เกษตรพอเพียง.คอม

เว็บบอร์ดเกษตรพอเพียง => ถาม-ตอบ ปัญหาเกษตรทั่วไป => ข้อความที่เริ่มโดย: ชาวนา™ ที่ เมษายน 16, 2018, 08:52:31 PM



หัวข้อ: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวนา™ ที่ เมษายน 16, 2018, 08:52:31 PM
(http://www.pakoy100.com/uppic/images/20180416rghh223x207x240x46.jpg)


พ่อแม่ส่งลูกเรียนก็หวังจะให้เป็นเจ้าคนนายคน แต่ลูกกลับไม่รักดีทำงานมีเงินเดือนกินอยู่อย่างสบายๆ ในห้องแอร์กลับคิดอยากจะทำนา อยากทำเกษตร อยากปลูกต้นไม้ อยากๆๆๆๆ โน่น นี่ นั่น! ในสิ่งที่พ่อแม่พยายามผลักไสให้ลูกหนีห่าง  แต่ยิ่งผลักยิ่งขว้างมันยิ่งวิ่งเข้าหาตัวเพราะสายเลือดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ลืมตา  ไหนจะแดดร้อน  ไหนจะฝนตก  พ่อแม่เห็นลูกกลับมาทำนาน้ำตาแทบตก "กูอุตส่าห์ส่งเรียนแทบตาย...มันกลับไม่รักดี" คำๆ นี้อาจมีหลายคนเคยได้ยินจากพ่อแม่ของตัวเอง  แต่ก็น้อยคนนักที่พ่อแม่จะชื่นชมว่า "ดีแล้วลูกเอ้ย...กลับมาช่วยพ่อช่วยแม่สานต่ออาชีพบรรพบุรุษของเรา"  

ใครเคยเจอแบบนี้บ้าง...??? มาเล่าสู่กันฟังครับ


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: HUAMAI ที่ เมษายน 17, 2018, 07:15:22 AM
ตั้งใจเรียน  เรียนเก่งๆ  จบออกมาจะได้เป็นเจ้าคนนายคน

ประโยคนี้ผมคุ้นชินมากๆ แนวคิดนี้เป็นคำสั่งสอนที่คนในยุค baby boom ใช้สั่งสอนและปลูกฝังแนวคิดให้ลูกๆของเขา  ซึ่่งก็คือคนในยุค Generation X ซึ่งก็

คือคนที่มีอายุประมาณ 40 ปี ในขณะนี้ เนื่องจากคนในยุค baby boom นั้นเป็นช่วงสงคราม จึงเกิดการขัดสน หรือ แม้แต่ทรัพย์สินเสียหายในระหว่างสงคราม

จึงต้องการแรงงานในการสร้างบ้าน แปลงเมือง เป็นอย่างมาก ทำให้คนใน Generation X ที่เรียนเก่ง มีโอกาสที่ดี ในการสร้างรายได้อย่างเป็นกอบ เป็นกำ

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นแบบในอดีตที่ผ่านมา ที่ผมสังเกตุเห็นในช่วง 10 ปีมานี้ เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถทำงาน

จัดซื้อ  บุคคล  ขายและการตลาด รวมไปถึงสามารถออกงบดุลย์ของบริษัทได้เลย ในส่วนของการผลิตนั้นหุ่นยนต์ก็มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ที่ผมยังเห็นว่ายัง

เป็นอาชีพที่ดีในบริษัทอยู่ระดับหนึ่งนั้น ก็เห็นจะเป็น กลุ่มของผู้ที่ทำการซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลต่างๆ  หรือแม้แต่ในหน่วยงานราชการเองก็หลบไปใช้ พนักงาน

ราชการบ้าง  ลูกจ้างบ้าง ทำให้ผมสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า คำสอนของคนในยุค baby boom นั้นยังใช้ได้อยู่หรือไม่

ผมขอยกตัวอย่างทั่วๆไปที่พบเห็นมากขึ้นในช่วงหลายปีมานี้



หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: HUAMAI ที่ เมษายน 17, 2018, 07:52:11 AM
หลายครั้งที่ผมพยายามคัดเลือกพนักงานเข้ามาทำงาน  มีน้องๆจำนวนมากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่ผมคาดว่ามีค่าใช้จายสูงพอสมควรซึ่งผมคะเนว่ากว่า

จะเรียนจบคงมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า หนึ่งล้านบาท  แต่กลับต่องมารับเงินเดือน หมื่นกว่าบาท ในเมืองใหญ่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตสูงพอควร  ผมลองหัก

