก เพชรนิลจินดาดังกล่าวแล้ว สถูปทองคำ ที่ส่องอร่ามอยู่นั้น ก็ประเมินค่าไม่ได้ โดยเฉพาะยามต้องแสงดวงอาทิตย์ หรือ แสงไฟ จะเรืองรองอร่ามตา         มหาเจดีย์ชเวดากอง เล่าว่าพระมหากษัตริย์มอญคือพระเจ้าโอกะลาปะ ทรงเลื่อมใสในศรัทธาพระพุทธศาสนา ได้ทรางก่อสร้างองค์พระเจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเมื่อกว่า 2500 ปี ก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์มอญและพม่าแทบทุกพระองค์ได้ถือเป็นพระราชภารกิจในการก่อเสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 326 ฟุต กว้าง 1355 ฟุตในปัจจุบัน
      โดยเฉพาะในสมัยพระนางซินสอบู หรือนางพระยาตะละแม่ท้าวเจ้า กษัตรีมอญผู้ครองเมืองหงสาวดี ได้ทรงริเริ่มธรรมเนียมบริจาคทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เองในการบูรณะพระมหาเจดีย์ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.1996 (ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตยโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา) จนกลายเป็นพระราชพิธีที่ปฎิบัติสืบต่อกันมา วันนี้มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่า จะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ หากสังเกตในรายละเอียดจะเห็นรอบต่อของแผ่นทองคำ ซึ่งมิได้ผสานเป็นเนื้อเดียว แต่จะเป็นแผ่นๆ มาเรียกกัน ครั้งเมื่อแผ่นทองหมองคล้ำก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้งเป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาตลอด สุวรรณฉัตร หรือทององค์ใหญ่บนยอดเจดีย์ชเวดากองเคยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พม่า 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก ในปี พ.ศ.2317 รัชสมัยพระเจ้าฉินบูชิน ทรงถวายสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ รูปทรงพม่า แทนองค์เดิมที่เป็นรูปทรงมอญ โดยโปรดฯให้ระฆังเงินระฆังทองและทองแดง รวม 600 ใบ และมีเพชรประดับโดยรอบด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ต่อมาเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เป็นเหตุให้สุวรรณฉัตร หักตกลงมา จึงมีการบูรณะครั้งที่สองในปี พ.ศ.2414 รัชสมัยพระเจ้ามินดง โดยทรงบริจาคพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างฉัตรใหม่ จนร่ำลือกันว่า ยอดฉัตรแห่งชเวดากองนั้นประดับประดาด้วยเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 62000 ปอนด์ ในสมัยนั้น โดยเฉพาะยอดเจดีย์ประดับระฆังใบเล็กถึง 5000 ใบ ครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2542 พุทธศาสนิกชนชาวมอญพม่าได้พร้อมใจกันเปลี่ยนสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ ถวายพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาแห่งแหนมามืดฟ้ามัวดิน ร่วมทำบุญ ถวายปัจจัย บางคนถึงกับถอดแหวนเพชร สร้อยทองเครื่องประดับอัญมณีนานาชนิดประดับสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ด้วยแรงศรัทธาสูงส่งรอบๆองค์พระเจดีย์ชเวดากอง เป็นลานกว้างรองรับแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนได้จำนวนมาก
     บริเวณทางขึ้นทั้งสี่ทิศจะมีวิหารโถง สร้างด้วยเครื่องไม้หลังคาทรงปราสาท ปิดทองล่องชาดประดับกระจกทั้งหลัง ภายในประดิษฐานพระประธานสำหรับให้ประชาชนมากราบไหว้บูชา เพราะชาวมอญและชาวพม่าถือการกราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากองเป็นนิตย์ จะนำมาซึ่งบุญกุศลอันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัยทั้งมวล บ้างนั่งทำสมาธิเจริญสติภาวนานับลูกประคำ และบ้างเดินประทักษิณรอบองค์เจดีย์

(http://image.ohozaa.com/i/3ef/J9QP.jpg)

สิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการมาไหว้พระมหาเจดีย์ชเวดากองในครั้งนี้ นั่นก็คือการสรงน้ำพระประจำวันเกิดซึ่งประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดตน จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มีหลักการสรงน้ำดังนี้คือ เมื่อเราอธิษฐานเสร็จแล้ว เราก็เริ่มสรงน้ำ
1.จะสรงน้ำที่เทวดารักษาตัวเราก่อน ให้เทวดารับรู้
2.สรงน้ำพระพุทธรูปประจำวันเกิด
3.สรงน้ำสัตว์ประจำวันเกิด
   ใครจะสรงน้ำตามอายุก็ได้ หรือจะเอาแบบง่ายๆสรงน้ำ 9 ครั้งก็ได้ ทิศทั้งแปดของชาวพุทธ ชาวพม่านับถือทิศทั้งแปดเหมือนกับคนไทย โดยรอบจักรวาลแบ่งเป็น 8 ทิศ ดังนี้คือ 
วันอาทิตย์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีครุฑเป็นสัตว์ประจำวันเกิด

(http://image.ohozaa.com/i/03f/img_8024.jpg)

วันทร์ ทิศตะวันออก มีเสือเป็นสัตว์ประจำวันเกิด

(http://image.ohozaa.com/i/5ee/n7OwA.jpg)

วันอังคาร ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีสิงห์เป็นสัตว์ประจำวันเกิด

(http://image.ohozaa.com/i/460/MDzD2.jpg)

วันพุธจะมี 2 คือ พุธกลางวันกับพุธกลางคืน
อันนี้เป็นวันพุธกลางวัน อาตมาเกิดวันพุธกลางวัน เวลา06.30 น. เวลาที่เกิด เขาจะนับ 6 โมงเช้า ไปจนถึงตี5.59 นาทีของอีกวันนะครับ ไม่ใช่เริ่มนับวันใหม่ตอนเที่ยงคืน 
วันพุธ (กลางวัน) ทิศใต้ มีช้างมีงาเป็นสัตว์ประจำวันเกิด
(http://image.ohozaa.com/i/3e0/maUgw.jpg)

วันพุธ (กลางคืน) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีช้างไม่มีงาเป็นสัตว์ประจำวันเกิด

(http://image.ohozaa.com/i/277/MJ0DL.jpg)

วันพฤหัสบดี ทิศตะวันตก มีหนูเป็นสัตว์ประจำวันเกิด

(http://image.ohozaa.com/i/5b3/rnHHw.jpg)

วันศุกร์ ทิศเหนือ มีหนูตะเภาเป็นสัตว์ประจำวันเกิด

(http://image.ohozaa.com/i/26a/hReRB.jpg)

วันเสาร์ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีพญานาค เป็นสัตว์ประจำวันเกิด

(http://image.ohozaa.com/i/4e6/xlvDX.jpg)

บรรยากาศชะเวดากอง ตอนกลางวัน

(http://image.ohozaa.com/i/394/hZ0R6.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/5d3/8y5iB.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/5c2/eByxu.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/429/66EWJ.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/5f8/7rARm.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/389/ubTnZ.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/31d/4f2Vo.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/360/mpTQo.JPG)

พระพุทธรูปตอนปรินิพพาน

(http://image.ohozaa.com/i/5bb/5dNEY.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/38c/7pVNo.jpg)

(http://image.ohozaa.com/i/3fb/6qrTX.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/3f0/ns4Uo.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/4fe/MWK5O.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/5dd/ftx0M.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/316/yXPWf.jpg)

มาชมความยิ่งใหญ่ของทรัพยากรป่าไม้ของพม่าบ้างครับ นี่คือเสาไม้สักทอง และไม้ที่นำมาทำล้วนแต่เป็นไม้สักทองทั้งนั้น มูลค่าไม่ต้องคิดครับ มันมากมายมหาศาล

(http://image.ohozaa.com/i/4dd/bRwl.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/45f/iMVqv.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/35a/b1u.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/465/w6SCW.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/35a/0XnRq.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/508/kePdP.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/5d6/28LdT.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/416/oomtf.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/416/oomtf.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/55d/cpkxi.JPG)