ค่าใช้จ่ายต่างๆออก สำหรับคนที่ประหยัดผมให้เขาเหลือเงินเก็บในช่วง 10 ปีแรก เฉลี่ยแล้ว 10,000 บาทต่อเดือน (เงินเดือนขึ้นน้อยเนื่องจากไม่ใช่สายงาน

หลัก ) จากข้อมูลข้างต้น เขาต้องใช้เวลาประมาณ 9 ปี  เพื่อที่จะถอนทุนค่าใช้จ่ายในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย อายุก็ปาเข้าไป 31 ปีแล้ว 

หลังจากนั้นเขาก็พบรักกับใครคนหนึ่งและตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จึงตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินอีก 3 ปี เพื่อเป็นสินสอด  ก็ปาเข้าไปอายุ 34 ปี เมื่อแต่งงานเสร็จทั้งสอง

ก็เห็นว่าสองเรามีรายได้รวมกันมากขึ้นเป็นสองเท่าแต่เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงนิดเดียว " โอ้ที่รักเรามีเงินเก็บบ้างแล้ว เราควรหาความสะดวก สะบายให้ชี

วิตบ้าง ' ดังนั้นรถป้ายแดงจึงมาจอดที่หน้าบ้าน กว่าจะผ่อนกันหมด ก็อีก 4 ปี ถึงตอนนี้รวมอายุแล้วได้ 38 ขวบ ถึงตอนนี้บางคู่ที่การงานไม่มั่นคงก็เลย

ตัดสินใจไม่มีลูก บางคู่ที่การงานมั่นคง ก็ผลิตทายาทขึ้นมาสืบสกุล เมื่อมีทายาทสืบสกุล " โอ้...ที่รัก ผมจะไม่ยอมให้ลูกของเราอยู่ในห้องเล็กๆ แบบนี้ "

ผมจะขยันทำงานให้มากขึ้น เราซื้อบ้านกันเถอะ เงินเดือนเราสองคนกู้ผ่านแน่นอน ผ่อนกันสบายๆ 15 ปี ก็หมดแล้ว ถึงตอนนี้อายุเขาก็ล่วงเข้าสู่วัย 53 ปีแล้ว

เหลือเวลาก่อนเกษียณอีก 2 ปี และ นี่คือกรณีที่โชคดีมากสำหรับชีวิตคู่ของสองเรา ............. :-* 


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: HUAMAI ที่ เมษายน 17, 2018, 08:07:35 AM
แต่...........จะมีกี่คู่ที่ทั้งสองคนจะสามารถเป็นมนุษย์เงินเดือนได้จนเกษียณอายุงานได้ทั้งสองคน ( คงมีบ้างแต่ส่วนน้อย )

เพราะในระหว่างทางการมีลูกเมื่ออายุมากนั้นมีปัญหาหลายอย่างเช่น ปู่  ย่า  ตา  ยาย  มีอายุมากจะมีใครไปส่งลูกที่โรงเรียน  ทำงานมานาน และ ไม่ใช่สายงาน

หลัก เมื่อเงินเดือนมากขึ้นความเสี่ยงจะสูงเป็นเท่าทวี ( จ้างเด็กใหม่ทำงานแทนกันได้ แต่ถูกกว่ามาก ) และ นี่คือหายนะ ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

บ้านที่คาดว่าจะส่งได้หมดก่อนเกษีณก็ไม่หมด ต้องไปขายไร่ ขายนา มาปิดหนี้ และที่เหลือก็เก็บไว้ส่งลูกเรียน ให้สูงๆ  เก่งๆ และ เพื่อยังคงให้สามารถ

มีหน้ามีตาในสังคมใด้เช่นเดิม ( แบบนี้เรียกว่า จมไม่ลง )

เป็นวงรอบแบบนี้ต่อไป  จากรุ่น  สู่รุ่น

แต่อย่าลืมนะครับว่า  ทั้งไร่  และ นา  ที่บรรพบุรุษสะสมไว้ให้  ได้ถูกขายออกไปแล้ว  ถ้ารุ่นใดรุ่นหนึ่งพลาด ก็ เอวัง ครับ

เพราะฉนั้นจงพอใจกับที่ดินทำกิน เมื่อสืบทอดมาก็กอดมันไว้ แน่นๆ อย่าอยากได้  อยากมี จนเกินตัว เพราะ บางสิ่งที่คุณเห็นว่ามันสวยงาม บางครัง มันก็

ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น ครับ



หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: HUAMAI ที่ เมษายน 17, 2018, 08:16:28 AM
สำหรับการดำเนินชีวิตของน้องๆที่คุณพ่อ คุณแม่ ที่บ้านมีทรัพย์ สมบัติไว้ให้บ้างนั้น นับว่าโชคดีมาก เนื่องจากคุณมีทุนชีวิตที่ดีพอสมควรไม่ต้องเริ่มที่ศูนย์

แสดงว่าคุณเดินแซงหน้าหลายๆคนไปแล้ว หนึ่งก้าว ก็อยากให้ลองสำรวจตัวเองดูครับเช่น...........เดี๋ยวมาต่อครับมีงานด่วน


หัวเรา ( หรือลูกของเรา ) ดีพอที่จะเข้าเรียนในสายงานหลักๆ ได้ใหม ถ้าไม่ได้ก็อย่าฝืน เอาเงิน 1,000,000 ไปลงทุน ให้มันงอกเงย และ ช่วงตามหาฝัน

ก็ลองไปขายแรงงานดูซัก 10 ปี ก็น่าจะมีเงินเก็บอีกประมาณ 700,000 ถึงตอนนี้ก็มีรายได้เข้ามา 3 ทางแล้ว

1. ค่าเช่าที่ดิน

2. ดอกผลจากการลงทุน

3. รายได้จากแรงงาน

ด้วยอาายุ 28 ก็นาจะมีเงินลงทุนประมาณ 2,500,000 บาท หากสิ่งที่เราลงทุนให้ผลตอบแทนซัก 4 เปอร์เซนต์ต่อปี ก็จะมีกระแสเงินสดเข้ามาปีละประมาณ

100,000 บาท ถึงตอนนี้ออกจากงานมาลงมือทำเกษตรแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็ไม่ต้องเดือดร้อนแล้วครับ ผมว่ามันเพียงพอ ครับ

ปล. เอาเวลามาดูแลคนที่รักเราบ้างครับ ท่านรอเรากลับบ้านพร้อมกับความสำเร็จ เมื่อพี่น้องเกษตรกรท่านใดเดินทางมาถึงตรงนี้ก็คงมีชีวิตที่ไม่ต้องอายใคร

     แต่ คนที่ขายที่ทำกินไปแล้วนี่ซิ ส่วนใหญ่จะไม่รอดในภายหลัง เพราะเขาได้เปลี่ยนทรัพย์สิน ไปเป็นหนี้สินเสียแล้ว

     ผมแอบอิจฉาเกษตรกรรอบตัวผมหลายๆท่าน เพราะ รอยยิ้มของพวกเขาสดใสกว่ารอยยิ้มของผม ( ซึ่งเขาอาจไม่รู้ )


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: laihan ที่ เมษายน 17, 2018, 09:02:38 AM
 ตอนเด็กๆพ่อบอกว่าถ้าไม่ตั้งใจเรียนต้องมาทำนาแทนพ่อแม่ เราก็อุตส่าห์ตั้งใจเรียนจนจบสูงสุดของการเรียนด้านทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม สุดท้ายความเข้มข้นของสายเลือดเกษตรกร ผลักดันให้ต้องมาทำตามที่พ่อไม่ต้องการให้ทำคือ ทำเกษตรจบป่ะ


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: Seksun_56 ที่ เมษายน 17, 2018, 02:43:19 PM
ผมอิจฉาเพื่อนที่เป็นเกษตรกร หลังจบม.6 ผมเรียนต่อปริญญาตรี ปริญญาโท จนได้งานทำ ทรัพย์สินเดิมที่พ่อแม่ให้ไว้มีที่ดินประมาณ 20 ไร่ ตอนนี้ก็ยังอยู่เท่าเดิมแค่เปลี่ยนจากสวนทุเรียนเป็นสวนยางพารา ส่วนเพื่อนจบ ม.6 ไม่เรียนต่อทำสวนอยู่บ้าน เริ่มจากทำสวนทุเรียนด้วยที่ดิน 10 ไร่ ตอนนี้มีทุเรียน 100 กว่าไร่ สวนยางอีกหลายร้อยไร่ มีบ้าน มีรีสอร์ทให้คนมาพักผ่อนชมสวน รายได้ต่อปีมากกว่า 10 ล้าน ผมทำงานตลอดชีวิตยังไม่ได้เลย  เกษตรกรรวยๆมีเยอะนะครับ แต่เขาไม่มีเวลามานั่งคุยให้ฟัง ส่วนเกษตรกรวันหยุดอย่างผมมีเวลาว่างเยอะมาก  ;D ;D