(http://image.ohozaa.com/i/23f/whYCG.JPG)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 10:31:47 PM
ทีนี้ แวะมาที่วัดพระธาตุอินทร์แขวนกันมั้งนะครับ มาดูว่าหินก้อนใหญ่ตั้งลาดเอียงลงไปแค่ไหน


(http://image.ohozaa.com/i/0ea/img_6516.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=4e5fd1556b5332eed1e87efcecdd8b10)

คนส่วนใหญ่ที่ถ่ายพระอาทิตย์ตกดิน ส่วนใหญ่จะถ่ายกันตรงนี้ละครับ มุมที่หัวหน้าทัวร์เราถ่าย

(http://image.ohozaa.com/i/27d/img_6520.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=c3757c4aa6f3430cf7df542a794a52ae)

แต่อาตมา มาถ่ายข้างล่าง เลยได้ภาพแบบนี้ สาเหตุที่ไม่ถ่ายข้างบนครับ ง่ายๆ กลัวตก เพราะมันลาดเอียง  ;D
ภาพนี้เรียกว่า จังหวะ เวลา และโอกาส มาประจวบเหมาะครับ ไม่ได้มีฝีมือมากมายอย่างที่เข้าใจกัน  ;D ;D

(http://image.ohozaa.com/i/acb/img_6522.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=bc0c2ede3e4c7d9a81c56c7c63d06e08)

เมื่อถ่ายออกมาแล้วได้ภาพสวย เลยเรียกหัวหน้าทัวร์ ให้ถ่ายรูป จึงได้ภาพแบบนี้ครับ แต่เสียอย่างเดียว พระอาทิตย์ตก เร็วมากๆ ถ่ายได้ไม่กี่รูปเอง

(http://image.ohozaa.com/i/2ec/img_6523.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=beb6404be257d49e8224ab1b8489bffa)

(http://image.ohozaa.com/i/16b/img_6525.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=9afd699d441de69aeb15f29d4c81e656)

ดูความลาดเอียงสิครับ ก้อนหินมันลาดเอียงขนาดไหน แต่แปลกที่มันไม่ยักกะตก

(http://image.ohozaa.com/i/f3a/img_6526.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=ceeea0570cbbef00c0e65942e284a359)

ประทับใจภาพนี้ครับ ในความรู้สึกส่วนตัว ยอมนอนหนาวโดยมีผ้าห่มไม่กี่ผืน เพื่อที่ได้มากราบไหว้พระธาตุอินทร์แขวน อากาศที่ไปตอนนั้น เย็นเลยละครับ ขนาดนอนที่โรงแรม มีผ้าห่มอย่างดี ยังหนาวเลย แล้วนี่นอนตากลมหนาว ถ้าไม่ใช่พลังศรัทธาจริงๆ ทำไม่ได้ครับ เดินทางมาเป็นพันๆกิโล ยอมมานอนหนาว เพื่อให้ได้ไหว้พระธาตุสักครั้งในชีวิต แค่นี้ชีวิตเขาก็มีความสุข

เป็นเรื่องจริงของชาวพม่าที่ย่างกุ้งครับ ทุกบ้านจะมีห้องๆนึงที่มองเห็นพระธาตุชเวดากอง คนแก่ภายในบ้าน เมื่ออายุมากๆใกล้จะตายลูกหลานจะพามานอนที่ห้องๆนี้ เพื่อจะได้มองเห็นพระธาตุชเวดากอง แล้วนึกถึงเมื่อครั้งที่ตนเองได้ไปไหว้พระธาตุ ระลึกเป็นพุทธานุสสติ
ต้องบอกได้คำเดียวว่า สุดยอดครับ

(http://image.ohozaa.com/i/4c8/img_6582.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=29744deae5248ca03d620356bf330cf3)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 10:54:27 PM
มีเสียงเรียกร้องมาพอสมควรว่า กล้องมหาบ้านนอก มีรูปสาวๆพม่าไหม เพราะเคยได้ยินเสียงเล่าลือว่า ผู้หญิงสวย ต้องผิวพม่า นัยตาแขก บอกว่าถ้ามีลงให้หน่อย หลังจากตัดสินในอยู่นาน เพราะกลัวคนเข้าใจมหาบ้านนอกผิดเป็นอย่างอื่น ก็เลยจะลงให้ครับ สาวๆพม่า เอาใจหนุ่มๆเวบเกษตร สาวพม่าเท่าที่เห็นจะไม่ค่อยแต่งหน้าทาปาก เหมือนสาวๆบ้านเรา เขาเลยจะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่รูปมีไม่มากครับ เพราะส่วนใหญ่จะถ่ายบรรยากาศไม่ได้เน้นที่ตัวบุคคลเท่าไร

(http://image.ohozaa.com/i/cd8/img_6268.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=ab7b075df3ef6a2b8e7e82666308c3a8)

(http://image.ohozaa.com/i/a20/img_6272.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=63af6b173bb7d55e6805f8a576a83fe5)

(http://image.ohozaa.com/i/b6e/img_6404.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=0b87b01791719881410fdf914840cc16)

(http://image.ohozaa.com/i/991/img_6518.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=ce2e52abc67e8160902485735bae74f0)

(http://image.ohozaa.com/i/dea/img_6815.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=36e831edefcb92fc09c4eb6ff0bc0dc7)

(http://image.ohozaa.com/i/794/img_6952.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=68c14897da437ebdc8ff51bf617164ac)

(http://image.ohozaa.com/i/c80/img_6437.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=f9e0f6034d7240e33865f2e09dccdd37)

(http://image.ohozaa.com/i/0df/img_6438.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=62ee436c705f45e5c5207f2df2358c35)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 04, 2011, 11:01:20 PM
สุดท้าย ก่อนจบทริบนี้ ต้องขอขอบคุณบุคคล2ท่านนี้ ที่ทำให้อาตมา พระมหาบ้านนอก มีโอกาสได้ไปเมืองนอก 2 ท่านนี้คือผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในการไปเที่ยวพม่าในครั้งนี้ ทั้งค่าทัวร์และค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ไป และของฝาก หากไม่มีโยม2คนนี้แล้ว อาตมาคงจะไปไม่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงพอสมควร ;D ;D ;D

 (http://image.ohozaa.com/i/394/img_6643.jpg) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=bbafe7ed290f68e3a00dee177b01dc6e)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: Greengirl ที่ เมษายน 05, 2011, 09:45:18 AM

-ขอบพระคุณมากค่ะ อ่านจบแล้วก็ตั้งใจว่าต้องไปให้ได้ในชีวิตนี้่ค่ะ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: woragij ที่ เมษายน 18, 2011, 12:43:25 PM
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์มากครับที่อนุเคราะห์ภาพสวยๆ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: kongkrai ที่ เมษายน 21, 2011, 04:58:27 PM
ขอนมัสการครับท่าน

ขอบอกว่าถ่ายรูปออกมาได้สวยมากครับ   บรรยายได้ความรู้มากมายครับท่าน


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ เมษายน 27, 2011, 12:02:37 PM
จบทริบ การเดินทางเยือนพม่า  ทริบหน้า อาตมา มหาบ้านนอก จะขอนำทุกคนไปยังดินแดนมหาภารตะ อันเป็นดินแดนพุทธภูมิ
ต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา จาริกแสวงบุญ ตามรอยบาทพระศาสดา โปรดติดตามตอนต่อไป


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: sabydee!!! ที่ พฤษภาคม 13, 2011, 08:46:23 PM
จบทริบ การเดินทางเยือนพม่า  ทริบหน้า อาตมา มหาบ้านนอก จะขอนำทุกคนไปยังดินแดนมหาภารตะ อันเป็นดินแดนพุทธภูมิ
ต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา จาริกแสวงบุญ ตามรอยบาทพระศาสดา โปรดติดตามตอนต่อไป

กราบ มนัสการ..เข้ามาดูรูปแล้วรู้สึกประทับใจมาก และได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "พม่า" ทำให้รู้สึกอยากไป ขอขอบคุณ..ที่ได้นำภาพดีๆและเรื่องราวดีๆ มาให้ได้ชมค่ะ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: bboom ที่ พฤษภาคม 20, 2011, 03:40:58 PM