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: kakkak ที่ เมษายน 17, 2018, 02:54:11 PM
ภรรยาผมเรียนจบ ป.โท จากจุฬา ปัจจุบัน ทำสวนดอกไม้อยู่บ้าน มีเวลานอนกลางวัน มีเวลาทำกับข้าว รีดผ้า ซักผ้า  คนที่เรียนสูง ถ้ารู้จักเลือกใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ในสิ่งที่ทำ ผมว่ายังไงก็ไปได้ครับ

(http://image.free.in.th/v/2013/ir/180417075216.jpg) (http://picture.in.th/id/ff09505569f20f4893305db731463377)


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: supischa ที่ เมษายน 18, 2018, 10:29:28 PM
ผมก็ถูกปลูกฝังเรื่องเรียนให้เป็นเจ้าคนนายคน ;D(ครอบครัวผมจนมากเพราะลูกเยอะไปหน่อย ;D ไม่ใช่พ่อแม่ผมไม่ขยัน ความขยันของท่านผมยังไม่ได้ถึงเสี้ยวเลย) ปี31 เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐใน กทม. เรียน 4 ปีผมใช้เงินไปทั้งหมด 170,000 บาท(รวมทั้งหมดแล้ว รวมค่าครองชีพด้วย ผมจดไว้หมดเพราะ 100,000 บาทเป็นเงินที่ผมได้ทุนเรียน อีก 70,000 บาทเป็นเงินยืมจากพี่สาวที่มารับจ้างเป็นแม่บ้านใน กทม.) จบมาก็ทำงานเป็นพนักงานบริษัท กว่าจะเก็บเงินสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ เก็บเงินบวช เก็บเงินแต่งงาน เก็บเงินดาวน์รถ ผ่อนรถ ก็ปาเข้า 20 ปีแล้วครับ ตอนแรกที่ผมจะกลับมาอยู่ที่บ้าน มาทำนาทำสวนพ่อผมก็ว่าเลยหละ...กลับมาทำไม ทำนามันลำบาก อยู่กรุงเทพมันดีแล้ว... ;D เมื่อปี 55 ผมก็ฝืนกลับมาจนได้ ผมว่ามันต้องแลกไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ
...พ่อผมอายุ 75 ปี แม่อายุ 71 ปี พ่อตา 76 ปี แม่ยายเสียแล้วตอนที่ผมกลับมาอยู่บ้าน...ดูสิครับนี่คนชราทั้งนั้น ผมคิดว่าผมควรจะมารับใช้ท่านเหล่านี้บ้างก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส...ผมมาอยู่บ้าน 3 ปี แม่ผมก็เสีย ผมยังไม่รู้สึกผิดมากเพราะอย่างน้อย ผมได้เอาผลผลิตของผมไปให้ท่านกินประจำ พาท่านไปทำโน่นนี่ ไปหาหมอ ไปเที่ยว ฯลฯ และได้อยู่กับท่านจนวาระสุดท้าย สำหรับผมคุ้มกับการแลกครับ
...พ่อผมปีนี้ 80 ปี แล้ว ตอนนี้ท่านไม่ว่าอะไรผมแล้ว ผมก็รับใช้ท่านเท่าที่ผมจะทำได้ เอาเข้าจริงๆมีลูกๆมาอยู่ใกล้ๆท่านก็ดูมีความสุขครับ
...ส่วนพ่อตาผม ตอนที่ผมพาลูกสาวแกกลับมาอยู่บ้านดูเหมือนจะกังวลอย่างมาก ว่าจะพากันมาลำบาก แต่พอเราทำนา ทำสวน และมีผลผลิตให้ท่านเห็นท่านก็ค่อยๆคลายกังวลลง และก็ยอมรับและมีความสุขมากขึ้นเพราะมีลูกสาวคอยดูแล โดยเฉพาะตอนเจ็บไข้ได้ป่วย และท่านก็เสียเมื่อปี 59 ...ภรรยาผมก็ได้เข้าใจว่าทำไมผมตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เพราะมันเหลือเวลาน้อยมากที่เราจะได้ดูแลพ่อแม่ และเมื่อท่านจากเราไปเราจะไม่รู้สึกบาปอยู่ในใจ
...อาชีพทุกอาชีพมีความสำคัญ มีความเกี่ยวโยง สัมพันธ์กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทุกอาชีพที่เป็นสัมมาชีพ เป้าหมายก็ไม่ต่างกันครับ คือ "ความสุข" ทำไปเถอะครับถ้าท่านมีความสุขกับมัน