 
     อ่านตั้งแต่หน้าแรกจนจบ ทำให้นึกถึง ประโยคนึง ที่อ่านพบในหนังสือ  ว่าพม่านั้นเป็นดินแดนแห่งเจดีย์สามพันองค์ คงเป็นความจริง ได้แรงบันดาลใจมากค่ะ ต้องไปซักวัน  ขอบคุณท่านมหาฯ มากค่ะ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: kaewfah ที่ สิงหาคม 02, 2011, 10:05:30 PM
ติดตามได้แค่หน้าแรก อิ่มบุญ วันนี้รีบนอน พรุ่งนี้ต้องไปวัดแต่เช้า  จะมาติดตามวิถีพทธุที่พม่า วันต่อไปค่ะ


อีกวันที่มาเก็บรายละเอียด ถึงหน้าหกรูปหายไปเยอะ อ่านไปเหมือนได้มาทำบุญพระคุณเจ้า  พรุ่งนี้จะดูต่อ

จบ..เป็นวันที่สามเข้าเก็บความประทับใจวิถีพทธุฉบับพม่า เกินที่บรรยายเหมือนได้ไปทัวทำบุญเก้าวัด ดูวิถีชีวิตพม่ากับศาสนาแยกกันไม่ออกเป็นจิตที่บริสุทธิ์ ประทับใจมาก


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: khonngan ที่ สิงหาคม 27, 2011, 09:36:13 PM
เรียนท่านมหา
ฝีมือถ่ายภาพขอท่านมหา สวยมาก นึกว่าเป็นช่างภาพของ National Geographic ซะอีกค่ะ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: biwlz2007 ที่ พฤศจิกายน 15, 2011, 01:24:21 AM
อยากไปชมนครหงสาวดีของจริงครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: hahaha ที่ มกราคม 25, 2012, 02:21:32 PM
ไม่มีบุญได้ไปคับ แต่ก็มีวาสนาได้ชมภาพและเรื่องราวงามๆ คับ กราบมนัสการคับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: เพชร ที่ มกราคม 29, 2012, 10:29:34 PM
กราบนมัสการ ท่านมหา ที่นำสิ่งดีๆ มาแบ่งปัน รู้สึกนิยมชมชอบ ชาวพม่าเปี่ยมศัทธาในพระพุทธศาสนา นึกถึงชาวไทยแล้ว ได้แต่รู้สึกน่าเห็นใจ ศาสนากำลังเสื่อมถอย ทั้งฆราวาส และนักบวช(บางคน) ทำให้เสื่อมเสีย อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งมันเป็นไปเช่นนั้นเอง


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: beconjoe ที่ กุมภาพันธ์ 22, 2012, 09:17:28 AM
ดูรูปแล้วรู้สึกประทับใจมาก และได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "พม่า" ทำให้รู้สึกอยากไป ขอขอบคุณ..ที่ได้นำภาพดีๆและเรื่องราวดีๆ มาให้ได้ชมครับ


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: pornpattra ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2012, 10:52:41 PM
ไปพม่ามาปีที่แล้ว 2554 หลังเลือกตั้ง
มีพระพม่า(ที่เจดีย์ชเวดากอง) มาทัก
พูดคุยเรื่องการเลือกตั้งของบ้านเราและ
ว่าที่นายกคนใหม่...
เราก็ได้แต่ยิ้ม ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร :)
บอกตรงๆว่างงค่ะ ไม่คิดว่าจะเจอคำถามแบบนี้


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2012, 12:59:23 AM
ไปพม่ามาปีที่แล้ว 2554 หลังเลือกตั้ง
มีพระพม่า(ที่เจดีย์ชเวดากอง) มาทัก
พูดคุยเรื่องการเลือกตั้งของบ้านเราและ
ว่าที่นายกคนใหม่...
เราก็ได้แต่ยิ้ม ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร :)
บอกตรงๆว่างงค่ะ ไม่คิดว่าจะเจอคำถามแบบนี้