(https://www.img.live/images/2018/04/18/6a90db3670265527.th.jpg) (https://www.img.live/image/7rI4c)


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: ชาวนา™ ที่ เมษายน 19, 2018, 07:54:33 PM
ผมก็ถูกปลูกฝังเรื่องเรียนให้เป็นเจ้าคนนายคน ;D(ครอบครัวผมจนมากเพราะลูกเยอะไปหน่อย ;D ไม่ใช่พ่อแม่ผมไม่ขยัน ความขยันของท่านผมยังไม่ได้ถึงเสี้ยวเลย) ปี31 เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐใน กทม. เรียน 4 ปีผมใช้เงินไปทั้งหมด 170,000 บาท(รวมทั้งหมดแล้ว รวมค่าครองชีพด้วย ผมจดไว้หมดเพราะ 100,000 บาทเป็นเงินที่ผมได้ทุนเรียน อีก 70,000 บาทเป็นเงินยืมจากพี่สาวที่มารับจ้างเป็นแม่บ้านใน กทม.) จบมาก็ทำงานเป็นพนักงานบริษัท กว่าจะเก็บเงินสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ เก็บเงินบวช เก็บเงินแต่งงาน เก็บเงินดาวน์รถ ผ่อนรถ ก็ปาเข้า 20 ปีแล้วครับ ตอนแรกที่ผมจะกลับมาอยู่ที่บ้าน มาทำนาทำสวนพ่อผมก็ว่าเลยหละ...กลับมาทำไม ทำนามันลำบาก อยู่กรุงเทพมันดีแล้ว... ;D เมื่อปี 55 ผมก็ฝืนกลับมาจนได้ ผมว่ามันต้องแลกไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ
...พ่อผมอายุ 75 ปี แม่อายุ 71 ปี พ่อตา 76 ปี แม่ยายเสียแล้วตอนที่ผมกลับมาอยู่บ้าน...ดูสิครับนี่คนชราทั้งนั้น ผมคิดว่าผมควรจะมารับใช้ท่านเหล่านี้บ้างก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส...ผมมาอยู่บ้าน 3 ปี แม่ผมก็เสีย ผมยังไม่รู้สึกผิดมากเพราะอย่างน้อย ผมได้เอาผลผลิตของผมไปให้ท่านกินประจำ พาท่านไปทำโน่นนี่ ไปหาหมอ ไปเที่ยว ฯลฯ และได้อยู่กับท่านจนวาระสุดท้าย สำหรับผมคุ้มกับการแลกครับ
...พ่อผมปีนี้ 80 ปี แล้ว ตอนนี้ท่านไม่ว่าอะไรผมแล้ว ผมก็รับใช้ท่านเท่าที่ผมจะทำได้ เอาเข้าจริงๆมีลูกๆมาอยู่ใกล้ๆท่านก็ดูมีความสุขครับ
...ส่วนพ่อตาผม ตอนที่ผมพาลูกสาวแกกลับมาอยู่บ้านดูเหมือนจะกังวลอย่างมาก ว่าจะพากันมาลำบาก แต่พอเราทำนา ทำสวน และมีผลผลิตให้ท่านเห็นท่านก็ค่อยๆคลายกังวลลง และก็ยอมรับและมีความสุขมากขึ้นเพราะมีลูกสาวคอยดูแล โดยเฉพาะตอนเจ็บไข้ได้ป่วย และท่านก็เสียเมื่อปี 59 ...ภรรยาผมก็ได้เข้าใจว่าทำไมผมตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เพราะมันเหลือเวลาน้อยมากที่เราจะได้ดูแลพ่อแม่ และเมื่อท่านจากเราไปเราจะไม่รู้สึกบาปอยู่ในใจ
...อาชีพทุกอาชีพมีความสำคัญ มีความเกี่ยวโยง สัมพันธ์กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทุกอาชีพที่เป็นสัมมาชีพ เป้าหมายก็ไม่ต่างกันครับ คือ "ความสุข" ทำไปเถอะครับถ้าท่านมีความสุขกับมัน

(https://www.img.live/images/2018/04/18/6a90db3670265527.th.jpg) (https://www.img.live/image/7rI4c)

มีลูกน้อยคนมากที่จะคิดแบบนี้  ส่วนมากติดหนี้และติดเมืองครับ อยู่บ้านนอกไม่ได้  แถวบ้านผมมีตัวอย่างให้เห็น  พ่อแม่อยากให้ลูกสาวลูกเขยกลับมาทำเกษตร  แต่ลูกสาวบอกไม่ชอบ  เงินเดือน 40,000 อยู่กรุงเทพไม่พอใช้ ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ  ทุกๆ เดือนต้องขอเงินจากพ่อแม่ไปช่วยเพราะม่ีลูกอีก 2คน  ผมมีคำถามว่า ในเมื่อไม่ชอบเกษตรแต่ทำไมขอเงินจากพ่อแม่ที่ได้เงินจากเกษตร เงินจากดิน จากน้ำพักน้ำแรงของพ่อไปใช้ ทำไมไม่รังเกียจเงินด้วย?


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: amsuthon ที่ เมษายน 20, 2018, 02:43:04 PM
ผมชอบตัวดำครับ
กลับเสาร์อาทิตย์ ทำสวนมะม่วง สวนผสม 25 ไร่ ค่อยๆทำไป
พิกัด สุพรรณบุรี 8) 8) 8)


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: mr.krathok ที่ เมษายน 20, 2018, 03:51:42 PM
ผมไม่รู้ท่านอื่นคิดยัง แต่ถึงแดดจะร้อนหัวแทบระเบิด ผมก็ยังทำงานไป ร้องเพลงไปได้ครับ


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: tree house ที่ เมษายน 24, 2018, 06:10:25 PM
ทำไม่ไหวก็ต้องเลิกครับ  ;D ;D ;D แต่คนทำได้ก็ทำต่อไป


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: kumtom ที่ เมษายน 24, 2018, 09:15:36 PM
มีแต่อ่าน ไม่เคยแสดงความคิดเห็นมานานแล้ว ผมทิ้งเมืองกรุงมาเป็นเกษตรกร 10 ปีแล้วครับ ตอนแรกเจอทุกอย่างที่พี่ๆข้างบนว่า ทั้งดูถูก ดูแคลน ต่อว่าสารพัด แต่ถึงวันนี้เสียดายครับ เสียดายที่มาช้า แต่ก็ยังทันอยู่นะ  ขอให้กำลังใจทุกคนที่กลับบ้าน ทนให้ได้สัก 3 ปีนะครับ  หลังจากนั้นมันจะดีไปเอง ผมเองจากวิศวกรเงินเดือนสูง ภรรยาเป็นไกด์เดินทางต่างประเทศตลอด จูงมือกลับบ้านเป็นเกษตรกร 10 ปีแล้ว วันนี้เรามีรายได้ดีพออยู่ได้ มีชีวิตที่มีความสูข เลี้ยงลูกเอง ได้ดูแลพ่อแม่ทุกวัน เท่านี้ก็พอแล้วมั้ง


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: decoded ที่ เมษายน 27, 2018, 01:55:29 PM
เหนื่อยจริงๆ แต่ชอบ คงทำต่อไปเรื่อยๆจนทำไม่ไหวครับ
(https://www.img.in.th/images/2a6bbef5a9dadf96d7a5947fc73baa72.jpg)
(https://www.img.in.th/images/ebae6e279aa6dcb0ace2c1c36008e2ea.jpg)


หัวข้อ: Re: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!
เริ่มหัวข้อโดย: somjit_nong ที่ พฤษภาคม 01, 2018, 09:48:54 PM
คงเลิกยากค่ะ ชอบไปแล้ว ตอนนี้ก็ทำงานควบคู่ไปด้วย แต่ใจคิดถึงแต่สวน เช้าก่อนไปทำงานก็ปลูกต้นไม้ รดน้ำ เดินดูโน่นนี่ ถ่ายรูป กลางวันก็กลับมาเดินดูต้นไม้ บางต้นต้องย้ายหลบแดด ตอนเย็นก็ปลูกเต็มที่เลยค่ะ ไปสวนเลย เพราะได้ทำเยอะหน่อย กลับมาก็ลุยสวนที่บ้านอีก เพราะเปิดไฟทำได้ ไม่อยากให้ดึกเลย ใจมันรักไปแล้วค่ะ สมุดจดบันทึกเล็กๆที่จดงานที่ต้องทำทุกวัน มีแต่ plan งานปลูกต้นไม้ค่ะ เวลาเหนื่อยและร้อนก็หยุดพัก หายเหนื่อยก็ทำใหม่ เพื่อฝันของตัวเองค่ะ