พระสงฆ์ไทยเรา จะต่างจากพม่าและศรีลังกาตรงที่ พระพม่า ศรีลังกา สามารถเล่นการเมืองได้ ศรีลังกา มีพระเป็น สส. พระสามารถลงสมัครเป็น สส. ได้ มีพระเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในเรื่องของศาสนาโดยเฉพาะ พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ เพราะมีพระเป็นผู้นำในการลุกฮือต่อต้านอังกฤษ ครั้งหนึ่งอังกฤษออกกฏหมายให้สามารถใส่รองเท้าเข้าในวัดได้ โดยเฉพาะที่ชเวดากอง ทำให้ชาวพม่าไม่พอใจอังกฤษเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้น พระสงฆ์คือกุญแจสำคัญอันนำไปสู่การปลดแอกจากอังกฤษ คนอังกฤษเมื่อจะเดินเข้าไปชเวดากอง พระพม่า และชาวบ้าน นอนเรียงกันให้เต็มพื้นชเวดากอง โดยที่ไม่ยอมให้รองเท้า สัมผัสกับพื้นชเวดากอง  หลังจากนั้นพระก้ได้เป็นผู้นำในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ

ดังนั้นเมื่อไปที่พม่า เราจะไม่แปลกใจที่พระพม่าสามารถเล่นหรือพูดคุยเรื่องการเมืองได้

แต่อย่าเอาเราไปเปรียบกับเขานะ ว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พระเราทำแบบนั้นไม่ได้ หากจะบอกว่าบ้านเราเป็นเมืองพุทธ อาตมายังคิดว่า ความเป็นพุทธของเรา ยังห่างไกล 2ประเทศนี้มากนัก ห่างไกลแบบไม่เห็นฝุ่น เอาอย่างน้อยแค่การทำความเคารพ พระ หรือ คุยกับพระ เรายังทำไม่ได้แบบเขาเลย

พุทธบ้านเขาเข้มแข็งกว่าเรามากนัก ยิ่งศรีลังกา ดินแดนพุทธศาสนาที่ยังมีลมหายใจ พม่าพุทธศาสนาที่ไม่มีวันตาย แต่ไทยเราละ ?


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: pornpattra ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2012, 08:43:42 AM
นมัสการตอนเช้าวันอาทิตย์
ดีจังค่ะ ได้ความรู้เพิ่มว่าพระพม่าและประเทศเพื่อนบ้านสามารถเล่นการเมืองได้
ดูข่าวจากช่องพม่า MRTV ไม่เคยเจอพระในสภาค่ะ มีแต่ประชาชนและทหาร


ตอนไปพม่า ในเมืองย่างกุ้ง พบแม่ชีองค์น้อยมาบิณฑบาตร ตอนบ่าย
มากันหลายองค์ค่ะ ประมาณ 10 น่าจะได้ สวมใส่จีวรสีชมพูค่ะ
จีวรสีชมพูนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรค่ะ (ขออภัยถ้าคำถามซ้ำ...ไม่ได้อ่านทุกหน้าค่ะ)


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: มหาบ้านนอก ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2012, 01:42:58 PM
นมัสการตอนเช้าวันอาทิตย์
ดีจังค่ะ ได้ความรู้เพิ่มว่าพระพม่าและประเทศเพื่อนบ้านสามารถเล่นการเมืองได้
ดูข่าวจากช่องพม่า MRTV ไม่เคยเจอพระในสภาค่ะ มีแต่ประชาชนและทหาร


ตอนไปพม่า ในเมืองย่างกุ้ง พบแม่ชีองค์น้อยมาบิณฑบาตร ตอนบ่าย
มากันหลายองค์ค่ะ ประมาณ 10 น่าจะได้ สวมใส่จีวรสีชมพูค่ะ
จีวรสีชมพูนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรค่ะ (ขออภัยถ้าคำถามซ้ำ...ไม่ได้อ่านทุกหน้าค่ะ)



(http://image.ohozaa.com/i/c09/lLRgjO.jpg)

จีวรแบบนี้ใช่ไหมครับ  จริงๆพระพม่าที่ยุ่งกับการเมืองนั้นเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ หรือการเมืองมายุ่งกับศาสนา พระจึงออกมาต่อต้านการเมือง ดังที่เป็นข่าวหลายปีที่ผ่านมา พระเป็นผู้นำประชาชนเรียกร้องสิทธิจากทางรัฐบาล พระอยู่ตรงกลาง ประชาชนยืนจับมือเพื่อป้องกันพระ อยู่ที่มุมมองว่าเราจะมองท่านเป็นแบบไหน

จริงๆแล้ว จีวรที่พระใช้กันนั้น มีสีที่ทรงห้ามและสีที่ทรงอนุญาต มีดังนี้ครับ
สีจีวรที่ต้องห้าม คือ

1.สีเขียวคราม สีเหมือนดอกผักตบชวา

2.สีเหลือง สีเหมือนดอกกรรณิการ์

3.สีแดง สีเหมือนชบา

4.สีหงสบาท สีแดงกับเหลืองปนกัน

5.สีดำ สีเหมือนลูกประคำดีควาย

6.สีแดงเข้ม สีเหมือนหลังตะขาบ

7.สีแดงกลาย แดงผสมคล้ายใบไม้แก่ใกล้ร่วง เหมือนสีดอกบัว

แต่สำหรับแม่ชีแล้ว ไม่มีข้อห้าม คงจะมีแต่เพียงภิกษุณี ซึ่งในสายเถรวาทเรา ไม่ว่าจะเป็น ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร เราไม่ยอมรับภิกษุณีเพราะถือตามพุทธพจน์ว่า ล่วงได้ ๕๐๐ ปี ภิกษุณีจะหมด ส่วนทางมหายานนั้นไม่ขอกล่าวถึง แต่มหายานก็ยังคงมีภิกษุณี

แม่ชีที่พม่าไม่ได้อยู่ที่วัด แต่จะอยู่ที่สำนักชี  ซึ่งอาจจะตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับวัด หรือไม่ก็ได้  ข้อปฏิบัติที่แตกต่างจากแม่ชีไทยคือ
แม่ชีพม่าจะบิณฑบาตรในวันก่อนวันพระเท่านั้น  แต่สามารถบิณฑบาตรได้ทั้งวัน ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะใส่อาหารแห้ง
ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร เช่น แต่ละบ้านใส่ข้าวสารเพียง 1 ช้อน  หรืออาจจะใส่เป็นเงิน เพื่อให้แม่ชีไว้ใช้จ่ายบ้างก็ได้
ทั้งนี้เพราะแม่ชีต้องหุงหาอาหารเอง   แต่ก็มีเหมือนกันที่ท่านไปบิณฑบาตรที่ตลาดตอนเย็น  ชาวบ้านก็จะใส่ผักสด หรือดอกไม้
เพื่อแม่ชีจะได้นำมาจัดถวายพระ ในวันพระรุ่งขึ้น

ส่วนพระเณร ท่านบิณฑบาตรทั้งวันได้ ตอนเช้าก็บิณฑบาตรเอาข้าว บ่ายก็เป็นน้ำปานะ เย็นอาจจะเป็นดอกไม้ หรือน้ำปานะครับ

เด็กหญิงบางคนก็บวชชีตั้งแต่เด็ก ๆ  แล้วก็เรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป  มีหลายเหตุผล ที่เด็กหรือสตรีพม่าบวชชี
ไม่ใช่เพียงเรื่องของความยากจนอย่างเดียว

ส่วนทำไมต้องใส่จีวรสีชมพูนั้น คงจะพอเดาได้ว่า วัฒนธรรมพม่า คงจะชอบสีชมพูมากกว่าสีขาวแบบบ้านเรา ในความคิดอาตมานะครับ สีชมพูของแม่ชีพม่า จะออกคล้ายๆสีดอกบัว สีชมพูของดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งทางพุทธศาสนา เพราะเหตุนี้กระมังเลยใช้สีชมพู ซึ่งบ้านเราจะใช้สีขาว
 
หรือไม่แม่ชีคงอยากจะทำโลกนี้ทั้งใบ ให้กลายเป็นสีชมพู 

แปลกตาสำหรับคนหนึ่ง
เหมาะสมสำหรับคนหนึ่ง
สุดแต่มนุษย์และสังคมกำหนดเองทั้งสิ้น


หัวข้อ: Re: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม
เริ่มหัวข้อโดย: terryh ที่ พฤษภาคม 01, 2012, 01:52:58 PM
เเรงงานเค้าเข้าไทย  สบายๆ มีทั้งถูกกฎหมาย  เเละ  ผิดกฎหมาย
ขณะเราไปบ้านเค้าเรื่องมาก  สุดๆเลยครับ
ที่  พรมเเดนเเม่สาย ถ้าคนไทยข้ามฝั่งพม่า   กับเสียเงิน
เเต่ถ้าคนพม่าเข้ามาเที่ยว  ไทยไม่ต้องเสียเงิน มีการเเบบนี้อีก
ผมที่สะพานปลาเเห่งนึง  ใน จ .ประจวบ  คนพม่า มากมาย  มาเป็น ลูกจ้างเรือประมง 
มีลูกพี่  เฒ่าเเก่คนไทยนี่เเหละ เป็น  เจ้านาย   


มีเพื่อนผมอยู่ท่านนึง  ไปเที่ยวที่พม่า
ส่งโปร์สการ์ด  ติดเเสตมป์สวยๆ  ประทับตราชัดเจน จากปณ. ในประเทศพม่า
ส่งไม่ต่ำกว่า 30 เเผ่น  ไม่มีใครได้รับเลยครับ

 

ไม่ต่างอะไรกับประเทศเราไปอเมริกาครับ ตรวจสอบมากมาย ยุ่งยาก แต่คนอเมริกามาบ้านเรา มันง่ายซะเหลือเกิน ได้ไปพม่าครั้งนี้ ทำให้รู้สึกว่า จริงๆแล้วคนพม่าน่ารักครับ เป็นมิตร ไม่ได้โหดร้ายเหมือนกับที่คิดไว้ คนพม่าใจดี มีน้ำใจ ให้ความเคารพพระ อย่างข่าวที่ออก ลูกจ้างพม่า ฆ่านายจ้างนั้น ที่เป็นข่าว หากเรามองในมุมหนึ่ง หากเราไม่บังคับขู่เข็ญเขา ดุด่าเขา เขาก็คงจะไม่ทำร้ายเรา คนพม่าเป็นคนที่สู้งานหนัก ไม่เกี่ยงงาน อาจจะคุยกันเสียงดังโวยวาย แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไร เราอาจจะมองเขาในแง่ร้ายเกินไป เพราะประวัติศาสตร์สองชาติมันข่มกันไว้ อยู่ที่ว่า คนในชาติ เราปลูกฝังกันยังไง แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังภายหลัง แต่ความรู้สึกที่ได้ไปเห็นมา คนพม่าส่วนใหญ่นิสัยดีครับ ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวเหมือนบ้านเรา อันนี้เรื่องจริงครับ

-----------------------------
เห็นด้วยครับ  ผม ทำกิจการอยุ่ที่แม่สอด จ ตาก มีคนงานพมพม่า ร่วม 200 คน ต่าง สู้งานหนัก ขยัน เป็นมิตร และ มีจิตใจดี มีศรัทธาในพุทธศาสนา แม้มีเงิน น้อย แต่ เขาก็ทำบุญกัน บ่อย ๆ  ถวายดอกไม้บูชชาพระ สวดมนต์ภาวนา ที่แท่นบูชาพระ เทศกาลงานบุญ วันเข้าพรรษา วันมาฆะ วันวิสาข หรือ วันพระใหญ่ เขาศรัทธามาก ๆ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ทำอาหารถวายพระ ไม่คิดค่าแรงงาน ทำความสะอาด ล้างห้องน้ำ กวาดลาน จัดเก็บอย่างดี เรียบร้อย ไปต่อที่วัด ทำกันอย่างแข็งขัน กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำ เช็ดอุโบสถ ศาลา แบบพลัง ศรัทธา อย่างแรงกล้า